ความมืดมิดคืบคลานเข้าปกคลุมกระท่อมดินหลังย่อมท้ายหมู่บ้านชิงซี ราตรีกาลในเหมันตฤดูช่างยาวนานและเงียบสงัด ประหนึ่งผืนผ้าหมึกสีดำสนิทที่แผ่สยายปกคลุมโลกทั้งใบเอาไว้ แสงไฟสีส้มสลัวดวงน้อยจากตะเกียงน้ำมันถูกหลินเหยียนเป่าให้ดับลงไปนานแล้ว หลงเหลือเพียงถ่านฟืนในเตาดินเก่าที่คุแดงส่งประกายริบหรี่ แผ่ไออุ่นจาง ๆ ขับไล่ความเยือกเย็นจากฟ้าดินภายนอก
หลังฉากไม้เก่าคร่ำคร่า หลินหว่านชิงผู้เป็มารดานอนหลับสนิทอยู่บนเตียงไม้เตี้ยที่ปูลาดด้วยผ้าผืนหนา ลมหายใจของนางราบเรียบและสม่ำเสมอ ไร้เสียงไอแห้ง ๆ ที่เคยดังขึ้นเป็ระยะ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ความกังวลในใจของหลินเหยียนจึงคลายลงไม่น้อย
เด็กหนุ่มเอนกายลงบนเสื่อผืนเก่า ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มยัดนุ่นปะชุนผืนบาง ก่อนหลับตาลงช้า ๆ
ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานและเดินทางมาตลอดทั้งวันค่อย ๆ เข้าครอบงำร่างกาย จนไม่นานนัก เขาก็ผล็อยหลับไปท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืน
ในห้วงภวังค์อันก้ำกึ่งระหว่างความฝันและความจริง สุ้มเสียงของโลกภายนอกค่อย ๆ พร่าเลือนไปทีละน้อย เสียงลมหนาวที่หวีดหวิวผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้เริ่มต่ำลงอย่างน่าประหลาด ส่วนเสียงหิมะที่โปรยตกเหนือหลังคาก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากการรับรู้
กระทั่งท้ายที่สุด เหลือเพียงเสียงหนึ่งที่ดังแว่วมาจากที่แสนไกล ‘ซ่า... ซ่า...’ ราวกับสายน้ำสายมหึมากำลังไหลผ่านห้วงความมืดอันไร้ขอบเขต
กลิ่นควันฟืนสนจากเตาดินและกลิ่นดินชื้นภายในกระท่อมค่อย ๆ เลือนหายไปจากการรับรู้แทนที่ด้วยกลิ่นอายแปลกใหม่ที่ไม่เคยััมาก่อน
มันเป็กลิ่นของละอองน้ำและไอทะเลอันเย็นเยียบ แฝงความเค็มจาง ๆ ที่ลอยมาตามสายลม
กลิ่นอายนั้นโชยผ่านใบหน้าของเด็กหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับกำลังพาเขาเดินทางออกห่างจากกระท่อมดินหลังเล็กทีละน้อย กระทั่งความมืดมิดเบื้องหน้าค่อย ๆ ปรากฏแสงสีเงินรำไรขึ้นมา
เมื่อหลินเหยียนลืมตาขึ้นอีกครั้งในห้วงแห่งจินตภาพ เบื้องหน้าของเขาหาใช่ผนังดินขาวหรือขื่อคาพุพังของกระท่อมท้ายหมู่บ้านชิงซีอีกต่อไป เเต่มันกลับเป็ฟ้าดินอันเวิ้งว้างกว้างไกลที่เชื่อมต่อกันอยู่ ณ ปลายขอบสายตา ราวกับโลกทั้งใบได้ถูกขยายออกไปนับหมื่นเท่าในชั่วพริบตา
เด็กหนุ่มพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนหาดทรายทอประกายสีเงิน ที่ทอดขนานไปกับเส้นขอบฟ้าอย่างไร้จุดสิ้นสุด เม็ดทรายใต้ฝ่าเท้าละเอียดนุ่มนวลราวกับผืนแพรไหม เบื้องหน้าของเขาคือ ‘ทะเลดาราบูรพา’ มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตดั่งคำบอกเล่าของนักเล่านิทานพเนจรไม่มีผิดเพี้ยน ผืนน้ำสีครามเข้มกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ยามคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่งพลันบังเกิดสุ้มเสียงทุ้มต่ำลึกล้ำ ละอองน้ำที่แตกตัวกระจายทอแสงระยิบระยับ ดุจเกล็ดดารานับล้านร่วงหล่นลงสู่โลกมนุษย์
ทัศนียภาพรอบกายวิจิตรพิสดาร จนเด็กหนุ่มผู้เติบโตท่ามกลางหุบเขาปิดล้อมไม่เคยนึกฝันถึงมาก่อน
ผืนนภาเหนือศีรษะมืดสนิทดุจผ้ากำมะหยี่สีดำ ทว่ากลับอัดแน่นด้วยหมู่ดาวนับล้านที่ส่องประกายระยิบระยับ ราวกับเพชรเม็ดงามที่ถูกประพรมลงทั่วฟากฟ้า
เบื้องหน้า มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ทอดตัวเงียบสงบ ผืนน้ำใสกระจ่างราวกับแผ่นกระจกเงาราบเรียบ สะท้อนเงาดาวนับแสนล้านดวงกลับคืนสู่ท้องฟ้าอย่างหมดจด
ชั่วขณะนั้น หลินเหยียนพลันเกิดความลึกล้ำสายหนึ่งจนแทบไม่อาจแยกแยะว่า... สิ่งใดคือฟากฟ้า และสิ่งใดคือห้วงสมุทร
เส้นขอบฟ้าเลือนรางจางหาย ผืนน้ำและหมู่ดาวหลอมรวมกลายเป็เนื้อเดียว ประหนึ่งว่าเขากำลังยืนอยู่ ณ ใจกลางห้วงจักรวาลอันเวิ้งว้างไร้ขอบเขต
หลินเหยียนเดินทอดน่องไปตามชายฝั่งอย่างเชื่องช้า สายตาทอดมองออกไปสุดขอบฟ้า ก่อนจะขยับมุมปากยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว
โลกแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน
กว้างใหญ่เสียจนทุกสิ่งที่เขาเคยเห็นมาตลอดสิบสามปีดูเล็กลงไปในพริบตา
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ย่อตัวลง ยื่นฝ่ามือผอมบางไปรองรับน้ำทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่ง ััถึงความเย็นฉ่ำที่ไหลผ่านปลายนิ้ว
ในความฝันประหลาดแห่งนี้ เขาหาใช่ยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรที่จะสามารถเหาะเหินได้ดั่งใจนึก ไม่ได้กระบี่บินหรือพลังอัศจรรย์ใด ๆ เขายังคงเป็เพียงเด็กหนุ่มตัวผอมในชุดผ้าฝ้ายปะชุนคนเดิม
แต่ยามที่มองออกไปยังมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต ดวงตาคู่นั้นกลับส่องประกายเจิดจ้ากว่าครั้งใด ราวกับเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งค้นพบว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่กว่าที่ตนเคยฝันเอาไว้มากนัก
‘ซู่...’
กระแสคลื่นสีเงินม้วนตัวซัดสาด ทัศนียภาพรอบกายพลันหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปอีกคราในชั่วพริบตา ประดุจจิตรกรผู้หนึ่งตวัดพู่กันจีน แต้มสีสันชุดใหม่ลงบนผืนผ้าป่าน
กลิ่นอายของละอองน้ำทะเลค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยสายลมูเาอันเกรี้ยวกราดที่พัดกระโชกจนชายเสื้อผ้าฝ้ายปลิวสะบัด
หลินเหยียนพบว่าฝ่าเท้าของตนมิได้เหยียบย่ำอยู่บนเม็ดทรายสีเงินอีกต่อไป หากกำลังยืนอยู่บนยอดเขาหิมะสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่งทางอุดรทิศ
ขุนเขาศิลาเล่มเรียวตั้งตระหง่านค้ำฟ้า สูงเสียจนหมู่เมฆขาวหนาทึบลอยอยู่ต่ำลงไปใต้ฝ่าเท้าของเขานับพันจั้ง ประหนึ่งมหาสมุทรสีขาวอันนุ่มฟูที่รองรับภูผาทั้งลูกเอาไว้
เด็กหนุ่มยืนกอดอกรับลมหนาวอยู่บนโขดหินลาด เมื่อทอดสายตามองผ่านช่องว่างของหมู่เมฆลงไป เบื้องล่างพลันปรากฏภาพของใต้หล้าอันแสนห่างไกล แสงสุริยันรำไรทอดจับแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนที่ดูคล้ายัศิลาหมอบราบ มองเห็นแม่น้ำสายใหญ่ทอดยาวนับพันลี้ คดเคี้ยวพาดผ่านผืนแผ่นดินดุจเส้นด้ายสีเงิน
ผืนป่าเขียวขจีอันกว้างใหญ่กลับดูเล็กกระจ้อยร่อยราวกอหญ้า
และ ณ ที่ไกลแสนไกลโพ้น... แสงสว่างนับไม่ถ้วนจากนครหลวงใหญ่รวมตัวกันเป็กลุ่มก้อน ส่องประกายอยู่บนผืนพิภพ ดุจหมู่ดาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้า
หลินเหยียนไม่ได้มีความคิดอยากจะความยิ่งใหญ่เ่าั้ ไม่ได้ทะเยอทะยานอยากเหาะเหินข้ามผ่านฟ้าดินดั่งเทพเซียนในตำนาน
เขาเพียงยืนอยู่บนยอดเขาอย่างเงียบงัน และทอดสายตามองโลกอันกว้างใหญ่เบื้องล่าง แววตาคู่นั้นสงบนิ่ง ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความพิศวงและเคารพยำเกรงอย่างบอกไม่ถูก
หัวใจดวงน้อยของเด็กหนุ่มยากจนจากหมู่บ้านชิงซีค่อย ๆ พองโตขึ้นด้วยความปิติ
โลกภายนอก... ช่างงดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ
สายลมหนาวยังคงพัดผ่านขุนเขา หมู่เมฆยังคงลอยเลื่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้า แม่น้ำ ป่าไม้ และนครอันห่างไกลยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม แต่ยามนี้ หลินเหยียนกลับรู้สึกราวกับตนกำลังมองเห็นโลกจริงๆเป็ครั้งแรก
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือยอดเขาหิมะพลันมืดสลัวลงอย่างไร้สัญญาณเตือน แสงสุริยัน แสงจันทรา และหมู่ดวงดาวทั่วฟากฟ้า คล้ายถูกบางสิ่งบดบังเอาไว้ด้วยอานุภาพอันไร้ขอบเขต
มวลเมฆสีเทาเข้มมหาศาลม้วนตัวเคลื่อนผ่านเหนือศีรษะอย่างรวดเร็ว ซ้อนทับกันเป็ชั้นแล้วชั้นเล่า ราวกับพายุเหมันต์ครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นกลางนภา
หลินเหยียนเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ
ในตอนแรก เขาคิดว่ามันเป็เพียงกลุ่มเมฆพายุที่กำลังเคลื่อนตัวผ่าน ทว่าเมื่อเพ่งสายตามองลึกเข้าไปในเงามืดอันกว้างใหญ่เ่าั้ หัวใจของเด็กหนุ่มกลับสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
เพราะสิ่งที่กำลังเคลื่อนผ่านเหนือชั้นฟ้า... หาใช่หมู่เมฆไม่
แต่มันคือเงาของบางสิ่งที่มีขนาดมหึมาใหญ่โตเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์เดินดินจะหยั่งถึง
ร่างั์าตนหนึ่งกำลังโบยบินอยู่เหนือห้วงเมฆอย่างเชื่องช้าและสง่างาม ปีกข้างหนึ่งของมันแผ่ขยายออกไปไกลสุดสายตานับล้านลี้บดบังแสงสุริยันจนมืดมิด ส่วนปีกอีกข้างหนึ่งทอดยาวปกคลุมผืนจันทราและหมู่ดาวนับไม่ถ้วน ราวกับกำลังกลืนกินราตรีทั้งผืนเข้าไปในอ้อมปีกของตน
ทั่วทั้งชั้นฟ้าสั่นะเืเป็ระลอก
ทุกครั้งที่มันกระพือปีกอย่างแ่เบา มหาลมปราณอันยิ่งใหญ่ก็แผ่กวาดผ่านฟ้าดิน เกิดเป็กระแสลมคำรามกึกก้องไปทั่วขุนเขาหิมะ
หลินเหยียนมิได้รู้ว่าสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าคือสิ่งใด
เขาเพียงรู้สึกเลือนรางว่า ภาพอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่นี้คล้ายกับบางสิ่งที่เคยอ่านผ่านตาในไท่กู่อี้จื้อ ทว่าเมื่อคิดจะจับความทรงจำนั้นให้ชัดเจน กลับพบว่ามันเลือนรางดุจหมอกควัน มิอาจไขว่คว้าไว้ได้
ร่างมหึมานั้นโบยบินจากปลายมหาสมุทรแห่งหนึ่ง มุ่งหน้าไปยังสุดขอบฟ้าอันห่างไกลอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของมันสงบนิ่ง สุขุม และเปี่ยมด้วยบารมีอันน่าเกรงขาม
หลินเหยียนมิได้หวาดกลัวจนต้องคุกเข่ากราบไหว้ มิได้เกิดความคิดโลภโมโทสันอยากพลังอำนาจของมันดังเช่นผู้บำเพ็ญในเื่เล่าที่เคยได้ยิน เขาเพียงยืนอยู่บนโขดหิน เงยหน้ามองท้องฟ้า ดวงตาคู่สว่างเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงและชื่นชม
ก่อนรอยยิ้มกว้างจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เป็รอยยิ้มของเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งเด็กหนุ่มผู้ได้รับโอกาสมองเห็นความอัศจรรย์ของโลกกว้างเป็ครั้งแรก
เมื่อเงาร่างมหึมานั้นโบยบินลับหายไปในหมู่เมฆอันไกลโพ้น เทือกเขาหิมะสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือฟ้าดินก็ค่อย ๆ เลือนรางลง
หมู่เมฆใต้ฝ่าเท้าสลายตัวกลายเป็สายหมอกสีขาวละเอียด ก่อนจะกระจายหายไปในความว่างเปล่า
ทุกสิ่งรอบกายค่อย ๆ พังทลายลงอย่างเงียบงัน ราวกับภาพวาดบนผืนผ้าแพรที่กำลังถูกลบเลือนทีละส่วน ท้ายที่สุด เหลือเพียงความมืดมิดอันสงบนิ่งเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่งอีกครา
รุ่งอรุณยังมาไม่ถึงหุบเขาชิงซี
ภายนอกกระท่อมดินท้ายหมู่บ้าน หิมะระลอกใหม่ยังคงโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างเงียบเชียบ สายลมหนาวพัดผ่านแนวป่าไผ่จนเกิดเสียงใบไผ่เสียดสีกันแ่เบา ดังก้องอยู่ท่ามกลางราตรีอันยาวนาน
ภายในกระท่อมดินอันเงียบสงบ หลินหว่านชิงยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงไม้เตี้ยด้วยใบหน้าที่ผ่อนคลายไร้กังวล ส่วนบนเสื่อผืนเก่าข้างเตาไฟ หลินเหยียนก็นอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มยัดนุ่นผืนเดิม
ทว่าใต้เงาความมืดอันเงียบงันนั้น บนใบหน้าซูบผอมของเด็กหนุ่มวัยสิบสามปี กลับมีรอยยิ้มบางเบาปรากฏอยู่ตรงมุมปาก
เป็รอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจ
ราวกับในห้วงความฝันอันแสนยาวนาน เขายังคงได้ยืนอยู่ท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่ มองดูมหาสมุทร ขุนเขา และสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลายของโลกใบนี้อย่างเงียบงัน
...
ชอบความฝันไหนที่สุดกันครับ( ╹▽╹ )