ระยะทางจากตงเป่ยมาถึงตงหนานหากเดินทางด้วยม้าจะกินเวลาเกือบสองชั่วยาม กว่าจะมาถึงก็ใกล้รุ้งสางงานเลิกพอดีวิชาตัวเบาของจิ๋นหลี่จัดว่าเข้าขั้นใช้เวลาเพียงชั่วยามกว่าก็มาถึงเมืองตงหนานได้อย่างปลอดภัยแม้เ้าตัวจะดูเหนื่อยล้าไปบ้างแต่ก็นับว่าบางเบา
ตอนนี้เป็ยามอิ๋น(เวลา 03.00 น. จนถึง 04.59 น.)นางมีเวลาเดินเที่ยวก่อนงานเลิกเพียงไม่ถึงชั่วยามเท่านั้นแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ออกมาเที่ยวเลยมือซ้ายของนางถูกเกาะกุมด้วยมือของชายข้างกายที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่างพอนางกวาดตามองรอบ ๆ ก็เข้าใจเหตุผลทันที งานเทศกาลแบบนี้มีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยสตรีหลายคนที่เดินผ่านไม่ทอดสายตามองอย่างสื่อความหมายก็ทิ้งผ้าเช็ดหน้าลงบนพื้นตลอดทาง ไม่ใช่เพียงสายตาของสตรีวัยสาวยังมีสายตาของผู้คนที่มองมา ทั้งแปลกใจ สนใจ และหลายสายตามองขึ้นลงอย่างดูถูกน่าเศร้าใจที่ในสังคมโบราณความรักความชอบถูกกำหนดกฎอย่างตายตัวความสัมพันธ์หลายรูปแบบไม่ได้รับการยอมรับ ทั้งยังถูกตราหน้าว่าวิปริตการที่นางที่แต่งตัวเป็เด็กหนุ่มกอบกุมมือกับจิ๋นหลี่จะเป็ที่สนใจก็ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก
“ปล่อยก็ได้นะจิ๋นหลี่ คนอื่นมองใหญ่แล้ว” นางเอียงตัวไปเอ่ยให้ได้ยินกันสองคนพลางค่อย ๆ ดึงมือของตัวเองออกมาด้วย แต่อีกคนกลับไม่ยอมรัดมือน้อยแน่นขึ้นไปอีก
“เดี๋ยวหลง” ตอบก่อนที่จะดึงนางให้เดินไปข้างหน้าต่ออย่างรวดเร็วลู่จื้อจึงเลิกสนใจคนอื่น หันมาสนใจบรรยากาศโดยรอบแทนงานเทศกาลอาหารเมืองตงหนานจัดเพียงวันเดียวเริ่มั้แ่พระอาทิตย์ตกจนถึงพระอาทิตย์ของอีกวันขึ้นนางได้ยินเื่นี้จากบ่าวไพร่ที่คุยกัน เห็นว่าเป็งานที่รวมเหล่าพ่อค้าแม่ขายวัตถุดิบที่หลากหลายบ้างก็แปลกพิสดาร บ้างก็หาได้ยาก ทั้งยังมีอาหารตำรับแปลก ๆจากต่างเมืองอีกด้วย งานเช่นนี้จึงดึงดูดความสนใจนางได้เป็พิเศษ
เดินเล่นเดินชิมจับจ่ายซื้อหนังสือมาตลอดทางจนเวลาล่วงเข้ามาถึงยามเหม่า (เวลา 05.00 น. จนถึง 06.59 น.)เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินสำหรับนาง แต่ถึงเวลาที่ควรกลับก็ต้องกลับไม่เช่นนั้นคนที่จวนจะสงสัย จิ๋นหลี่ไปหาม้ามาจากที่ใดไม่ทราบ อุ้มนางขึ้นม้าและเหวี่ยงตัวเองขึ้นมาซ้อนด้านหลังควบทะยานออกมาจากเมืองตอนนี้เป็พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นหากควบม้าเร็ว ๆคงไปถึงจวนได้ทันโดยที่ไม่มีใครสงสัย
การเดินทางจากตงหนานไปตงเป่ยต้องผ่านป่ารกทึบหากอ้อมไปต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นสองชั่วยามพวกนางต้องรีบกลับจึงไม่มีทางเลือกต้องควบมาผ่านป่าไปเท่านั้นจิ๋นหลี่กดหลังนางให้ก้มหัวลงจนหน้าแทบติดกับคอม้าเร่งความเร็วของม้าขึ้นอีกเท่าตัว แม้จะแปลกใจแต่นางนั่งนิ่งและเชื่อฟังอย่างดีั้แ่ในงานนางััได้ถึงความกังวลที่ฉายชัดมาจากสหายรักเมื่อเขาตามใจพานางมาแล้ว นางก็ควรเชื่อฟังไม่เพิ่มความกังวลใจให้เขา
เสียงเหล็กกระทบกันลอยมาตามลมพร้อมกับกลิ่นโลหิตจางๆ สร้างความกังวลใจให้จิ๋นหลี่เป็อย่างยิ่งั้แ่เข้าป่ามาสัญชาตญาณระวังภัยของเขาก็กระตุ้นเตือนขึ้นไม่หยุดคาดไม่ถึงว่าจะมาเจอเื่เช่นนี้เอากลางป่าความกังวลทำให้เขากดหัวนางลงไปใกล้ม้าเข้าไว้ มิเช่นนั้นจมูกนางคงได้กลิ่นเืจนกังวลใจหรือกลัวแต่จมูกนางก็ไวนักหากกลิ่นยังรุนแรงขึ้นอีก ต่อให้เป็กลิ่นม้าก็คงกลบไม่อยู่
จิ๋นหลี่เร่งความเร็วม้าขึ้นอีกเขามั่นใจว่าไม่ใช่พวกโจรป่า และเป้าหมายไม่ใช่พวกเขาด้วยไม่มีทางที่ใครจะรู้ว่าเด็กชายด้านหน้าเป็ลู่จื้อ ที่ต้องทำจึงมีเพียงผ่านไปให้เร็วที่สุดก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาแต่เหมือน์ไม่เป็ใจเสียงการต่อสู้และกลิ่นเืกลับรุนแรงขึ้นและพุ่งตรงมายังเขาทั้งสองคนจิ๋นหลี่กระชับดาบในมือแน่น เตรียมชักออกจากฝักมาปกป้องคนตัวเล็ก
“กลิ่นเื” เสียงพึมพำของนาง ทำให้เขาใช้มือข้างหนึ่งตบหลังนางเบาๆ ก่อนจะชักม้าเขาไปหลบในพุ่มไม้ โชคยังดีที่ม้าของพวกเขาเป็สีดำกลืนเข้าไปในความมืดมิดได้ดีเมื่อเข้ามาหลบแล้วเขาก็รั้งร่างเล็กเข้ามารัดไว้ในอ้อมแขนพลางชักดาบออกมาเตรียมตัวหากเกิดเื่ไม่ดีขึ้น
รอเพียงไม่นานรอบด้านที่เคยเงียบสงบก็ปรากฏภาพชายชุดดำจำนวนเกือบยี่สิบคนที่กำลังโจมตีไล่รุกกับชายที่สวมชุดรัดกุมสีน้ำเงินที่มีเพียงสามคนอย่างเอาเป็ตายแม้ทั้งสองฝ่ายจะมีจำนวนต่างกัน แต่การต่อสู้กลับสูสีหนึ่งในสามคนนั้นาเ็ที่ท้องมีเืไหลออกมาไม่หยุดแต่การโจมตีกลับไม่ลดความรุนแรงลง เห็นได้ชัดว่าเป็ยอดฝีมืออีกสองคนต่อสู้ราวกับเป็องครักษ์ที่ปกป้องนายเหนือหัวแทบจะเอาตัวเองรับดาบแทนการต่อสู้ดูอำมหิตเด็ดขาดจนจิ๋นหลี่กลัวว่านางจะกลัวจึงยกมือหมายจะปิดดวงตากลมโตเอาไว้แต่ยกได้เพียงเล็กน้อยมือเขากลับถูกมือนางหยุดไว้ นางคงไม่ได้กลัวขนาดนั้นกระมังเข้มแข็งเกินหญิงอื่น
ลู่จื้อแม้จะใกับเหตุการณ์ตรงหน้าแต่สติที่มีอยู่ทำให้นางยังควบคุมตนเองได้จับตามองการเคลื่อนไหวของคนสองกลุ่มอย่างสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายที่ได้รับาเ็ ในคราแรกเรี่ยวแรงการต่อสู้ยังอยู่ดีแต่ตอนนี้กลับถดถอยอย่างน่าใจหาย จนจังหวะหนึ่งเขาเกิดพลาดท่าถูกโจมตีจนออกมาไกลจากกลุ่มใกล้กับพุ่มไม้ที่นางเฝ้าดูเมื่อเขาล้มลงชายชุดดำก็ได้จังหวะง้างดาบหมายจะปลิดชีพชายคนนั้นไวกว่าความคิดนางจับเอามีดสั้นของตัวเองขว้างออกไปเต็มแรงปักเข้าที่คอของชายชุดดำคนนั้นอย่างแม่นยำ
จิ๋นหลี่รู้สึกใเป็อย่างยิ่งความตั้งใจเดิมของเขาคือไม่ยุ่งกับเื่ของคนอื่นในยุทธภพหากยื่นมือเขาช่วยทุกคนจะถือเป็การแทรกแซงเขาถึงได้รอการต่อสู้จบลงอย่างสงบคาดไม่ถึงว่าลู่จื้อนางจะขว้างมีดสั้นช่วยชีวิตชายผู้นั้นความแม่นยำนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะเขาสอนนางมาเองกลับมือ เพื่อให้นางเอาไว้ป้องกันตัวเองแต่ดูเถิดนางกลับเอามาหาเื่ใส่ตัวเสียอย่างได้ น่าตีนัก
กลุ่มชายชุดดำเมื่อเห็นเพื่อนตนเองตายจากมีดสั้นที่พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ก็พุ่งตรงหมายจะโจมตีไปทางนั้นด้วยคิดว่าคงมีพวกของเป้าหมายซุ่มอยู่จิ๋นหลี่จึงกระโจนพุ่งตัวออกไปรับการโจมตีเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นลู่จื้อเขาจึงต้องแสดงตัวออกมาว่าเป็ผู้ขว้างมีดนั้นเสียเองกลายเป็ว่าตอนนี้เขาได้เขามาช่วยชายอีกสองคนรับการต่อสู้แล้ว
ลู่จื้อเมื่อเห็นจิ๋นหลี่ออกไปต่อสู้นางก็เหลือบมองไปยังชายาเ็ที่ลงไปนอนกับพื้นหอบหายใจแรงจนน่าใ นางะโลงจากม้าวิ่งเข้ามาดูอย่างรวดเร็วจนแปลกใจตัวเองเมื่อก้มลงมองาแเืที่ไหลออกมาไม่ใช่สีแดงแต่เป็สีดำแผลนี้ไม่ได้เกิดจากดาบธรรมดาแต่โดนพิษด้วย
‘เฟยเทียน’ ปวดแสบปวดร้อนที่แผลทั้งยังอ่อนแรงไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ เห็นมีเด็กชายวัยไม่น่าถึงสิบห้าปีก้มมองแผลมือใหญ่ก็ขยับเตรียมที่จะหันปลายมีดเข้าใส่แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรใบหน้ากลมเล็กเท่าฝ่ามือกลับเลื่อนเข้ามาใกล้มือนุ่มนิ่มเที่ยวแหวกตามองดูนั้นนี่ให้วุ่นวายั้แ่เด็กจนโตหาเคยมีใครกล้าเข้ามากระทำกับเขาเช่นนี้ไม่ไว้เท่าความคิดเขาใช้แรงที่เหลือผลักเด็กคนนั้นให้ห่างออกจากตัว
“โอ๊ย ท่านจะบ้าหรือ ผลักข้าด้วยเหตุใด ข้าแค่ดูอาการให้เท่านั้น” นางไม่กล้าร้องดัง แต่ก็ยังอดบ่นอย่างเ็ปไม่ได้พลางลูบสะโพกขนาดโดนพิษยังแรงเยอะขนาดนี้ถ้าเป็ปกตินางคงปลิวไปแล้ว
เฟยเทียนเห็นเด็กชายแสดงอาการเ็ปเขาก็หาได้สนใจเพียงแต่เบี่ยงหน้าหันไปมองการต่อสู้ที่ติดพันในตอนแรกมีเพียงองครักษ์ทั้งสองของเขาเท่านั้นแต่ตอนนี้กลับมีบุรุษหนุ่มหน้าตาคมเข้มอีกคนดูมีฝีมือไม่น้อยกลุ่มชายชุดดำล้มตายราวเป็เพียงใบไม้ในสารทฤดู (ใบไม้ร่วง)ก่อนคนสุดท้ายจะสิ้นใจในดาบเดียว
ลู่จื้อเห็นเืเริ่มไหลออกมามากขึ้นนางจึงวิ่งฝ่าพุ่มไม้ไปที่ม้าของตัวเองนางจำได้ว่าจิ๋นหลี่มักจะพกยาที่จำเป็ติดไว้เสมอรื้อสำภาระได้สักพักก็เจอขวดยาสองขวดเมื่อเปิดขวดดมกลิ่นดูก็พบว่าขวดหนึ่งเป็ยาห้ามเื ส่วนอีกขวดเป็ยาบรรเทาอาการปวดนับว่าเหมาะเจาะเมื่อได้ของที่้านางจึงเดินตรงไปยังชายที่าเ็จัดการนั่งลงกระชากเสื้อเขาออกอย่างไม่เบามือ นี่ถือเป็การเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆจากนาง เทผงยาห้ามเืลงไปบนาแแล้วเปิดอีกขวดเทเม็ดยาบรรเทาปวดออกมาหนึ่งเม็ด กระชากผ้าปิดหน้ายัดยาเข้าไปในปากก่อนจะทำการปิดปากปิดจมูกเพื่อให้คนที่พยายามจะขัดขืนกลืนยาลงไป
เฟยเทียนเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกคาดไม่ถึงว่าเ้าเด็กนี่จะกล้าทำกับเขาอย่างนี้แรงที่กระชากเสื้อไม่ผ่อนแรงแม้แต่น้อยทั้งยังกล้าที่จะยัดยาอะไรก็ไม่รู้ใส่ปากเขา เท่านั้นไม่พอยังปิดปากปิดจมูกจนหายใจไม่ออกจำต้องกลืนยาลงไปอย่างไม่อาจฝืนได้เมื่อเห็นยาถูกกลืนลงคอสายตาที่มองมายังเขายังแฝงแววสาแก่ใจก่อนจะปล่อยเขาเป็อิสระแล้วะโถอยออกไปไกลอย่างระวังตัวไม่ทันที่เขาจะหยิบอาวุธคู่ใจซัดใส่คนน่าตายตรงหน้า อาการเ็ปก็ทุเลาลงอย่างรวดเร็วเขาถึงแน่ใจว่ายาที่ไอ้เด็กนี่ยัดให้เป็ยาบรรเทาปวดเมื่อก้มดูาแก็เห็นว่าเืหยุดไหลไปแล้ว แสดงว่ามันรักษาเขาอย่างนั้นหรือแล้วเหตุใดจึงไม่บอกให้เขารู้กลับมาใช้วิธีการยัดใส่ไหนจะแววตาสาแก่ใจนั้นอีกหรือว่า...เด็กนี่แก้แค้นที่เขาผลักมันล้ม หึ เ้าคิดเ้าแค้นนักหารู้ไม่ว่าเขาก็เ้าคิดเ้าแค้นไม่แพ้กัน!
การต่อสู้จบลงจิ๋นหลี่ก็วิ่งเข้ามาดูเ้าตัวเล็กทันทีเห็นว่านางไม่ได้าเ็ที่ใดก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่า “เ้าเด็กดื้ออยากตายนักรึถึงได้ยุ่งเื่ชาวบ้านเช่นนี้” ใบหน้าน้อย ๆสลดลง เมื่อเห็นว่านางรู้แล้วว่าตนเองผิด เขาก็ไม่ได้ถือสาหาความต่อดึงนางขึ้นหมายจะพากันกลับ ฟ้าเริ่มสางแล้วหากช้ากว่านี้คงได้โดนลงโทษกันทั้งคู่ลู่จื้อเองก็ทำตามอย่างว่าง่าย
เฟยเทียนถูกสององครักษ์ประคองลุกขึ้นยืนเห็นว่าทั้งสองกำลังจะจากไปก็เชิดคอเอ่ยถามออกมาอย่างถือตัว “พวกเ้าชื่อแซ่อะไรข้าไม่ชอบติดหนี้บุญคุณผู้ใด บอกมาแล้วข้าจะตอบแทนเ้าอย่างเต็มที่อยากได้เงินทองเท่าใดกันเล่า” ประโยคดังกล่าวทำให้สองเท้าของลู่จื้อหยุดชะงักดวงตากลมโตตวัดมามองคนพูดอย่างหงุดหงิดแทนที่มันจะเอ่ยขอบคุณสักคำดันมาพูดจาเช่นนี้ นางว่าจะไม่เอาเื่ที่ผลักนางแล้วนะ
นางกวาดสายตามองขึ้นลงประเมินค่าของชายผอมกะหร่องเหมือนไม่ได้กินข้าวมาล้านปีแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ “จริงด้วยข้าช่วยชีวิตท่านไว้นี่นาเอาอะไรตอบแทนดีล่ะถึงจะมีค่าเทียบเท่ากับชีวิตท่าน เอาเช่นนี้แล้วกันท่านก็บริจาคให้ขอทานในตลาดสักร้อยสองร้อยอีแปะก็พอแล้วชีวิตของท่านคงไม่ได้มีค่ามากกว่านั้น” นางตอบกลับอย่างเจ็บแสบดูถูกกันมาก็ดูถูกกลับไม่โกงอยู่แล้วกล่าวจบนางก็สะบัดหน้าหันหลังเดินจากไปอย่างสง่างามไม่สนใจคนที่พยายามจะพุ่งมาหานางอีก การช่วยเหลือครั้งนี้นับว่าเสียมือบุรุษสมควรตาย
เฟยเทียนได้ยินคำกล่าวดูถูกออกมาจากปากเด็กชายคิ้วกระตุกขมวดแทบผูกเป็ปม มือกำแน่นอย่างโมโหหากองครักษ์ทั้งสองไม่ได้รั้งแขนเขาเอาไว้ ตอนนี้มือเขาคงหักคอมันไปแล้วเชื่อเถิดว่าไม่เคยมีใครกล้าเอ่ยกับเขาเช่นนี้ชีวิตของเขาจะมีค่าเพียงเงินสองร้อยอีแปะได้อย่างไร ฮึ! เด็กนี่ขวัญกล้าเทียมฟ้านัก!สาบานต่อฟ้า เจอกันอีกเมื่อใดเขาจะทำให้เ้าเด็กนี้สำนึกให้ได้!
องครักษ์ทั้งสองมองหน้ากันอย่างไว้อาลัยให้เด็กชายเ้านายเขาเ้าคิดเ้าแค้นเพียงใดเขาย่อมรู้ดี ดูถูกว่าเ้านายเขาไร้ค่าเพียงนี้หากสืบจนรู้ว่าเป็ใครคงไม่ได้อยู่อย่างสงบไปอีกนาน น่าสงสาร ช่างน่าสงสาร
โถงใหญ่จวนเ้าเมืองยามนี้ปรากฏทุกคนในครอบครัวอยู่กันครบท่านพ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานเคียงข้างด้วยท่านแม่ถัดมาอีกขั้นก็เป็พี่ใหญ่ของนางส่วนนางกับจิ๋นหลี่นั้นก็คุกเข่าก้มหน้าอยู่เบื้องล่างอย่างคนสำนึกความผิดตอนพวกนางกลับถึงจวนฟ้าก็สว่างแล้วสาวใช้ประจำเรือนเคาะห้องหลายครั้งไม่มีเสียงตอบกลับบิดามารดาร้อนใจเป็อย่างยิ่งที่นางหายไปไม่บอกผลคือนางได้เห็นท่านพ่อโกรธเป็ครั้งแรกในชีวิต ส่วนมารดาคราแรกก็เข้ามากอดหมุนตัวนางกับจิ๋นหลี่ซ้ายทีขวาที พอเห็นว่านางไม่ได้าเ็ก็หันหน้าเดินจากไปทันทีผู้าุโอันเป็ที่รักทั้งสองปล่อยให้พวกนางนั่งคุกเข่ามากว่าสองชั่วยามแล้วจนใกล้เวลาอาหารเที่ยงเข้าไปทุกที ยังไม่มีวี่แววจะยอมพูดจากับพวกนาง
ท่านพ่อเพียงแต่นั่งจิบชานิ่งส่วนท่านแม่ก็นั่งปักผ้าอย่างสงบ พี่ใหญ่พยายามจะช่วยพูดให้หลายรอบ แต่ทันทีที่อ้าปากก็ถูกสายตาของท่านพ่อหยุดไว้ทุกครั้งจิ๋นหลี่นั่งนิ่งคุกเข่าไม่ยินดียินร้ายคล้ายคาดเดาผลไว้อยู่แล้วเวลาผ่านไปอีกเพียงครู่ท่านพ่อก็วางถ้วยชาลงก่อนมองนางอย่างพิจารณา
“รู้ความผิดของตนหรือไม่” เสียงเรียบนิ่งที่ไม่เคยใช้พูดคุยกับนางมาก่อนทำให้ลู่จื้อรู้ได้ว่าบิดาโกรธมากเพียงใด
“ทราบเ้าค่ะท่านพ่อลูกผิดที่ออกไปเที่ยวนอกจวนโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตท่านพ่อกับท่านแม่ก่อนแต่เื่นี้คนผิดมีเพียงลูก จิ๋นหลี่ถูกลูกบังคับจนไม่อาจปฏิเสธได้หากจะลงโทษได้โปรดลงโทษลูกแต่เพียงผู้เดียวเถิดเ้าค่ะ” นางปกป้องจิ๋นหลี่เอาไว้ระหว่างทางมีเื่ที่เขาต้องลำบากเพราะนางมามากพอแล้วถ้าต้องมารับโทษด้วยกันทั้งคู่อีกนางคงรู้สึกผิดยิ่งกว่านี้
“ไม่มีใครบังคับจิตใจลูกได้ เื่นี้ท่านพ่อท่านแม่รู้ดี” จิ๋นหลี่ไม่ยินยอมรับความหวังดีนั้นจากนาง ยืนยันหนักแน่นรับผิดด้วยกัน
เลี่ยงหวงที่เห็นบุตรชายบุตรสาวปกป้องกันไปมาก็ให้รู้สึกเหนื่อยใจจนอดถอนหายใจออกมาเสียงดังไม่ได้
“เฮ้อ พ่อรู้มาตลอดว่าเ้าไม่เหมือนผู้หญิงอื่นความคิดความอ่านเ้าไม่เหมือนกับสตรีในห้องหอทั่วไปพ่อคงปกป้องดูแลเ้าไว้ใต้ปีกจนเ้ารู้สึกเหมือนถูกกักขังแล้วกระมังจื้อเอ๋อร์เอาเถิด จากนี้พ่อจะปล่อยให้เ้าได้ทำตามใจมากขึ้น แต่จงจำเอาไว้จะกระทำสิ่งใดให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็หลักและอย่าได้ทำให้พ่อแม่เป็ห่วงเช่นนี้อีก” เขารู้ดีว่าบุตรสาวมีนิสัยเช่นไรรู้มาตลอดว่านางเป็ดังนกน้อย สักวันหนึ่งกรงที่ทอจากความรักความห่วงใยของเขาย่อมไม่อาจกักขังนางไว้ได้แม้จะผิดคาดที่เื่นี้เกิดขึ้นไวกว่าที่คิดแต่เมื่อนางเป็เช่นนี้เขาก็จะทำใจยอมรับคอยดูแลปัดเป่าอันตรายไม่ให้เข้าใกล้นางได้บิดาเช่นเขาคงไม่อาจกักเก็บบุตรสาวไว้ในอ้อมแขนได้อีกต่อไปแล้วได้แต่ปล่อยให้นกน้อยเช่นนางออกบินสู่โลกข้างนอก
“ท่านพ่อเ้าขา ลูกทำผิดไปแล้ว ลูกขอโทษได้โปรดอภัยให้ลูกด้วยต่อไปจากนี้หากลูกจะไปไหน จะขออนุญาตท่านพ่อกับท่านแม่ก่อนเสมอ ลูกให้สัญญาเ้าค่ะ”นางเดินเข่าเข้าไปใกล้บิดาซบลงบนตักคนที่รักนางอย่างสุดหัวใจนางรู้ดีว่าบิดาเป็ห่วงเช่นไร รู้ดีว่าสตรีในยุคนี้ไม่อาจทำทุกอย่างได้ตามใจแต่ดูเอาเถิด นางทำผิดถึงเพียงนี้บิดาไม่แม้แต่จะต่อว่าแต่กลับให้นั่งสำนึกได้ด้วยตัวเอง ยอมทำผิดกฎจารีตประเพณีเพราะนางดื้อรั้นพยายามทำความเข้าใจในทุกการกระทำของนาง บิดาเช่นนี้หาได้จากที่ไหนอีกหนอคุ้มเหลือเกินแล้วที่นางได้ตายจากโลกนู้นมาเกิดใหม่ที่นี่
“ไหนเล่าให้พ่อฟังสิว่าไปเที่ยวเป็อย่างไรบ้าง” บิดาประคองนางให้ลุกขึ้นรั้งนางขึ้นมานั่งบนตักเช่นสมัยยังเป็เด็กส่วนมารดาก็เข้าไปประคองจิ๋นหลี่ให้ลุกขึ้นไปนั่งข้างพี่ใหญ่เสียงเจื้อยแจ้วของนางจะเอ่ยเล่าทุกอย่างให้ทุกคนฟัง ในตอนแรกก็ฟังอย่างสงบตื่นเต้นไปกับเื่ที่เล่าบ้างแต่เมื่อเล่าถึงเื่ที่เกิดระหว่างเดินทางกลับทุกคนดูใอย่างเห็นได้ชัดพอเล่าจบท่านพ่อก็เรียกพี่ใหญ่กับจิ๋นหลี่เข้าไปคุยในห้องหนังสือทันทีส่วนนางก็ถูกท่านแม่พาไปพักผ่อนที่เรือน จัดเตรียมอาหารมาให้กินแถมกล่อมนอนพร้อมสรรพ
หลังได้รับาเ็และอ่อนกำลังลงจากยาพิษเฟยเทียนก็ตัดสินใจย้อนกลับไปพักที่เมืองตงหนานรอองครักษ์ชุดใหม่ที่จะตามมาทดแทนคนที่ตายไป ตัวเขาเองก็้าการพักฟื้นหากเป็ยามปกติแผลเพียงเล็กน้อยแค่นี้ไม่อาจทำให้เขาต้องล้มหมอนนอนเสื่อได้แต่เพราะอีกฝ่ายเล่นสกปรก เคลือบดาบด้วยตัวยาที่ร่างกายอ่อนกำลังลงต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะสามารถใช้กำลังภายในขับฤทธิ์ยาออกจากร่างกายได้หมด
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนคิ้วเข้มก็ขมวดจนชนกันทั้งชีวิตไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครกล้ากระทำกับเขาเช่นเมื่อคืนเ้าเด็กนั้นใจกล้านัก เขาเป็ถึงผู้ที่มีสายเืั แม้ไม่ได้เปิดเผยฐานะแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยให้ใครมาลบหลู่เขาได้ หึอยากรู้นักว่าเด็กขวัญกล้าเทียมฟ้านั่นเป็ใคร ถึงได้กล้าเข้ามาล้อเล่นกับ ‘ฉางกวน เฟยเทียน’ชินอ๋องที่ถือครองตราพยัคฆ์ เป็แม่ทัพใหญ่ของแผ่นดินแคว้นฉิน ทั้งยังเป็อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้เช่นเขาหากมันได้รู้ถึงฐานะนี้ ไม่แคล้วต้องรีบคุกเข่าโขกหัวขอขมาแทบไม่ทันแค่คิดถึงภาพนั้นมุมปากเขาก็แสยะยิ้มร้ายออกมา
สองพี่น้ององครักษ์อย่างหานเฟิงและหานตงเมื่อเดินเข้ามาเห็นนายเหนือหัวยกยิ้มอย่างหาได้ยาก ก็ขนหัวลุกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายส่งสายตาโบ้ยหน้าที่ให้อีกฝ่ายชนิดเอาเป็เอาตายกระทั่งถูกสายตาอำมหิตตวัดมองมาเท่านั้น จึงได้เอ่ยรายงานเื่ที่ไปจัดการออกมา
“องครักษ์เสื้อน้ำเงินชุดใหม่จะมาถึงภายในสองวันขอรับและัทองฝากสารมาบอกให้ระวังตัวให้ดี หากเกิดเื่ไม่คาดฝันให้เดินทางกลับโดยเร็ว”เอ่ยรายงานจบหานเฟิงก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากออกเฟยเทียนที่ขมวดคิ้วอยู่แล้วก็แทบจะมัดกันบนหน้าผากเสด็จพี่เห็นเขาเป็คนอ่อนแอเพียงนั้นเลยหรือไรคิดว่าาเ็เพียงเท่านี้จะหยุดเขาได้ สายตาคมตวัดมองคาดคั้นหานตงต่อทันที
“ชายสองคนเมื่อคืน...หายตัวไปที่เมืองตงเป่ยอย่างไร้ร่องรอยขอรับคาดว่าอีกฝ่ายคงเป็ยอดฝีมือ” สิ้นเสียงรายงานรังสีกดดันที่แผ่มาจากนายเหนือหัวก็ทวีคูณทันทีเขาได้รับมอบหมายให้ตามหาเด็กชายที่ช่วยนายท่าน งานง่ายดายเช่นนี้กลับคว้าน้ำเหลวไม่แปลกที่นายท่านจะโกรธ
เฟยเทียนนึกไปถึงฝีมือของชายที่มากับเด็กคนนั้นเอ่ยตามตรงคาดว่าคงเหนือกว่าสองพี่น้องหานอีกกระมัง ไม่แปลกที่จะตามหาไม่เจอแต่อย่างไรเขาก็ต้องตามหาจนเจอให้ได้ ไม่เพียงสะสางความแค้นแต่เพื่อจัดการบางสิ่งที่ค้างอยู่ในใจบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกสะดุดใจกับเด็กคนนั้น
“ยังมีอีกเื่ขอรับนายท่านัทอง้าให้เราจับตาดูเ้าเมืองตงเป่ยและแม่ทัพชายแดนขอรับ” เพราะถูกนายท่านส่งสายตาคาดโทษ หานตงจึงรายงานอีกเื่อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ก็ควรเป็เช่นนั้น สองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันเกินไปหากร่วมมือกันทรยศ เราจะลำบาก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่เฟยเทียนไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไปเข้ากับแคว้นลิ่วด้วยทั้งสองเป็ขุนนางมานานและไม่เคยมีข่าวเสียหาย แต่ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า
“พะ...เพราะฉะนั้นัทองจึงมีรับสั่งให้เ้าเมืองตงเป่ยจัดหาพ่อครัวมาช่วยปรุงอาหารให้นายท่านระหว่างที่อยู่ในค่ายขอรับและยังย้ำว่าให้เปิดโอกาสให้มากหน่อย ถ้าทรยศต้องมีหลักฐานเด่นชัด” หานตงสังเกตสีหน้าของเ้านายตนเองก็รู้ทันทีว่านายท่านกำลังไม่พอใจมากนายท่านไม่ชอบทานอาหาร ไม่เพียงไม่ชอบยังเกลียดกลิ่นอาหารและยายิ่งกว่าสิ่งใด
ั้แ่เขาทั้งสองติดตามท่านอ๋องมาก็รู้ว่าท่านสามารถหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยกำลังภายในที่แข็งแกร่งแม้ร่างกายจะผ่ายผอม แต่กลับมีเรี่ยวแรงพละกำลังมหาศาล ทั้งยังเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วเป็ที่เลื่องลือด้านวรยุทธ์ ฝ่าาจึงทรงวางพระทัยให้ท่านอ๋องเป็ผู้คุ้มกันแคว้นและราชบัลลังก์แต่เพียงผู้เดียวแต่ตอนนี้ฝ่าากลับมีรับสั่งให้ท่านอ๋องรับพ่อครัวมาทำอาหารให้เสวยงานนี้เขาทั้งสองจะต้องรับความหงุดหงิดของท่านอ๋องไปอีกนานแค่ไหนก็สุดรู้
เฟยเทียนนิ่งเงียบไม่ตอบรับเขารู้ว่าเสด็จพี่้ากดดัน และยังจะทดสอบความภักดีของเ้าเมืองตงเป่ยหากเกิดสิ่งผิดปกติในอาหารของเขาที่เป็แม่ทัพข้อหาฏจะตกลงหลังคาจวนของเ้าเมืองตงเป่ยทันทีไม่รู้ว่าพวกเสนาบดีแก่พวกนั้นพูดอะไรเสด็จพี่ถึงสงสัยสองขุนนางชายแดนนัก
“ทำตามนั้น” อย่างไรเสียร่างกายเขาก็ไม่เหมือนคนธรรมดาต่อให้ในอาหารมียาพิษ ก็สามารถใช้กำลังภายในขับออกได้ไม่ยากเย็นเช่นตอนนี้เขาไม่จำเป็ตามหาหมอให้วุ่นวายเพียงเปลี่ยนรูปแบบการโคจรลมปราณขับพิษและรักษาร่างกาย
สององครักษ์เห็นเ้านายไม่้าจะสนทนาต่อก็ไม่รั้งอยู่นานหลบออกไปอย่างเงียบเชียบ พวกเขายังต้องไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมายอีกมากเพื่อเตรียมรับศึกใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
.......
พระเอกเราออกมาแล้วนะคะ เนื่องจากค่าตัวค่อนข้างแพงก็เลยมาช้าไปหน่อยขอให้มีความสุขกันนะคะ
1 คอมเมนต์ = 1 กำลังใจ
หอมราตรีกาล