เมื่อรองแม่ทัพรู้แล้วว่าสิ่งที่ปรารถนากลายเป็นจริง รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าด้วยความดีใจ ทั้งกอดทั้งหอมฮูหยินแล้วลูบท้องของนางเบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
มู่หรงเซียวเห็นเขาแสดงออกเช่นนั้นแล้วคิดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า หากเขาได้รู้เรื่องหยางหยางคงเก็บอาการไม่อยู่อย่างแน่นอน
เวลานั้นทั้งหยางเสวี่ยฮวา เหออันเหลียนและสาวใช้จวนสกุลหยางต่างยืนรายล้อมรอแสดงความยินดีกับพวกเขาที่สมหวัง หยางเสวี่ยเฟยเห็นว่าทุกคนอยากเข้ามาพูดคุยกับฮูหยินใกล้ ๆ จึงขยับออกห่างเพราะไม่อยากขวางทาง
อึก อึก
มู่หรงเซียวทำหน้าพะอืดพะอมอยากอาเจียนทันทีที่สามีห่างออกไป เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ท่านพี่…”
เพียงแค่ได้ยินหญิงสาวผู้เป็นที่รักเรียก เขารีบหันกลับทันควันแล้วนั่งลงข้างเตียงพลันอาการที่ว่าค่อย ๆ หายดีเป็นปลิดทิ้ง
“ท่านพี่อยู่ข้างข้าได้หรือไม่เจ้าคะ” นางออดอ้อนคนตรงหน้า ดวงตาสีทับทิมสบประสานไม่ปล่อยวาง
“เจ้าอย่าได้กังวลเลย” เจ้าตัวไม่พูดเปล่าแต่หอมหน้าผากปลอบใจคนตรงหน้าไปด้วย ครั้นได้สัมผัสเล็กน้อยหนึ่งครั้งแล้วรู้สึกว่าห้ามใจตัวเองไม่อยู่จึงหอมอีกครั้ง จนคนในอ้อมกอดกระซิบถาม
“ข้าหรือว่าท่านพี่ที่แพ้ท้องจนขาดกันไม่ได้นะเจ้าคะ”
หยางเสวี่ยเฟยยิ้มกว้างแล้วตอบว่า “เป็นข้านี่แหละที่ขาดเจ้าไม่ได้” แล้วหอมหน้าผากอีกรอบหนึ่งไม่เกรงใจสายตาผู้ใด
เมื่อเห็นว่ารองแม่ทัพหยางอยากดูแลภรรยาด้วยตัวเองถึงเพียงนั้น ทุกคนในจวนจึงพร้อมใจกันถอยออกมาจากเรือนใหญ่แล้วปล่อยให้ทั้งคู่ได้อยู่กันตามลำพัง
ด้านเหออันเหลียนไม่ยอมแพ้ ต่อให้หยางเสวี่ยเฟยถูกศัตรูหัวใจรั้งตัวเอาไว้ นางก็หยิบยกเรื่องที่เขาต้องทำในฐานะสามีกับนางเช่นเดียวกันมาพูด
ทว่า ท่าทางเศร้าสร้อยนั้นไม่ได้ผลเพราะรองแม่ทัพประเมินแล้วว่าอาการของฮูหยินน่าเป็นห่วงมากกว่า ยิ่งเวลานี้แพ้ท้องอย่างหนักก็ยิ่งติดกลิ่นเขาจึงไม่อาจทำอย่างที่เหออันเหลียนต้องการได้
หลายวันมานี้ ทุกคนจึงได้เห็นว่าเจ้านายทั้งสองคนตัวติดกันยิ่งกว่าเดิม หยางเสวี่ยเฟยดูแลภรรยาด้วยความเอาใจใส่ สั่งให้ทำอาหารที่นาง
โปรดปรานแล้วขุนจนแก้มมีน้ำมีนวล หากวิงเวียนจนเดินไม่ไหวก็ช้อนตัวอุ้มไปทุกที่ที่อยากไปไม่มีเหน็ดเหนื่อย คอยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ช่วงเวลานี้ ไม่ว่าใครก็แทบไม่อาจแทรกกายเข้ามายุ่งกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้เลย
เหออันเหลียนแทบทนไม่ไหวเผลอคิดทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรองอีกครา นางสั่งให้สาวใช้คนสนิทหายาตัวหนึ่งมาให้โดยเร็วเพราะไม่อยากรออีกต่อไป
หญิงสาวอยากเห็นนักว่ามู่หรงเซียวจะแสดงออกเช่นไรเมื่อสูญเสียบุตรในท้องเพราะความโง่เขลาของตัวเอง
ช่วงสายของวันหนึ่ง ฮูหยินรองเข้ามาพบมู่หรงเซียวที่ศาลาเล็กของเรือนหลัก คนตรงหน้านั่งเล่นอยู่เพียงลำพังเพราะสามีเพิ่งได้ฤกษ์ออกไปค่ายฝึกเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน
“ข้าเห็นว่าฮูหยินร่างกายอ่อนแอจึงเตรียมสมุนไพรมาให้เจ้าค่ะ” นางเอ่ยอย่างเป็นมิตร เก็บความริษยาไว้ในใจ “สมุนไพรตัวนี้ ราชสำนักแคว้นซวงเหวินใช้กันอย่างแพร่หลาย”
“ขอบใจเจ้ามากที่เป็นห่วง ข้าจะดื่มจนหมดไม่ให้เสียน้ำใจ”
มู่หรงเซียวบังถ้วยยาแล้วแอบหย่อนแก้วไพลินลงไปในนั้นจึงแน่ใจแล้วว่าเหตุการณ์นี้ยังคงดำเนินตามเนื้อเรื่องในนิยาย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเพราะรู้ทัน เข้าใจแล้วว่าเหออันเหลียนไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด นางคิดร้ายกับมู่หรงเซียวมาโดยตลอดทั้งยังกล้ากำจัดเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้อื่นโดยไม่ลังเล
กระนั้น หญิงสาวก็ยกถ้วยดื่มเพราะเจือจางพิษที่ว่าเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลสิ่งใดเพราะนางไม่ได้ตั้งครรภ์อย่างที่ใคร ๆ เข้าใจ
เหออันเหลียนเห็นอีกฝ่ายดื่มยาจนหมดถ้วยแสยะยิ้มด้วยความสะใจที่หลงกล หยิ่งผยองว่าต่อให้แท้งลูกก็ไม่มีทางรู้หรอกว่ามีสาเหตุมาจากยาที่นางแอบผสมเข้าไปเพราะยาพิษตัวนี้ไร้รสกลิ่นสี ไม่มีทางใดตรวจสอบได้อย่างแน่นอน อีกทั้งส่วนใหญ่ เหออันเหลียนยังเลือกเข้าหามู่หรงเซียวในเวลาที่หยางเสวี่ยเฟยไม่อยู่ที่จวนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาจับได้ นับว่าแผนที่วางไว้ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
ถึงอย่างนั้น นางกลับไม่รู้ตัวเลยว่าถูกชายหนุ่มเจ้าเล่ห์ซ้อนแผนด้วยการเปลี่ยนยาพิษเป็นยาสมุนไพร กลายเป็นว่าหญิงสาวนำของดีบำรุงร่างกายไปให้มู่หรงเซียวโดยปริยาย
เขาคำนวณระยะเวลาที่พิษจะแสดงอาการไว้แล้วว่าจังหวะไหนควรก่อเรื่องวุ่นวายเพราะหากพิจารณานิสัยที่อยากเอาชนะของอีกฝ่ายแล้ว เหออันเหลียนคงเพิ่มปริมาณพิษมากขึ้นเพื่อเร่งจัดการสิ่งที่ขวางความสุขของนางโดยเร็ว
หยางเสวี่ยฮวานับว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ดีใจเพราะกำลังจะมีหลานตัวน้อยน่ารักจนทำให้มู่หรงเซียวรู้สึกผิดกับนาง ได้แต่บอกในใจว่าสักวันหนึ่งอีกฝ่ายจะได้เจอหยางหยางอย่างแน่นอน
“พี่สะใภ้…” เด็กสาวประคองแขนคนข้างกายพาเดินเล่นชมสวนหน้าเรือนหลักที่คนงานและสาวใช้ต่างพากันปรับแต่งเพื่อเจ้านายโดยเฉพาะ
ดวงตาสีทับทิมมองไปยังเบื้องหน้า ศาลากลางสวนที่กาลข้างหน้าจะมีต้นดอกอวี้หลานผลิบาน ยามนี้มองไปทางใดย่อมเห็นดอกท้อหลายต้นกำลังได้รับการประคบประหงมเป็นอย่างดี
เพียงแค่คิดว่าวสันตฤดูมาถึงเมื่อใด นางคงได้นั่งเล่นอยู่ท่ามกลางดอกท้อผลิบานสะพรั่งอย่างมีความสุข
สถานที่ที่เคยเป็นเพียงความหม่นหมองในนิยายจนวันสุดท้ายของชีวิต ได้แต่มองหยางเสวี่ยเฟยอยู่ห่าง ๆ เวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ฮูหยิน” น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยเรียกด้วยความรัก “เจ้าชอบของขวัญหรือไม่”
หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามเพราะเป็นคนสั่งให้คนสวนนำต้นดอกท้อมาปลูกในสวนตรงนั้นตรงนี้ด้วยตัวเอง
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าชอบยิ่งนัก” ไม่รู้เลยว่าเหตุใดจู่ ๆ คนตรงหน้าจึงคิดทำเช่นนั้น
“เสี่ยวฮวา เจ้าพาฮูหยินไปนั่งเล่นที่ศาลาก่อนเถอะ” เขาเอ่ยบอกน้องสาวแล้วเดินไปคุมงานคนสวนให้ทำอย่างที่วางแผนเอาไว้เพื่อให้ถูกใจภรรยามากที่สุด
เวลานั้น มู่หรงเซียวมองภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะได้ยินเสียงเด็กสาวตะโกนเรียกพี่ชายด้วยความตกใจ
“ท่านพี่! พี่สะใภ้ร้องไห้เจ้าค่ะ”
“หืม…” เขาเลิกคิ้วพลันวิ่งมาหาในพริบตา นิ้วเรียวซับน้ำตาให้แผ่วเบา “เจ็บที่ใด ไม่พอใจตรงไหนหรือ”
มู่หรงเซียวส่ายหน้า นางจะกล้าบอกเรื่องนั้นได้อย่างไร เวลานี้แม้รู้ว่าเขารักนางจนหมดหัวใจแต่กลับรู้สึกว่าลึก ๆ แล้วเจ็บปวดเพราะเขาไม่น้อย
ความรู้สึกที่ถูกกระทำฝังอยู่ในใจของนางราวกับประสบพบเจอเรื่องเหล่านั้นด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์พวกนั้นยังมาไม่ถึงและไม่มีวันเกิดขึ้นในชีวิตนี้
ความเศร้าไม่จางหายจนใจเจ็บปวดในทันใด มู่หรงเซียวในนิยายทำได้แค่ปลอบใจตัวเองเพียงลำพัง หากแต่เวลานี้อ้อมกอดอบอุ่นค่อย ๆ ประโลมหัวใจดวงน้อยที่สั่นไหว
แม้ว่าเขาไม่พูดสิ่งใดออกมาแต่นางก็รับรู้แล้วว่าครั้งนี้เนื้อเรื่องแตกต่างออกไปจริง ๆ นึกหวังว่าตอนจบของนิยายเรื่องนี้จะเป็นอย่างที่นางปรารถนา
ข้ารักท่านพี่มากจริง ๆ ในใจร่ำร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้ก่อนหน้านี้ที่ฟื้นขึ้นมาในร่างมู่หรงเซียวเคยบอกว่าตัวเองไม่ใช่ตัวจริง ไม่มีทางรักเขาได้และการตัดใจจากคนใจร้ายอย่างเขาสามารถทำได้โดยง่าย
ทว่า เวลานี้แทบแยกไม่ออกแล้วว่าความรักที่มีให้เขาเป็นความรู้สึกของมู่หรงเซียวหรือตัวเองกันแน่ ถึงอย่างนั้นนางกลับไกลห่างจากอ้อมกอดอบอุ่นของเขาไม่ได้เลย ไม่รู้หรอกว่าเหตุใดมู่หรงเซียวจึงยึดติดกับเขาเพียงนี้เพราะตัวนางเองก็ไม่รู้เหตุผลเช่นกัน
หัวใจของข้า… คงไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว หญิงสาวกระชับอ้อมกอดคนตรงหน้า ข้ารักท่านพี่...หยางเสวี่ยเฟย ข้ารักเจ้ายิ่งนัก
หลังจากนั้นไม่กี่วัน
จดหมายของมู่หรงเซียวส่งตรงถึงแม่ทัพใหญ่ ผู้เป็นบิดาเปิดอ่าน สีหน้าเคร่งเครียด หนักใจก่อนจะถอนหายใจแล้วกระซิบคนข้างกาย “ฮูหยิน ลูกเราก่อเรื่องอีกแล้ว”
มู่หลิงอวิ๋นยื่นจดหมายฉบับนั้นให้ภรรยาอ่าน ยิ้มแห้งตามประสาที่รับรู้เรื่องของบุตรสาว
“เซียวเอ๋อร์ช่างดื้อดึงเหมือนท่าน” นางไม่คิดเลยว่าบุตรสาวกล้าโกหกฮ่องเต้แต่เมื่อเห็นแล้วว่าทำไปเพราะเหตุใดจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เช่นเดียวกัน
“สกุลเหอช่างกล้าทำเรื่องเลวร้ายกับนางได้ลงคอ ต่อให้เซียวเอ๋อร์ไม่ลงมือ ข้านี่แหละจะเป็นผู้ไล่ต้อนคนพวกนั้นด้วยตัวเอง”
เขาพูดเช่นนั้นเพราะเชื่อว่ามู่หรงเซียวกระทำไปอย่างมีเหตุผล ทั้งยังวางแผนรับมือหากสิ่งที่ทำในขั้นแรกล้มเหลวไว้ด้วย ก่อนนึกถึงรองแม่ทัพหยางแล้วมองหน้าภรรยา
“ลูกเราโน้มน้าวใจเขาอย่างไรกันนะถึงได้ตามใจเพียงนี้”
ฮูหยินส่ายหน้าเพราะไม่รู้คำตอบนั้นเช่นเดียวกัน ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าคนที่ซื่อสัตย์ต่อฮ่องเต้จะกล้าก่อเรื่องที่อาจทำให้พระองค์กริ้ว
“ท่านพี่… ลูกบอกว่าผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้จะมีหลานให้พวกเราด้วย” มู่หรงเซียวเขียนจดหมายมาเตือนพวกเขาล่วงหน้าเพราะไม่อยากให้ตกใจ ถึงอย่างไรข่าวคราวจากเยว่จวนย่อมรู้ถึงหูของแม่ทัพใหญ่อยู่วันยังค่ำ
ฮูหยินชี้ให้ดูตรงท้ายจดหมายที่บุตรสาวเขียนไว้ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นมีนามว่าอันใด นางเอ่ยแผ่วเบาพลางจินตนาการถึงวันนั้น “หยางหยางของยาย”
“เฮ้อ” ผู้เป็นบิดาถอนหายใจอีกครั้งในรอบวัน แต่แม้ว่าจะพึมพำเช่นนั้น ใคร ๆ ต่างก็ดูออกว่าเขาไม่เคยขัดใจนางแม้แต่น้อย “เจ้าเด็กตัวแสบสร้างเรื่องตั้งแต่แต่งงานจนถึงเรื่องตั้งครรภ์เลยหรือ”
“ถอนหายใจทำไมกัน บุตรสาวของท่านย่อมเหมือนท่านเจ้าค่ะ” ฮูหยินยิ้มกว้างเอ่ยย้ำให้สามีได้รู้พลันเข้าใจแล้วว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นนั้นเป็นเช่นไร
จวนสกุลหยาง
วันแห่งความโกลาหลได้มาถึง มู่หรงเซียวออกมาส่งสามีที่ศาลาเรือนหลักเหมือนอย่างเคย เขาจูบลาแล้วสวมกอดแนบแน่นก่อนจะออกไปที่ค่ายฝึก
เวลานั้น เหออันเหลียนถือสมุนไพรเข้ามาหานาง สีหน้าท่าทางยิ้มแย้มปกปิดความรู้สึกฟุ้งซ่านในใจ หญิงสาวค่อย ๆ รินน้ำแล้วยื่นให้ฮูหยินดื่มช้า ๆ
ทันใดนั้น ถ้วยสมุนไพรที่ถือไว้ในมือร่วงหล่นลงพื้นดังเพล้ง สีหน้าของมู่หรงเซียวไม่ค่อยดีนัก คิ้วเรียวขมวด ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดแล้วกระอักเลือด
“ฮูหยิน!!!” เมิ่งเซียงตะโกนเสียงดัง “ใครก็ได้ตามหมอมาเร็วเข้า!!!”
เหออันเหลียนแอบยิ้มแล้วทำทีเป็นห่วงเป็นใยคนตรงหน้า รีบวิ่งเข้ามาช่วยประคอง ทำเหมือนไม่รู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น “ฮูหยิน เกิดอันใดขึ้น”
จังหวะที่ทุกคนกำลังชุลมุน หยางเสวี่ยเฟยปรากฏตัวขึ้นทันใดทำให้หญิงสาวเหงื่อตกเพราะกลัวว่าเขาจะจับได้
ชายหนุ่มช้อนตัวร่างบางวางไว้บนตัก ดวงตาดำขลับมองเลือดที่ติดริมฝีปาก “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” เขาโพล่งถามเมิ่งเซียง คาดคั้นเอาความจริง
“ฮูหยินดื่มสมุนไพรถ้วยนี้แล้วก็เป็นอย่างนี้เลยเจ้าค่ะ” นางเอ่ยไปตามความจริงเพราะก่อนหน้านี้ยังอยู่ดีมีสุขแต่พอดื่มของที่เหออันเหลียนนำมาให้ยังไม่ทันหมดถ้วยก็ออกอาการเช่นนี้แล้ว
“ข้าจำได้ว่าไม่เคยสั่งสมุนไพรตัวนี้ให้นาง มันเป็นของผู้ใดกัน” เสียงเข้มตวาดอย่างเอาเรื่องขณะที่มองร่างบางกระแอมไอ สีหน้าเจ็บปวด
“ฮูหยินรองเจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทตอบแต่เหออันเหลียนโต้ทันควัน “ท่านพี่ สมุนไพรตัวนี้เพียงช่วยให้ร่างกายฮูหยินแข็งแรงขึ้น นางดื่มมาหลายครั้งหลายคราแล้วนะเจ้าคะ”
มู่หรงเซียวกุมท้อง เอ่ยเสียงแผ่วเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง ทรมานไปทุกส่วน “ท่านพี่... ข้าเจ็บตรงนี้ ทรมานยิ่งนัก… ลูกของเรา… ท่านพี่… รีบพาหมอมาตรวจได้หรือไม่… ข้าสัมผัสไม่ได้แล้วว่าลูกของเรายังอยู่… ฮือ…”
หญิงสาวพูดไปร้องไห้กระซิกไปราวกับคนที่กำลังสูญเสียลูก ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำเอาหยางเสวี่ยเฟยตกอยู่ในภวังค์โดยไม่รู้ตัว
“ฮูหยิน…” เขาแตะท้องหญิงสาวแผ่วเบา กุมมืออีกฝ่ายปลอบประโลมให้ความหวัง “ลูกของเราต้องไม่เป็นอะไร เจ้าต้องไม่เป็นอะไร” ดวงตาสีดำขลับสั่นระริก ใบหน้าของเขาซีดเซียว เหงื่อตก ร่างสูงสั่นเทาราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
“ท่านพี่ เจ็บเหลือเกิน… ท่าน…” นางพูดแค่เพียงเท่านั้นแล้วสลบไสลในพริบตาทำเอาคนมุงเหตุการณ์ตะโกนลั่นอย่างพร้อมเพรียง “ฮูหยิน!!!”