เมืองปู้ชวนเป็เมืองที่จะว่าไกลจากเมืองหลวงก็ไกล จะว่าใกล้เมืองหลวงก็ใกล้
พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเมืองนี้เป็แหล่งการเกษตร ครึ่งหนึ่งเป็ย่านการค้าและย่านคลังพักสินค้า ด้วยตำแหน่งที่ตั้งซึ่งอยู่ระหว่างเมืองหลวงและเมืองรองแถบชายแดนมากมาย จึงกลายเป็จุดพักสินค้าสำคัญระหว่างทางไปโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ผู้คนที่หวังกอบโกยเงินจากการค้าจึงมักมีเมืองนี้เป็หนึ่งในเป้าหมายอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
จ้าวเซียนอินปาดเหงื่อที่ขมับมองถนนหนทางอันเต็มไปด้วยเกวียนสินค้า ฝุ่นดินสีน้ำตาลคละคลุ้งไปทั่ว นางเริ่มรู้สึกคิดผิดเสียแล้วที่พาน้องน้อยทั้งสองเดินทางมาด้วย
เด็กสาวก้มตัวลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับน้องสาว
“เ้าเดินไหวหรือไม่ หากไม่ไหวพี่ใหญ่จะพาพวกเ้ากลับไปส่งก่อน”
เด็กหญิงส่ายหัว ผมยาวยุ่งเหยิงถึงแผ่นหลังน้อยนั้นส่ายไปมา ใบหน้าเริ่มซีดเซียวอยู่บ้าง
“พี่ใหญ่เดินไหว เวยเอ๋อร์ก็เดินไหวเ้าค่ะ”
เซียนอินครุ่นคิด มองไปทางรถเข็นไม้ที่ไม่เหลือช่องพอให้นั่ง จะให้นั่งทับศพมารดาก็กระไรอยู่ จึงหันมายื่นแขนไปหาเซียนเวย
“เ้าส่งเฉิงเอ๋อร์มาให้พี่ใหญ่เถอะ เดี๋ยวพี่ใหญ่อุ้มเอง”
เซียนเวยพยักหน้าหงึกหงัก พี่ใหญ่บอกว่าเมื่อออกมาแล้วต้องเชื่อฟัง นางก็จะเชื่อฟัง
เซียนอินรับซาลาเปาน้อยมาอุ้มไว้แนบอกด้วยแขนซ้าย ตากลมโตมองพี่สาวทั้งสองคนตาแป๋ว จากนั้นนางจึงเข็นรถต่อด้วยมือขวา ร่างเล็กของเด็กหญิงข้างกายวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาช่วยจับเข็นจากอีกด้านหนึ่งอย่างน่าเอ็นดู
ตรอกตงเจียเต็มไปด้วยร้านค้า ทว่าพอผ่านตรอกผิงเจียที่เชื่อมสี่ตรอกเข้าไว้ด้วยกันดุจวงเวียนวงใหญ่ไปยังตรอกซีเจียทางตะวันตก รอบด้านก็เต็มไปด้วยพื้นที่เกษตรเขียวชอุ่มสุดลูกหูลูกตา ลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านหยอกล้อผู้คนแล้วผ่านเลยไปพาให้ขนลุกซู่ เพราะกระแสความเย็นจากหน้าหนาวยังคงหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
เซียนเวยมองซ้ายมองขวาชมทิวทัศน์อันสดใสนี้อย่างเพลินตา แต่ผู้เป็พี่สังเกตเห็นว่าน้องสาวผู้นี้คอยหันไปมองร่างมารดาด้านหลังเป็ระยะ แล้วก็กลับมาขอบตาแดงน้อยๆ อีกคราทว่าไม่ร่ำไห้งอแง คงกลัวสร้างความลำบากให้นางไปกว่าเดิม
เป็เด็กที่รู้ความมากคนหนึ่งทีเดียว
เวลาผ่านไปอีกราวหนึ่งเค่อก็เดินกันมาถึงชายป่าแห่งหนึ่ง ในความทรงจำอันเลือนราง เ้าของร่างเดิมนี้มักจะมาเก็บของป่าที่นี่อยู่บ่อยๆ ป่านี้ไม่มีเ้าที่ดินแต่เป็ป่าส่วนกลางตามนโยบายของราชสำนักที่จะมอบพื้นที่ป่าหนึ่งผืนให้แก่แต่ละเมือง หนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านยากจนส่วนหนึ่งมีแหล่งหารายได้ สองเพื่อให้ผู้ยากไร้มีแหล่งอาหารพอประทังชีวิต
เซียนอินส่งเฉิงเอ๋อร์ที่หลับซบไหล่น้ำลายยืดไปให้น้องสาวรับไปอุ้มต่อ แล้วเข็นรถพาหญิงสกุลหลู่เข้าไปตามทางเดินในป่า สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ไอเย็นชื้นยามเช้าลอยเอื่อยอยู่รอบตัว
เมื่อเห็นที่อันเหมาะสมแล้วจึงหยุดรถ ชี้ไปที่ขอนไม้ใหญ่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง “เ้านั่งรอพี่ใหญ่ตรงนั้นก่อนนะ”
“เ้าค่ะ” เซียนเวยพยักหน้า อุ้มพาน้องชายไปนั่งรออย่างเชื่อฟัง
บนผืนหญ้าไม่ไกลมีท่อนไม้ทรงแบนขนาดเท่าแขนตกอยู่หลายชิ้น ดูรอยตัดแล้วคาดว่าเป็เหล่าคนตัดไม้ทิ้งเศษเอาไว้ เด็กสาวเดินไปหยิบมาแล้วเริ่มลงมือขุดดิน
อย่างไรการใช้ท่อนไม้ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่สะดวกนัก การขุดหลุมหลุมหนึ่งจึงใช้เวลามากพอดู ทว่ายังดีที่มีผักผลไม้ป่าพอให้เด็กๆ ประทังความหิวไปก่อนได้
ตะวันเคลื่อนสูงทะยานกลางฟ้า หลุมขนาดเท่าตัวคนในระดับลึกพอประมาณหลุมหนึ่งปรากฏอยู่ในครรลองสายตา เซียนอินลากปลายเสื่อของมารดาลงจากรถเข็นมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลุมดินนั้น หลับตาลง แล้วจึงหักใจผลักร่างนั้นลงไป คืนกายหยาบสู่อ้อมอกเทพธรณี
เซียนเวยมองภาพนั้นพลางเม้มริมฝีปากตนเอง จูงมือพาเฉิงเอ๋อร์เดินเก็บดอกไม้ป่าบริเวณใกล้เคียง
กองดินที่ขุดขึ้นมากองไว้เมื่อครู่ถูกถมกลับ กระบวนการนี้เร็วกว่ายามขุดไปมาก
เซียนอินถมดินเพิ่มให้เป็ทรงโดมโค้งสูงเหนือพื้นดิน หยิบก้อนหินวางซ้อนรอบพื้นผิว ปักไม้ใหญ่แผ่นหนึ่งลงดินด้านหน้าหลุม ใช้ก้อนหินขูดเป็อักษรว่า 鲁氏 (หญิงสกุลหลู่) ยามนั้นเอง ร่างเล็กของเซียนเวยก็จูงมือน้องชายมาหยุดอยู่ด้านข้าง ในมือน้อยมีดอกไม้ป่ารวมเป็ช่องดงามละลานตา
เซียนเวยแม้ยังเด็ก แต่ด้วยวัยแปดหนาวที่เผชิญเหตุการณ์ผันเปลี่ยนขนานใหญ่ในชีวิตมาหลายเหตุการณ์ จึงนับว่ายังพอเข้าใจได้ว่าการตายคือสิ่งใด สมองน้อยๆ เพียงอยากทำอะไรเพื่อมารดาเป็ครั้งสุดท้าย และสิ่งที่นางคิดได้ก็คือ...มอบดอกไม้อันงดงามอย่างที่มารดาเคยชอบปลูก
“เฉิงเอ๋อร์ มายืนตรงนี้นะ”
เซียนอินพาก้อนแป้งน้อยมายืนคั่นกลางระหว่างพี่สาวทั้งสอง แล้วทรุดตัวลงคำนับหน้าหลุมศพพร้อมกัน เสียงร่ำไห้ที่อัดอั้นมานานของเซียนเวยะเิออก ร้องไห้หามารดาอย่างเ็ปปานขาดใจ
“ท่านแม่ ท่านแม่เ้าคะ ฮือ เวยเอ๋อร์คิดถึงท่านแม่ ฮึก ฮือ...”
เฉิงเอ๋อร์เห็นดังนั้นแม้ไม่รู้ว่าพี่สาวร้องไห้เพราะอะไร แต่หัวใจดุจผ้าขาวนั้นก็ราวกับถูกแต่งแต้มความโศกเศร้าตามไปด้วย เบะปากร้องไห้น้ำมูกไหลตามกันไป
ผู้เป็พี่ใหญ่หันไปโอบเด็กทั้งสองคนเข้ามาในอ้อมแขน ลูบหลังเล็กๆ อย่างนุ่มนวลแ่เบา
“ท่านแม่เพียงแต่ล่วงหน้าไปก่อน อยู่บน์เฝ้ามองดูพวกเรามาจากท้องฟ้า อย่าเศร้าใจไปเลย”
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น ยามเ้าตัวนึกถึงครอบครัวที่ภพก่อนและ...คนคนนั้น ก็อดปวดร้าวใจตามไปด้วยไม่ได้เช่นกัน
จากนี้ไป...นางจะไม่มีวันได้พบกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
เวยเอ๋อร์ดันตัวออกมามองพี่สาว สะอื้นถามตัวโยน “แล้ว แล้วพี่ใหญ่ ฮึก จะไปก่อนอีกคนหรือไม่ จะทิ้งเวยเอ๋อร์ไปอีกคนหรือไม่”
เื่เช่นนี้ไหนเลยจะรู้ แต่นางจำเป็ต้องสร้างความรู้สึกมั่นคงให้เด็กน้อย “พี่ใหญ่ไม่มีวันทิ้งพวกเ้า พี่ใหญ่จะดูแลพวกเ้าตลอดไป”
“สัญญานะเ้าคะ” เด็กหญิงสูดน้ำมูก
เซียนอินอมยิ้ม เกี่ยวก้อยให้คำมั่น “อื้ม สัญญา”
ฟืดดด...ฟืดดด....
เสียงลมรุนแรงดังมาจากชายแขนเสื้อผู้เป็พี่ใหญ่ เมื่อสองดรุณีก้มมาตามเสียงไป ก็พบว่าทั้งแขนของเซียนอินเต็มไปด้วยน้ำมูกของเด็กชายตัวน้อยไปเสียแล้ว
พี่สาวทั้งสองหันมาสบตากัน หลุดหัวเราะออกมา
เพื่อไม่ให้เสียเที่ยว เซียนอินจึงเดินเก็บของป่ากลับไปด้วย
ในรถเข็นของนางยามนี้มีผักป่านอนกองกันอยู่หลายชนิด ทั้งยอดอ่อนถั่วลันเตา กุยช่าย ปวยเล้ง หน่อไม้ และอะไรอีกหลายอย่าง รวมถึงก้อนแป้งขาวเฉิงเอ๋อร์ด้วย พี่สาวทั้งสองช่วยกันเข็นรถไป ส่วนเฉิงเอ๋อร์ก็นั่งหยิบๆ วางๆ ผักในรถเข็นไปด้วยอย่างสนอกสนใจ
เซียนอินก้มกระซิบบอกน้องสาว “เ้าคอยดูเฉิงเอ๋อร์ไว้ อย่าให้เขาเอาเข้าปากนะ”
ไม่ทันขาดคำ มือป้อมก็คว้าแท่งหน่อไม้มาเตรียมเอาเข้าปาก สองพี่สาวใหันมาคว้ามือน้องชายกันไว้แทบไม่ทัน...
ตะวันคล้อยลงเหนือยอดไม้ แสงสีส้มสาดส่องร่างทั้งสามเป็เงาดำทอดยาวกลางผืนพนา
ซือมิ่ง : ตามเสียงจีนจริงๆ จะออกเสียงเป็ หมา ที่แปลว่าชานะคับ ไรท์เลยขออิงตามเสียงนี้เลย