มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 109 ซ่อนสุริยัน

    บทที่109 ซ่อนสุริยัน

     

            มืออันเหี่ยวย่นที่แตะเข้าไปในอกเสื้อทอแสงเรืองรองแยงตาความร้อนลวกราวกับว่ามีดวงสุริยันแผดเผากำจาย หมัดของปู้ชิงเถาทึ่คัดง้างกับไม้เท้าอยู่เสมือนหนึ่งกำลังสัมผัสกับโลหะที่ร้อนจี๋พลังลมปราณคุ้มกายบังเกิดประกายมอดไหม้จนควันพวยพุ่ง ปู้ชิงเถาสัมผัสได้ถึงอันตรายและการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหันของฝ่ายตรงข้ามชายหนุ่มจึงรีบรั้งมือและดีดกายถอยฉากกลับมาทันใด

             

            “จู่ๆ มันก็มีพลังปาฏิหาริย์ที่แข็งแกร่งเพิ่มพูนได้อย่างไร"

            ในหัวของปู้ชิงเถาถูกเกาะกุมไปด้วยความสงสัยเช่นเดียวกับบริเวณอกเสื้อและมือที่ล้วงเข้าไปของบุรุษชราก็ยิ่งเกาะกุมไปด้วยความเจิดจ้าพร้อมแสงที่เปล่งประกายเรืองรองออกมาให้เห็น

             

            มีเพียงฮุ่ยจวินที่มองเห็นมวลแห่งกระแสพลังธรรมชาติที่ถูกขับไล่เห็นกระแสพลังชนิดหนึ่งผนึกรวมเป็นจุดเดียวที่อกซ้ายของศัตรู รูปแบบแห่งวิถีแลกฎเกณฑ์ดังกล่าวแตกต่างจากวิถีพลังของเจิ้งกวนเป็นอย่างมากฮุ่ยจวินจึงได้วิเคราะห์ว่านี่คงมิใช่พลังที่เกิดจากบุรุษชรา แต่พลังที่เกิดขึ้นนั้นต้องเกิดจากของบางอย่างที่อยู่ในอกเสื้อของมัน

             

            หากพิจารณาจากวิถีแห่งพลังแล้วย่อมเป็นมหาวิถีวจนะระดับสูงและของที่จะมีระดับพลังที่สูงส่งได้ หากมิใช่ของวิเศษจากนิกายเทวะวจนะยากนักที่จะเป็นอื่นที่แท้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและคอยถือหางเจิ้งกวนอยู่ตามที่มือสังหารฉายาดาบโค้งไร้สำนึกเคยบอกกล่าวไว้ก็อาจเป็นนิกายเทวะวจนะยิ่งได้คิดก็ทำให้ฮุ่ยจวินได้มองเห็นว่า แท้จริงแล้วนิกายเทวะวจนะนอกจากฉากหน้าจะวางตนสูงส่งฉากหลังก็ยังมีเรื่องโสมมที่ปิดบังมิให้ปฐพีได้รับรู้ หากเป็นเช่นนั้นจริง นิกายเทวะวจนะก็ยิ่งเป็นเพียงนิกายที่มีเพียงเปลือกแล้ว!

             

            “เหตุใดเรื่องชั่วช้าแลอยุติธรรมทุกเรื่องที่ข้าประสบจึงต้องมีพวกเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น"

             

            เสียงพึมพรำแผ่วเบาของฮุ่ยจวินนี้ยากที่จะมีผู้ใดได้ยินเพราะแสงอันเจิดจ้าร้อนแรงได้นำพาเสียงอันอึงอนมากลบลบ

             

            ประกายแสงยังคงผนึกค้างกลางอากาศไม่ทอดออกเหนือสิ่งที่เห็นเช่นเดียวกับมืออันเหี่ยวย่นที่ซุกอยู่ในอกเสื้อก็มิยอมเผยโฉมออกมา สิ่งที่อยู่ภายในอกเสื้อจึงเป็นทั้งปริศนาและยากจะรู้ได้ถึงพลังปาฏิหาริย์จำเพาะตัวของมันปู้ชิงเถาจึงปรายตามามองที่ฮุ่ยจวินราวถ่ายทอดความนัย ก่อนที่มันจะตัดสินใจโถมทะยานร่ายรำเคล็ดกระบวนท่าท่องไพศาลออกไปในทันที

             

            ปู้ชิงเถากลับคิดใช้กายตนเพื่อเป็นตัวล่อให้ของสิ่งนั้นเปิดเผยจักได้เปิดโอกาสให้น้องร่วมสาบานของตนสานต่อปณิธาณแห่งชีวิตของมันได้

             

            ลำพังวิชายุทธ์ของจอมยุทธ์ในมหาวิถีวจนะก็นับว่าตรึงมือแล้วพอประสบกับของวิเศษมิทราบชนิดนี้ยิ่งทำให้ความตรึงมือกลับกลายเป็นความลำบาก ปู้ชิงเถาแม้ปลดปล่อยดาราดวงที่หนึ่งออกมาแล้วมันก็เพียงทำได้แค่มีเปรียบด้านการต่อสู้ตัวต่อตัวกับเจิ้งกวนเท่านั้น แต่การจะเอาชัยไปถึงพลังแห่งแสงที่เจิดจ้ายังมิอาจกระทำได้มิหนำซ้ำแสงอันร้อนลวกราวกับอาทิตย์อันอัสดงก็กำลังคืบคลานสร้างความอันตรายแก่มันได้ทุกขณะ

             

            ยิ่งมือที่สอดเข้าไปในอกเสื้อของเจิ้งกวนขยับประกายแสงก็ยิ่งฉายชัดทั้งยังผนึกเป็นรูปลักษณ์ที่น่าหวาดหวั่น บัดนี้ประกายแสงอันเจิดจ้ารอบกายของเจิ้งกวนกลับกลายเป็นห่าธนูแห่งแสงที่วิบวับปิดครอบรัศมีรอบกายของบุรุษชราแล้ว

             

            “ฝีมือของเจ้าพัฒนาจนน่าตกใจก็จริง แต่คิดจะเอาชนะข้ายังนับว่าเร็วไปร้อยปีตระกูลของพวกเจ้าเกิดมาเป็นหินรองฝ่าเท้าให้แก่ข้าฉันใด พวกเจ้าก็มีวาสนาเป็นได้แค่หินอันต่ำต้อยใต้ฝ่าเท้าฉันนั้น!”

            วาจาหยามหยันดังมาจากปากของเจิ้งกวน เมื่อมันใช้ของวิเศษที่นิกายเทวะวจนะมอบให้มันก็มั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าวันนี้ผู้ที่จะพ่ายแพ้ต้องมิใช่มัน ซึ่งเมื่อห่าธนูแห่งแสงได้มุ่งเข้าหาปู้ชิงเถาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ปู้ชิงเถาสามารถทำลายประกายแสงแห่งห่าธนูได้เพียงบางส่วนยังมีอีกหลายส่วนที่พุ่งหวีดหวิวทะลวงเข้าใส่ร่างของชายหนุ่มโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง

             

            ยังดีที่ฮุ่ยจวินได้สอดมือ กระบวนท่าปฐพีพลิกกลับได้ถูกปลดปล่อยเบี่ยงวิถีของห่าธนูแห่งแสงให้กลับตาลปัตรทำลายไม่ถูกเป้าหมาย ปู้ชิงเถาจึงรอดจากพลังปาฏิหาริย์นี้ได้อย่างหวุดหวิด

             

            แต่เศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายนี้กลับไม่สูญสลายไปตามแรงปะทะมันกลับยังคงตัวในรูปอณูแห่งแสงที่ดูมิต่างจากหิ่งห้อย ทว่ามีความแหลมคมและอันตรายยิ่งกว่ามีดสั้นมันยังคงพุ่งฉวัดเฉวียนมุ่งหมายสังหารฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง!

             

            ปู้ชิงเถากับฮุ่ยจวินที่ผสานส่งเสริมพลังฝีมือร่วมกันยังต้องรู้สึกตรึงมือโดยเฉพาะปู้ชิงเถาได้ถูกสะเก็ดแห่งแสงจู่โจมจนบาดเจ็บหลายจุด ส่วนฮุ่ยจวินที่เบิกดาราดวงที่หนึ่งได้อย่างไม่กินแรงมันปลดปล่อยพลังแฝงแห่งดาราดวงแรกอันได้แก่ ดาราไร้เงาจู่โจมสะเก็ดแสงให้แตกดับอยู่หลายรอบนำพาหมัดสุญญากาศทำลายให้ประกายแสงระเบิดกระจุยกระจายราวกับเศษเถ้าธุลีอยู่หลายหน แต่พลังแห่งแสงที่ราวกับเถ้าธุลีก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์มันยังจู่โจมในรูปแบบอื่นได้อย่างต่อเนื่อง

             

            “ของวิเศษใดกันถึงได้มีความจำเพาะแลอันตรายเช่นนี้”

             

            ปู้ชิงเถาหลังชนกันกับฮุ่ยจวิน การรับมือกับของวิเศษที่มิเห็นตัวตนในอกเสื้อของเจิ้งกวนนับว่ายากเย็นแสนเข็ญนักเพราะไม่เห็นวิถีและรูปแบบของกฎเกณฑ์จึงยากที่จะคาดเดาและหาทางเอาชนะ

             

            ฮุ่ยจวินหาทางรับมือกับของวิเศษในอกเสื้อของเจิ้งกวนส่วนปู้ชิงเถาก็รับมือกับการลงมือของเจิ้งกวน หนึ่งรับมือกับคน อีกหนึ่งรับมือกับของวิเศษการต่อสู้จึงยิ่งดูพัลวันน่าหวาดเสียวเป็นอย่างมาก

             

            การต่อสู้ประสานส่งเสริมระหว่างฮุ่ยจวินกับปู้ชิงเถายิ่งล่วงเลยยิ่งลงตัวพวกมันสอดประสานการลงมือกันอย่างรู้ใจ ปากมิต้องเอ่ย เพียงท่าร่างเคลื่อนออก อีกฝ่ายก็รับรู้ได้ทันทีว่าจะลงมือในลักษณะไหนนี่อาจเป็นผลที่พวกมันฝึกวิชาที่เหมือนกันมาตั้งแต่ต้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือพวกมันได้มีความเชื่อใจในซึ่งกันการลงมือในแต่ละกระบวนจึงไม่ติดขัดแลห่วงพะวงจนเสียรูปแบบไป เมื่อเป็นเช่นนี้เจิ้งกวนจึงแทบพลาดพลั้งได้ทุกเมื่อหากมิได้ของวิเศษจากการประทานของธรรมบาลแห่งยุทธ์ บุรุษชราหลังงองุ้มผู้นี้คงถูกสยบไปแล้ว

             

            ใจหนึ่งมันจึงรู้สึกโล่งอกที่ได้ของวิเศษประทานมาแต่อีกใจก็เริ่มตื่นตระหนกอย่างสุดขั้วที่ได้เห็นการพัฒนาของฝ่ายศัตรูที่ยิ่งมายิ่งเหนือประมาณจนมันยากที่จะหยั่งถึง

             

            “พวกมันพานพบวาสนาใดกัน!”

             

            คำว่าวาสนาไม่เคยปรากฏในพจนานุกรมของฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถากว่าพวกมันจะมาถึงขั้นนี้ได้ต้องร่วมกันฝ่าฟันใช้ความคิดความสามารถมากมาย และผ่านความเป็นตายมานับไม่ถ้วนนี่จึงมิได้เกิดขึ้นเพราะวาสนาหรือพรสวรรค์ฟ้าประทานแต่อย่างใด ทว่ามันเกิดขึ้นเพราะพรแสวงของคนทั้งสองเอง

             

            ยิ่งสู้ยิ่งกลับกลายเป็นว่าความตรึงมือไปปรากฏที่เจิ้งกวนบนร่างมีร่องรอยอาการบาดเจ็บแทบจะนับไม่ถ้วน ดีที่ประกายแสงอันเจิดจ้าภายในอกเสื้อบีบให้ศัตรูมีสภาพมิต่างกันมิเช่นนั้นต่อให้มีของวิเศษอีกสองชิ้น มันก็มิอาจจะรักษาชีวิต!

             

            “พวกเจ้าต้องตาย!”

             

            เมื่อเห็นวิกฤติใกล้คืบคลาน เจิ้งกวนมันจึงคำรามก้องผนึกพลังในมหาวิถีวจนะของตนออกไปกระตุ้นสิ่งที่อยู่ในอกเสื้อถึงขีดสุดหากมันไม่รีบปิดบัญชีคนทั้งสอง เป็นมันจะต้องพบกับความลำบากในอนาคตอันใกล้นี้

             

            แสงที่ทอทอดเมื่อได้รับการกระตุ้นหนุนเสริมของพลังก็ยิ่งเจิดจ้าเรืองรองราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องในตอนนี้พลังแห่งแสงที่ปลดปล่อยก็ดูจะสอดคล้องแลประสานส่งเสริมกับแสงอาทิตย์ที่ทอดลงมา ฮุ่ยจวินเริ่มมองเห็นความสอดคล้องแห่งกฎเกณฑ์ที่เป็นอยู่นี้มันจึงเริ่มที่จะนึกคิดถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งขึ้นมาได้

             

            หรือของวิเศษจะใช้การประสานส่งเสริมของดวงอาทิตย์

             

            เมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงประการนี้ ฮุ่ยจวินก็ได้นึกไปว่าแล้วหากไร้ซึ่งแสงอาทิตย์ส่งเสริมเล่า มันยังจะสำแดงอานุภาพถึงขั้นสุดได้หรือไม่

             

            แม้นคาดเดาเช่นนี้ แต่จะมีใครบ้างที่จะสามารถหยุดดวงอาทิตย์มิให้สาดแสงหากมิใช่ยามราตรีก็ไม่มีสิ่งใดแล้วที่จะลบดวงอาทิตย์ออกไปจากฟากฟ้า เมื่อนึกถึงราตรีตอนนี้เวลาก็เพียงย่างเข้าสู่ครึ่งค่อนวัน ยังเหลืออีกหลายชั่วยามกว่าที่ฟ้าจะมืด หากจะรอจนถึงตอนนั้นมีหวังฝ่ายพวกตนได้สูญสิ้นพลังลมปราณในกายไปก่อนแน่

             

            เมื่อคนมิอาจลบดวงอาทิตย์ออกจากฟากฟ้า โอกาสที่จะแทรกแซงกฎเกณฑ์แห่งของวิเศษก็คงจะยากเย็นแสนเข็นขณะที่ฮุ่ยจวินกำลังหมดหวังในการจะลบพระอาทิตย์ออกไป หางตาของมันก็เหลือบไปเห็นเงาที่ค่อยๆเคลื่อนทอดตามผืนปฐพี

             

            ฮุ่ยจวินจึงได้คิด ไม่มีสิ่งใดลบดวงอาทิตย์จากฟากฟ้าแต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีสิ่งใดบดบังมัน

             

            พยัพเมฆาบนฟากฟ้านั้น มิใช่สิ่งที่บดบังดวงอาทิตย์ตลอดมาหรอกหรือ!

             

            คิดเช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงส่งสายตาบอกเป็นสัญญาณแก่ปู้ชิงเถาก่อนถลาถอยจากการต่อสู้พัวพัน ด้านปู้ชิงเถาคล้ายรับทราบได้ทันทีจึงเร่งเร้าพลังลมปราณเท่าที่จะกระทำได้เพื่อต่อสู้พัวพันกับเจิ้งกวนรวมถึงแสงอันเจิดจ้าที่ร้ายกาจนี้

             

            ฮุ่ยจวินที่ถอยห่างจากการต่อสู้ มันแหงนหน้ามองลักษณะของสภาพบรรยากาศเบื้องบนมันที่ได้ศึกษาคัมภีร์และตำรามากมายในบึงลี้ลับ หนึ่งในนั้นมีวิชาที่เกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศร่วมด้วยมันจึงพอจะรู้วิธีการดูสภาพอากาศและการก่อกำเนิดของสภาพแห่งธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ร่วมด้วยเวลานี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เมฆเบาบาง ความกดอากาศค่อนข้างสูง บรรยากาศด้านบนมีความร้อนจากแสงแห่งอาทิตย์ที่ทอทอดเป็นไปไม่ได้เลยที่สภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้มีกลุ่มเมฆที่บดบังดวงอาทิตย์ได้นาน

             

            แต่สำหรับมัน ในเมื่อหวังพึ่งธรรมชาติมิได้มันก็ต้องลองเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้เหมาะสมต่อการพึ่งพาของตน!

             

            บนผืนฟ้าความกดอากาศสูง สภาพของอากาศร้อนหากมันสามารถแปรเปลี่ยนสภาพบริเวณพื้นผิวให้มีความเย็น เมื่อร้อนและเย็นปะทะกันในความกดอากาศที่ต่ำโอกาสที่เมฆหมอกจะหนาแน่นนั้นปิดคลุมดวงอาทิตย์ก็จะมากตาม

             

            เมื่อได้ลองนึกย้อนถึงความรู้ในตำราเกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศฮุ่ยจวินก็เริ่มเข้าสู่สมาธิ อาศัยที่มีพลังญาณก่อรวมในมหาวิถีเจ็ดดารา อาศัยความสามารถที่รับรู้แลตอบสนองต่อพลังธรรมชาติได้อย่างดียิ่งมันก็ค่อยๆ ปลดปล่อยลมปราณเจ็ดดาราของตน ผสานรวมเป็นส่วนหนึ่งของพลังธรรมชาติที่อยู่โดยรอบความสูงของบรรยากาศ มวลความร้อนที่ก่อตัว สายลมที่พัดผ่าน สรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีการรับรู้ธรรมชาติเหล่านี้ล้วนอยู่ในการควบคุมของฮุ่ยจวินทั้งสิ้น

             

            ชายหนุ่มจึงปลดปล่อยมหาวิถีเจ็ดดารา ฝืนเบิกพลังจากดาราดวงที่สองเพื่อบังคับความกดอากาศที่อยู่สูงจรดแผ่นฟ้าให้เคลื่อนต่ำลงมาจวบจนจะแนบพื้นดินทำให้มวลอากาศร้อนได้ครุคลั่งบริเวณเหนือพื้นดินมิห่างจากมวลความเย็นที่ถูกชายหนุ่มชักนำมาจากบึงน้ำลำธาร รวมถึงพืชพรรณในป่าทั่วธรรมชาติเหล่านี้

             

            ก่อเกิดเป็นมวลอากาศร้อนและเย็นปะทะซึ่งกันในสภาพความกดอากาศต่ำและใช้เวลาเพียงชั่วธูปไหม้ เมฆหมอกที่ขาวโพลนหนาแน่นก็ปรากฏแลลอยตัวขึ้นปกคลุมใต้ม่านฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องต้องในทันใด

             

            ฮุ่ยจวินมิอาจลบดวงอาทิตย์จากฟากฟ้า ทว่ามันสามารถซ่อนดวงอาทิตย์จากผืนนภาได้!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน