“เด็กคนนั้นนี่ไม่ธรรมดาเลยแหะ” ทั้งโยริมิทสึและสึนะต่างก็รู้สึกทึ่งในพละกำลังอันมหาศาลในตัวของคินทาโร่ จากการที่พวกเขาทั้งสองนั้นได้เห็นเขาสามารถทำให้ต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ล้มลงที่พื้นได้ เพียงแค่ผลักต้นไม้เบาๆ เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“จะให้เด็กคนนั้นมาเข้าร่วมกับพวกเราด้วยเลยดีไหม ถ้าเป็นเด็กคนนั้นหล่ะก็...เมื่อเขาเติบโตขึ้น ไม่แน่นะ เขาอาจจะสามารถโค่นล้มเจ้าทรราชโมริยามะนั่นก็ได้”
“ก็อย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ แต่ยังไงก็ต้องปรึกษากับท่านอาจารย์ซะก่อน เจ้าเองก็รู้หนิ...ว่าท่านอาจารย์หน่ะไม่ใช่คนที่จะรับใครเข้ามาเป็นศิษย์กันง่ายๆ”
“ข้าว่าเรารีบกลับกันก่อนดีกว่า ตอนนี้ก็ใกล้จะค่ำแล้ว”
จากนั้น โยริมิทสึกับสึนะก็รีบเดินกลับไปยังที่พักแรมที่อยู่ภายในภูเขาอาชิการะทันที และเช้าวันต่อมา ทั้งเซย์เมย์ โยริมิทสึ และสึนะ ก็ได้เข้ามาหาคินทาโร่ถึงที่กระท่อมภายในภูเขาแห่งเดียวกัน พวกเขาทั้งสามต่างก็รู้สึกประทับใจในความแข็งแกร่งและทรงพลังของคินทาโร่เป็นอย่างมาก ทั้งสามได้ขอให้คินทาโร่เข้ามาร่วมกลุ่มกองกำลังของเจ้าชายมุเนะฮิโตะในการที่จะโค่นล้มทรราชโมริยามะ
ทางด้านยาเอะกิริก็ได้ขอร้องให้คินทาโร่ ผู้เป็นบุตรชายไปเข้าร่วมกลุ่มกองกำลังของพวกเขาทั้งสาม พร้อมกับเล่าเรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับการตายของคุรันโดะ ผู้เป็นพ่อของคินทาโร่ให้เขาฟัง คินทาโร่เมื่อได้ยินในสิ่งที่ผู้เป็นแม่ได้เล่าให้ฟัง เขาก็เริ่มรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาในทันที ก่อนที่จะออกเดินทางนั้น คินทาโร่ได้ให้คำปฏิญาณเอาไว้ว่า
“ข้าน้อยจะต้องเป็นยอดนักรบที่เก่งกาจเหมือนกับพ่อให้ได้ ข้าน้อยจะขอไม่กลับมาที่นี่จนกว่าข้าน้อยจะสามารถล้างแค้นให้กับพ่อได้สำเร็จ หลังจากนั้น ข้าน้อยก็จะกลับมารับแม่ไปอยู่ด้วย”
“คินทาโร่ ลูกจงรับสิ่งนี้ไว้”
ยาเอะกิริพลางยื่นเครื่องรางโอมาโมริที่เป็นของดูต่างหน้าผู้เป็นพ่อให้กับคินทาโร่ผู้เป็นบุตรชาย
“พ่อของลูกมักจะพกเครื่องรางนี้ติดตัวไว้ตลอดในยามที่มีการทำศึกสงคราม มันจะช่วยป้องกันภันอันตรายทั้งปวง และสุดท้าย แม่ขอให้ดวงวิญญาณของพ่อจงคุ้มครองลูกให้รอดพ้นไปจากเภทภัยทั้งปวง”
คินทาโร่รีบยื่นมือออกมารับเครื่องรางโอมาโมริ ก่อนที่เขานั้นจะเดินออกจากบ้านกระท่อม และเริ่มออกเดินทางไปกับพวกเซย์เมย์ โยริมิทสึ และสึนะทันที
ทั้งเซย์เมย์ โยริมิทสึ สึนะ และคินทาโร่ ได้เดินทางมาถึงที่ค่ายกองกำลังของเจ้าชายมุเนะฮิโตะที่อยู่นอกเมืองเกียวโต คินทาโร่ได้เข้ามาพบกับเจ้าชายมุเนะฮิโตะ กับชิโตคุ และรวมไปถึงสองอดีตผู้เป็นอาจารย์ของเซย์เมย์อย่างยาสุโนริและทาดายูกินั่นด้วย
ในค่ายแห่งนี้ คินทาโร่ได้ทำการฝึกฝนอย่างหนักจากสองศิษย์เอกของเซย์เมย์อย่างโยริมิทสึและสึนะ ทั้งในด้านการต่อสู้ และการใช้เวทย์มนต์ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม คินทาโร่ได้กลายมาเป็นนักรบเวทย์ผู้เก่งกาจ เฉกเช่นเดียวกับโยริมิทสึและสึนะ และได้กลายมาเป็นหัวหน้ากองกำลังต่อต้านทรราชโมริยามะในเวลาต่อมา คินทาโร่ก็ได้กลายมาเป็นศิษย์รองของเซย์เมย์ และเป็นผู้ติดตามของโยริมิทสึและสึนะอีกด้วย
คินทาโร่ได้รับชื่อใหม่จากเจ้าชายมุเนะฮิโตะว่า ซากาตะ คินโทกิ พร้อมกับได้รับอาวุธที่เซย์เมย์นั้นได้ทำการสร้างและปลุกเสกขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยสนับมือ กระบองสั้นความยาว 1 ศอกที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นกระบองยาวได้ และสามารถอดออกมาสองท่อนเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นทอนฟาก็ได้ อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นกระบองสั้นที่มีความยาว 2 คืบ เพื่อใช้ในการประกอบเข้ากับคมขวานที่มีขนาดใหญ่ได้อีกด้วย
ทางด้านทรราชโมริยามะก็ได้ฝันว่าตัวเขานั้นถูกดวงวิญญาณของคุรันโดะ และดวงวิญญาณตนอื่นๆ ที่เขาเคยฆ่าไปนั้นตามหลอกหลอน พร้อมกับเห็นมือทั้งสองข้างของเขานั้นเปื้อนไปด้วยเลือด จนทำให้เขานั้นต้องวิ่งไปล้างมือด้วยอาการเสียสติ แต่ไม่ว่าจะล้างมันเท่าไหร่ก็ล้างไม่ออก หนำซ้ำ น้ำล้างที่มาจากการล้างมือนั้นก็ค่อยกลายเป็นสีเลือด
“ล้างให้ตายยังไงก็ล้างไม่ออกหรอก เพราะจิตใจของเจ้านั้นมันช่างโสมม และเต็มไปด้วยมลทินแห่งบาป”
ในระหว่างนั้นก็ได้มีน้ำเสียงของดวงวิญญาณเหล่านั้นดังขึ้นมาในหัวอย่างไม่ขาดสาย จนสักพัก เจ้าทรราชโมริยามะก็ได้สะดุ้งตื่นขึ้น และพบว่าตัวเขานั้นยังเป็นปกติ สักพัก คุโระ-มิโกะทั้งสามก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าเขา
“เจ้าจงระวัง...นักรบเวทย์ที่มีนามว่าซากาตะ คินโทกิ แต่ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมนุษย์ทุกคนที่เกิดจากครรภ์มารดานั้นจะไม่สามารถปลิดชีพเจ้าได้”
จากนั้น คุโระ-มิโกะทั้งสามก็ได้เลือนหายไปจากตรงหน้า ทางด้านเจ้าทรราชโมริยามะนั้นก็เริ่มรู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ทางด้านโยริมิทสึ สึนะ และคินทาโร่นั้น ก็ได้เดินทางมาถึงที่วัดเอ็นเรียคุบนภูเขาฮิเอย์ จนได้มาพบกับเหล่ากองทัพโอนิโยไคที่นำโดยชูเท็นโดจิ จอมทัพแห่งอสูร ด้วยความที่ทักษะในด้านการต่อสู้ และการใช้เวทย์มนต์ของพวกเขาทั้งสามนั้นได้พัฒนาไปอีกขั้น จึงทำให้ชูเท็นโดจินั้นถูกจัดการลงได้อย่างง่ายดาย และเหล่ากองทัพโอนิโยไคที่อยู่ตรงบริเวณพื้นที่วัดเอ็นเรียคุนั้นก็ได้ถูกพวกเขาทั้งสามทำการกวาดล้างลงจนหมดสิ้น
ทางด้านเจ้าทรราชโมริยามะนั้นก็ได้ร่ำเรียนและฝึกฝนทางด้านไสยเวทย์และมนต์ดำกับคุโระ-มิโกะทั้งสาม จนทำให้เขานั้นมีทักษะในด้านการใช้มนต์ดำที่เก่งกาจ เจ้าทรราชโมริยามะนั้นได้สร้างกองทัพโอนิโยไคขึ้นเพื่อรับมือกับกลุ่มกองกำลังของเจ้าชายมุเนะฮิโตะที่มีทั้งเซย์เมย์ และศิษย์ผู้ติดตามทั้งสามอย่างโยริมิทสึ สึนะ และคินทาโร่มาเข้าร่วมด้วย
หลังจากนั้นต่อมา เหล่าบรรดาผู้คนทั่วญี่ปุ่นต่างก็เริ่มทนอยู่กับสภาพในการถูกใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงโดยเจ้าทรราชโมริยามะต่อไปไม่ไหว ในขณะเดียวกัน ผู้คนทั้งแผ่นดินก็ได้รู้แล้วว่า เจ้าทรราชโมริยามะนั้นได้ขึ้นมาเป็นองค์จักรพรรดิจากการที่เขานั้นได้ทำการลอบปลงพระชนม์องค์จักรพรรดิคนก่อน จึงเกิดความไม่พอใจขึ้น และโกรธแค้นเจ้าทรราชโมริยามะอย่างสุดขีด เหล่าผู้คนทั้งแผ่นดินต่างก็พากันขอเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในกลุ่มกองกำลังของเจ้าชายมุเนะฮิโตะในภายหลังต่อมา
เมื่อถึงเวลาที่เขาพร้อม เจ้าชายมุเนะฮิโตะก็ได้ตัดสินพระทัยที่จะนำกองทัพบุกเข้าไปในเมืองเกียวโตเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์กลับคืนมา และเข้าเผชิญหน้ากับเหล่ากองทัพโอนิโยไคที่เจ้าทรราชโมริยามะได้สร้างขึ้นมาทันที ทางด้านเจ้าชายมุเนะฮิโตะกับพวกเซย์เมย์ก็รีบมุ่งหน้าตรงไปที่พระราชวังเกียวโตทันที เมื่อได้มาถึง เจ้าชายมุเนะฮิโตะกับพวกเซย์เมย์ก็ได้พบกับเจ้าทรราชโมริยามะที่ค่อยๆ เดินออกมาจากตำหนักพระโรงทันที ทั้งสองฝ่ายต่างก็เข้าเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด
เซย์เมย์ได้โปรยแผ่นยันต์ทั้ง 15 แผ่นขึ้นบนกลางอากาศ ก่อนที่เขานั้นจะรีบทำการร่ายเวทย์เพื่อเสกให้แผ่นยันต์ทั้งหมดให้กลายเป็นฝูงวิหคเพลิงและพุ่งเข้าโจมตีใส่อีกฝ่าย แต่เจ้าทรราชโมริยามะนั้นก็รีบทำการร่ายมนต์ดำในการเสกมังกรเงาทมิฬออกมาแก้เกมไว้ได้ทัน จนทำให้ฝูงวิหคเพลิงเหล่านั้นได้ดับสลายลงทั้งหมด