Alternate Liberation : The Conqueror of Chaos

    บทที่ 5 ดินแดนแห่งจักรกล ตอนที่ 6 รุ่งเช้าแห่งความห่วงใย

    เมื่อเรื่องราวในอดีตจบลง บรรยากาศในแล็บที่เงียบงันเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา พวกเขาเดินออกจากแล็บด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ฉากหลังของหมอกคาออสที่ลอยวนอยู่รอบตัว ทำให้แล็บดูคล้ายซากปรักหักพังมากกว่าสถานที่สำหรับการค้นคว้า หุ่นยนต์นักวิจัยเดินไปเดินมาในความเงียบ แม้จะเคลื่อนไหวอย่างมีจุดประสงค์ แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแสงสว่างเล็กๆ ที่ฝ่าความมืดมิดของหมอกคาออสมาได้


    เมื่อออกมาถึงบริเวณที่หมอกคาออสเบาบาง ซึ่งเป็นย่านพักอาศัยที่พวกเขาพบโอซิริสครั้งแรก พี่ป๋อง หุ่นยนต์ตัวโตที่ดูคึกคักเสมอ เดินเข้ามาทักทายพร้อมกระป๋องน้ำผลไม้ในมือ เขาแจกจ่ายให้ทุกคนพร้อมกับพูดติดตลก “นี่ครับ น้ำผลไม้สดชื่นรับวันใหม่ แต่ระวังหน่อยนะครับ เผื่อมีเซอร์ไพรส์ในกระป๋อง”


    ดราโก้หยิบกระป๋องขึ้นมามองอย่างระแวดระวัง “มันจะไม่ระเบิดตอนเรากินใช่ไหม?” เขาพูดติดตลกกลับ


    พี่ป๋องหัวเราะเสียงดัง “ไม่แน่ครับ บางทีอาจจะมีหนึ่งกระป๋องที่พิเศษสุดๆ ก็ได้!”


    เสียงหัวเราะของพี่ป๋องทำให้บรรยากาศที่เครียดก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลง ทุกคนเปิดกระป๋องอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่พบว่าเป็นน้ำอัดลมปกติ รสชาติสดชื่นอย่างน่าประหลาด โอซิริสมองพวกเขาอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะอธิบายว่า “นี่เป็นสูตรน้ำผลไม้ที่เราพัฒนาจากพืชท้องถิ่น แม้ตอนนี้พวกเราหุ่นยนต์จะยังรับรสไม่ได้ แต่เรากำลังพัฒนาเซนเซอร์เพื่อให้รับรู้รสชาติในอนาคต บางที…พวกเราอาจจะได้สัมผัสความสุขของการทำอาหารเหมือนมนุษย์ก็ได้”


    ยูเอะยิ้มตาเป็นประกาย “นั่นมันน่าตื่นเต้นมากเลยค่ะ หนูไปมาหลายที่ก็เจอของอร่อยเยอะนะคะ โดยเฉพาะที่อันดีน”


    ดราโก้พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่เลย อาหารทะเลที่อันดีนสุดยอดมาก ถ้ามีโอกาสต้องไปลองนะ”


    มิเรลหัวเราะเบาๆ “มาเลย อันดีนพร้อมต้อนรับด้วยความอบอุ่นเสมอค่ะ”


    อาคิระมองภาพตรงหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เขาอดยิ้มไม่ได้ ความรู้สึกอบอุ่นในใจทำให้เขานึกถึงเพื่อนๆ ที่โลกเดิมของเขา ความทรงจำเหล่านั้นเหมือนแสงไฟที่จุดขึ้นในใจกลางของเขา ยูเอะที่สังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงเดินเข้ามาถามเบาๆ


    “พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”


    อาคิระสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบเลี่ยงๆ “เอ่อ ก็ไม่หรอก แค่คิดว่าถ้าโอซิริสเป็นน้อง งั้นก็อาจจะเป็นเพื่อนกับยูเอะได้พอดี”


    ยูเอะยิ้มกว้าง “จริงด้วย!” เธอกระโดดไปเกาะแขนโอซิริสทันที “จากวันนี้ฉันจะถือว่าเราเป็นเพื่อนกันได้มั้ย?”


    โอซิริสชะงักเล็กน้อย สายตาของเธอดูประหลาดใจปนสงสัย ก่อนจะเผยยิ้มบางๆ ที่เต็มไปด้วยความจริงใจ “ได้สิ ยูเอะ…เพื่อน”


    คำพูดนั้นเหมือนเป็นประกายไฟเล็กๆ ในใจของโอซิริส หลังจากที่เคยถูกจุดด้วยคำว่า “น้องสาว” ครั้งนี้คำว่า “เพื่อน” กลับเติมเต็มบางอย่างในตัวเธอที่ขาดหาย ยูเอะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่แล้วรอยยิ้มของทุกคนก็ต้องหยุดลงเมื่อร่างของยูเอะเซถลา เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงในอ้อมแขนของโอซิริสที่ยื่นมารับไว้ทันเวลา


    “ยูเอะ!” อาคิระร้องเสียงหลง ขณะที่ทุกคนกรูกันเข้ามาดูอาการ


    ยูเอะค่อยๆ ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เธอยิ้มอ่อน “เอ่อ แค่มานาเหลือน้อยมากแล้วน่ะค่ะ หนูขอพักหน่อยนะคะ” เสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนกระซิบ


    ทุกคนโล่งใจพร้อมหัวเราะเบาๆ แต่ใบหน้าของอาคิระกลับเต็มไปด้วยความกังวล เขามองยูเอะที่หลับอยู่ในอ้อมแขนของโอซิริส ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของเขา ‘ฉันปล่อยให้เธอคอยปกป้องเราจากหมอกคาออสตลอดเวลา… นี่มันความผิดของฉัน’ เขาคิดในใจ เขารู้ดีว่าไม่ใช่เพียงหมอกคาออสที่เธอต้องต่อสู้ แต่ยังรวมถึงการต่อสู้ที่หนักหน่วงก่อนหน้านี้ด้วย


    อาคิระมองไปทางมิเรลที่ดูเหนื่อยล้าไม่แพ้กัน เขาตัดสินใจว่าหลังจากที่ทุกคนได้พักอย่างเต็มที่ เขาจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กับเธอเพื่อหาทางออกสำหรับปัญหานี้


    เช้าวันต่อมา หลังจากการพักผ่อนที่เต็มที่ บรรยากาศยามเช้าในย่านพักอาศัยของหุ่นยนต์นั้นเงียบสงบ แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหมอกคาออสที่เจือจาง อาคิระรีบเดินไปหามิเรลที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์เวทมนตร์ของเธอ เขาเดินเข้าไปหาด้วยท่าทีจริงจัง ทำให้มิเรลที่กำลังผูกผ้าคลุมสะดุ้งเล็กน้อย


    “มีอะไรหรือเปล่า?” เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงความสงสัย


    อาคิระหยุดตรงหน้าเธอ “ฉันอยากปรึกษาเรื่องมานาน่ะ” เขาพูดพร้อมกับสายตาที่แฝงความกังวล “เราจะทำยังไงให้พวกเธอมีมานาอย่างเพียงพอ หรือใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้?”


    มิเรลขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอหยุดจัดอุปกรณ์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยข้อมูล “วิธีพื้นฐานก็มีหลายอย่าง เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ ดื่มโพชั่นสมุนไพร หรือรับพรจากผู้พิทักษ์ แต่พวกนั้นก็ช่วยได้เพียงชั่วคราว ถ้าจะให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็คงต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ หรือใช้อุปกรณ์เสริม เช่น อัญมณีมานา แต่มันแพงมาก”


    คำตอบของเธอทำให้อาคิระนิ่งคิดไปชั่วครู่ เขากอดอก พยายามทบทวนสิ่งที่ได้ยินก่อนจะเงยหน้ามองเธออีกครั้ง “ฉันแค่ห่วงพวกเธอ โดยเฉพาะเธอเองที่ใช้มานาไปเยอะมากตลอดภารกิจที่ผ่านมา”


    คำพูดนั้นทำให้มิเรลชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเบือนสายตาหลบ แก้มของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อน หัวใจที่เธอพยายามควบคุมมาตลอดกลับเต้นแรงจนเธอรู้สึกได้


    “เขาห่วงฉัน… ไม่ใช่แค่น้องสาวของเขา…” เธอคิดในใจ แต่พยายามไม่แสดงออกมากเกินไป


    อาคิระที่ไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสีหน้าของเธอ มองด้วยสายตาสงสัย “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า? ดูเหมือนเธอไม่สบายเลยนะ”


    คำพูดนั้นยิ่งทำให้มิเรลรีบหันหน้าหนี “ฉะ… ฉันไม่เป็นไร…” เธอตอบเสียงเบา แต่ความสั่นในน้ำเสียงนั้นทำให้อาคิระเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ


    “แน่ใจนะ? ถ้าไม่สบายก็บอกกันได้” อาคิระยังคงเซ้าซี้ เขาขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น แต่นั่นกลับทำให้มิเรลต้องถอยหลังเล็กน้อยเพื่อปกปิดอาการเขินอาย


    “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร…” เธอพูดเบาๆ แต่หางเสียงนั้นเหมือนจะแข็งขึ้นเล็กน้อยเพื่อปิดบังความลำบากใจ


    ก่อนที่อาคิระจะพูดอะไรต่อ เสียงดราโก้ก็ดังขึ้นจากระยะไกล “มิเรล! รีบมากินข้าวเช้า… เอ่อ ขอโทษที่ขัดจังหวะ” ดราโก้หยุดนิ่งเมื่อเห็นทั้งคู่ แต่เขากลับยิ้มมุมปากเล็กๆ อย่างจับผิดไม่ได้ ก่อนจะรีบเดินกลับไปอย่างรวดเร็ว


    อาคิระหันไปมองตามหลังดราโก้ ก่อนจะรีบแก้ตัว “ไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ!”


    ดราโก้ยกมือขึ้นเป็นเชิงว่าเขาไม่พูดอะไร แต่รอยยิ้มเล็กๆ นั้นทำให้อาคิระอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมามองมิเรลที่ยังคงยืนก้มหน้าอยู่ เธอหันหลังให้เขา หูแดงไปถึงโคนคอ อาคิระอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองทำอะไรผิดรึเปล่า


    “เอ่อ…งั้นเจอกันที่โต๊ะอาหารนะ” อาคิระพูดก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้มิเรลยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับความรู้สึกวุ่นวายในหัวใจที่เธอไม่สามารถอธิบายได้


    บรรยากาศยามเช้าของวันใหม่อบอวลไปด้วยความเงียบสงบ แม้พวกเขาจะอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงเต็มไปด้วยหมอกคาออส แต่ย่านพักอาศัยกลับดูสงบอย่างน่าประหลาด อาหารเช้าถูกจัดเตรียมอย่างเรียบง่ายบนโต๊ะไม้ขนาดย่อม ส่วนใหญ่เป็นพืชผักที่หุ่นยนต์เพาะปลูกเอง นำมาย่างและต้มจนหอมอบอวล จัดเรียงไว้พร้อมเครื่องจิ้มที่ช่วยเพิ่มรสชาติ ข้างกันเป็นอาหารสำรองที่พวกเขาตุนมาจากดินแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเซเลส ดราเคน อันดีน หรือแม้แต่ที่ดราฟต์


    แม้อาหารจะดูเรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด ยูเอะนั่งประกบข้างโอซิริส พูดคุยหัวเราะคิกคักกับอีลิน่า เสียงพูดคุยของพวกเธอดูไร้กังวลราวกับเด็กๆ ที่ได้มีเวลาพักผ่อนในสถานที่ปลอดภัย อาคิระนั่งมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ แม้ปากจะยิ้ม แต่ในใจกลับมีความกังวลบางอย่างคอยรบกวนสายตาของเขาเหลือบมองมิเรลที่นั่งเงียบอยู่ตรงมุมโต๊ะ


    มิเรลก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่สบตาเขาเลยแม้แต่นิดเดียว อาคิระขมวดคิ้วเล็กน้อย หัวใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามว่าเขาเผลอทำอะไรให้เธอโกรธหรือเปล่า เขาหันไปสบตาดราโก้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่กลับเห็นดราโก้แอบขำเบาๆ ท่าทางเหมือนรู้ว่ามีบางอย่างที่อาคิระยังไม่เข้าใจ


    บรรยากาศอบอุ่นบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ไม่นานก็ถูกขัดจังหวะโดยเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน เสียงนั้นดังชัดเจนจนทุกคนในโต๊ะชะงัก กองอาหารที่ยังไม่ทันหมดถ้วยชามถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง


    โอซิริสรีบเปิดหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง ภาพจากโดรนถูกฉายขึ้นมาให้เห็นชัดเจน ทุกสายตาจับจ้องไปยังภาพของกองกำลังไซบอร์กที่เคลื่อนพลมาอย่างรวดเร็ว


    นำหน้าขบวนคือหุ่นยนต์เซนทอร์ขนาดใหญ่ มันดูราวกับสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการหลอมรวมระหว่างโลหะและเนื้อหนัง เสียงโลหะกระทบพื้นดังสะท้อนผ่านโดรน เสียงนั้นก้องกังวานจนรู้สึกเหมือนแรงสั่นสะเทือนจากมันทะลุผ่านหน้าจอมาถึงร่างกาย ทุกคนมองภาพนั้นด้วยสายตาเบิกกว้าง ความรู้สึกหนักอึ้งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจพวกเขา


    เซนทอร์ตัวนั้นมีกลิ่นอายของอำนาจและความน่ากลัว ออร่าที่แผ่ออกมาจากมันราวกับจะบอกว่ามันไม่ใช่แค่เครื่องจักร แต่เป็นนักรบที่ไร้ปรานี แม้ภาพที่เห็นจะยังอยู่ไกล แต่พลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากมันทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา


    โอซิริสยืนนิ่งอยู่หน้าภาพโฮโลแกรม สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ริมฝีปากของเธอขยับอย่างยากลำบากก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ แต่แฝงด้วยความหวาดหวั่น


    “เซคทาว…” เธอพูดพลางหันกลับมามองพวกเขา “เขามาแล้ว…”


    คำพูดของเธอเหมือนเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังก้องในใจทุกคน บรรยากาศอบอุ่นของโต๊ะอาหารเมื่อครู่หายไปทันที ความตึงเครียดเข้ามาแทนที่เหมือนพายุที่โหมกระหน่ำ ทีมทั้งหมดค่อยๆ ลุกขึ้น เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา…

    คล้ายกับเรื่องAlternate Liberation : The Conqueror of Chaos ที่คุณอ่าน