บทที่ 31 อาหารวันนี้เป็นปลา (รีไรต์)
เหมียวอิ๋นฮวามีพรสวรรค์ในการทำให้คนโมโหจริง ๆ
“ฉันจะเป็นคนในเมืองได้ยังไง เธอก็รู้ว่าฉันไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพ่อกับแม่สักหน่อย ลูกสาวแท้ ๆ พวกเขาคือเฉินเจียวเจียวต่างหาก เฉินเจียวเจียวเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวเฉิน เพราะแบบนั้น ฉันก็เลยไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร”
ชาติที่แล้วเมิ่งว่านถังก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองเป็นใคร ชาตินี้ก็ยังไม่รู้ที่มาของตัวเอง
พ่อแม่บุญธรรมของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้ดีกับเธอ
ถ้าเจ้าของร่างเดิมไม่สวย และไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชายในหมู่บ้าน บางทีเธออาจจะต้องอยู่ในชนบทแล้วถูกยายเฒ่าเมิ่งรังแกไปแล้ว
แต่พอเฉินเจียวเจียวกลับมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
พวกผู้ชายที่เคยรุมล้อมรอบตัวเธอ ต่างก็วิ่งเข้าไปประจบเฉินเจียวเจียว เฉินเจียวเจียวดีตรงไหน? ก็แค่หน้าอกใหญ่กว่า ก้นงอนกว่า แล้วยังเป็นเสือขาวอีกต่างหาก บนร่างกายของหล่อน นอกจากผม คิ้ว ขนตาแล้ว ก็ไม่มีขนส่วนอื่นบนร่างกายแล้ว
พูดอีกอย่างก็คือ พวกสารเลวพวกนั้นมันชั่วช้าสามานย์
แม้แต่พวกผู้ชายในครอบครัวเฉิน พอรู้ว่าเฉินเจียวเจียวไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ก็ยังคิดจะแต่งงานกับเฉินเจียวเจียว
เพอนึกถึงตอนที่เจ้าของร่างเดิมลงมาอยู่ชนบทใหม่ ๆ แล้วส่งเฉินเจียวเจียวให้กับชายร่างกำยำที่เลี้ยงหมูไปเป็นภรรยา เธอก็อยากจะเห็นสีหน้าของพวกผู้ชายสารเลวนั่นจริง ๆ
น่าเสียดายที่เธอกลับมาช้าไปหน่อย
ความสัมพันธ์กับพ่อแม่บุญธรรมก็แตกหัก เพื่อนทุกคนก็ปฏิเสธที่จะติดต่อกับเธอ
ถ้ามองอีกมุมหนึ่งมันก็ดีเหมือนกัน
สามีที่เคยหลับนอนด้วยกันสองครั้ง ลูกชายที่มีความสัมพันธ์แบบธรรมดา ๆ พ่อแม่สามีที่ดูเหมือนจะใสซื่อแต่จริง ๆ เล่ห์เหลี่ยมจัด ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็แย่มาก แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับคนในหมู่บ้าน กับพวกยุวชนที่ลงชนบทก็มีคนคุ้นเคยแค่คนเดียว คือโจวเจิ้งอันที่เจ้าของร่างเดิมเคยประจบเอาใจ
โชคดีที่โจวเจิ้งอันไม่สนใจและไม่อยากพูดกับเธอ
ไม่อย่างนั้น เธออาจจะต้องระมัดระวังตัวมากกว่านี้
เหมียวอิ๋นฮวาไม่กล้าพูดอะไรอีก เดินตามเมิ่งว่านถังอย่างระมัดระวัง
“ข้าวโพดทางฝั่งนั้นคงต้องรอให้น้ำลดก่อนถึงจะไปถอนหญ้าได้ ได้ยินมาว่ามีคนจับปลาได้หลายตัว มีตัวที่หนักถึงสามชั่งด้วยนะ! หัวหน้าหมู่บ้านกำลังจัดคนไปจับปลา หวังว่าจะจับได้เยอะ ๆ เผื่อจะได้แบ่งให้แต่ละบ้านได้หลังละสองสามตัว”
เหมียวอิ๋นฮวาอยากกินเนื้อ
แต่ก็ไม่ค่อยชอบกินเนื้อปลาเท่าไหร่
พวกเขาอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ หมู่บ้านทางตะวันตกก็มีบ่อเลี้ยงปลา ในบ่อมีปลาเฉาฮื้อ*[1]เลี้ยงอยู่ไม่น้อย ช่วงเทศกาลสำคัญ แต่ละครอบครัวจะได้รับส่วนแบ่งปลาคนละสองชั่ง
เนื้อปลามีกลิ่นคาว ไม่มีมัน ทั้งยังมีก้างเยอะ
ทุกคนจึงไม่ค่อยชอบกินสักเท่าไหร่
แต่อย่างไรมันก็เป็นเนื้อสัตว์
โดยทั่วไป ครอบครัวไหนที่ยากจนมักจะเอาปลาไปต้มกับเต้าหู้กิน
ทว่า ปลาต้มเต้าหู้ที่คนอื่นทำ กับปลาต้มเต้าหู้ที่เมิ่งว่านถังทำนั้นต่างกันมาก คนอื่นมักจะหั่นปลาเป็นชิ้นใหญ่ ๆ แล้วโยนลงหม้อ จากนั้นค่อยหั่นเต้าหู้ให้เป็นก้อน ๆ ใส่ลงไปต้มพร้อมกัน
ใส่เกลือนิดหน่อย ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
น้ำซุปจะมีรสชาติจืดชืด
ทั้ยังกลืนลงคออย่างลำบาก
“แบ่งให้ฉันสักตัวได้ไหม?”
เมิ่งว่านถังคิดว่าตอนไปตลาดครั้งนี้ เธอซื้อของกลับมาไม่น้อย รวมถึงไข่ไก่ 50 ฟองนั้นด้วย
ถึงแม้ว่าไข่ไก่จะฟังดูเยอะ แต่เอาเข้าจริง กินไม่กี่วันก็หมดลงแล้ว
ที่บ้านคนเยอะปานนั้น กินไข่ทุกเช้าก็ตกวันละ 5 ฟอง
สิบวันก็หมดพอดี
เหมียวอิ๋นฮวาพูดอย่างมั่นใจว่า “ยังไงก็ต้องได้ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบกินปลาหรอก แค่อยากไปช่วยจับปลาให้ครึกครื้นเฉยๆ พอถึงเวลาแบ่งก็ไม่อยากได้ พวกเขาบ่นว่าทำปลามันสิ้นเปลืองฟืน แถมยังทำให้หมอคาวไม่หายด้วย”
พวกผู้หญิงต่างกำลังถางหญ้าอยู่กลางทุ่งนา
เมิ่งว่านถังกับเหมียวอิ๋นฮวาถางหญ้าจากฝั่งนี้ไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วค่อยกลับมา
คนหนึ่งทำได้สามแปลง
ลู่เสี่ยวเยี่ยนเดินมาจดคะแนนงาน เมื่อเห็นเมิ่งว่านถังก็อดไม่ได้ที่จะมองอีกสองสามครั้ง
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!
เมิ่งว่านถังทำงานอย่างขยันขันแข็งมาทั้งวัน และได้รับคะแนนงานเต็มวัน
“หัวหน้าหมู่บ้านกำลังแบ่งปลากัน ถ้าพวกเธออยากได้ก็ไปรับได้เลยนะ” ลู่เสี่ยวเยี่ยนพูดจบก็เดินต่อไปข้างหน้า
เมิ่งว่านถังและเหมียวอิ๋นฮวาสบตากัน รีบเดินไปที่หน่วยทันที
ในลานบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านมีคนยืนอยู่ไม่น้อย
ข้างในมีอ่างใบใหญ่หลายใบ ในอ่างเหล่านั้นเต็มไปด้วยปลา ปลาพวกนั้นยังไม่ตาย ทั้งยังดิ้นพล่านอยู่ข้างใน
มีทั้งปลาเฉาฮื้อธรรมดา ปลาช่อน และปลาไน
ทุกคนไม่ค่อยชอบกินปลาไน เพราะมันมีกลิ่นคาวมากกว่า
“ปลาไนหนึ่งตัว ปลาช่อนหนึ่งตัว ปลาเฉาฮื้อหนึ่งตัว”
มีคนกำลังอธิบายอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับลงทะเบียนไปด้วย
แต่บางคนไม่อยากได้ปลาไน
เมิ่งว่านถังจึงรับมาทั้งสามตัว
เหมียวอิ๋นฮวาก็เช่นกัน
“ปลาไนนี่ไม่อร่อยเลย มีกลิ่นคาวดินด้วย” ถึงปากเหมียวอิ๋นฮวาจะพูดแบบนี้ แต่ก็ยังเสียดายจนไม่อยากปฏิเสธ
ครอบครัวของพวกเธอมีคนเยอะ แถมยังข้างยากจนอีก
คนอื่นไม่ชอบกินปลาไน แต่เธอต้องกิน
ถ้าเธอไม่กินปลาไน ก็จะไม่มีปลาอื่นให้กิน
เมิ่งว่านถังพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “พอกลับถึงบ้านแล้ว ก็จัดการปลาให้สะอาด เทเหล้าหวงจิ่วลงไปด้วยเพื่อดับกลิ่นคาว”
“พูดได้น่ากินจริง ๆ ถ้าฉันเทเหล้าหวงจิ่วลงไป คงไม่ได้กินปลาตัวนี้แน่ ๆ” เหมียวอิ๋นฮวาไม่อยากถูกแม่สามีด่าไปตลอดปีหรอกนะ
“...”
เมิ่งว่านถังเงียบไป
“งั้นก็เอาเส้นขาว ๆ ที่อยู่ข้างท้องปลาออก วิธีแบบนี้ก็ช่วยดับกลิ่นคาวได้เหมือนกัน”
เหมียวอิ๋นฮวาคิดรู้สึกว่าวิธีนี้น่าจะใช้ได้ “จัดการยังไง?”
“เธอมาที่บ้านฉัน เดี๋ยวฉันทำให้ดูก่อน คราวหลังจะได้ทำเองได้” เมิ่งว่านถังไม่ได้เป็นคนใจดีอะไร
เธอแค่ปฏิบัติดีต่อเพื่อนเพียงคนเดียวของตัวเองเท่านั้น
การดึงเส้นเอ็นออกเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ
เมิ่งว่านถังจัดการปลาไนก่อน ใช้มีดตีปลาให้สลบ แล้วค่อยผ่าท้อง
หลังจากจัดการเครื่องในเสร็จ ก็ดึงเส้นเอ็นออกมา
เหมียวอิ๋นฮวารู้สึกว่าตัวเองตาลายไปหมด เมิ่งว่านถังก็ดึงเส้นเอ็นออกมาหมดแล้ว
เธอถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าคำว่าตาดูมือไม่เป็นมันเป็นยังไง
“จำได้หรือยัง?”
เมิ่งว่านถังเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นใบหน้างุนงงของเหมียวอิ๋นฮวา
เมิ่งว่านถังเงียบไป
“ฉันจะทำให้ดูอีกครั้งนะ ดูให้ดี ๆ ล่ะ”
“ได้ ฉันจะตั้งใจดู”
สามนาทีต่อมา
เมิ่งว่านถังถาม “เข้าใจหรือยัง?”
เหมียวอิ๋นฮวายังคงทำหน้างง ๆ เหมือนเดิม “ช่างมันเถอะ ฉันขอกินปลาไนที่มีกลิ่นดินดีกว่า”
วันนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่จะได้กินปลาไนที่มีกลิ่นดินน้อยแบบนี้
เธอควรจะลิ้มรสชาติให้เต็มที่
เมื่อเห็นว่าปลาอีกสองตัวในกะละมังยังมีชีวิตอยู่ จึงโยนลงในอ่างน้ำที่ปลูกดอกบัวไว้ ปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักสองสามวัน
เธอล้างมือแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
ไม่เห็นกระโถนบนเตียง แต่กลับอยู่ที่พื้นข้าง ๆ เตียง
ข้างในยังสะอาดสะอ้าน
เมิ่งว่านถังขมวดคิ้ว “คุณลงจากเตียงเองใช่ไหม?”
ลู่ชิงเหยี่ยที่กำลังจะแก้ตัว “...”
“ไม่มีใครที่ไม่เคยป่วยหรอกนะ ในอนาคตถ้าคุณแก่ตัวลงแล้วเป็นอัมพาตต้องนอนติดเตียง แถมยังต้องใส่สายสวนปัสสาวะ คุณจะไม่เป็นลมไปเลยเหรอ?”
เมิ่งว่านถังโกรธมาก พูดจบก็ออกไปทำอาหาร
ดวงตาของลู่ชิงเหยี่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจ
เธอเผาบ้านเพื่อขอหย่าและบังคับเขาให้กลับมา พอตอนนี้เขากลับมาแล้ว เธอกลับไม่ยอมหย่า แถมยังคิดไปถึงเรื่องในอนาคตอีก
นี่คือเมิ่งว่านถังคนเดิมจริง ๆ เหรอ?
ปลาไนตัวใหญ่หนักประมาณห้ากิโลกว่า เมิ่งว่านถังคิดแล้วตัดสินใจที่จะทำปลาไนตุ๋นซอสเหล้าแดง
ปลาไนตุ๋นซอสเหล้าแดงมีรสชาติเข้มข้น สามารถกลบกลิ่นคาวที่หลงเหลืออยู่ได้
ถั่วฝักยาวที่เหมียวอิ๋นฮวาให้มายังเหลืออยู่ เธอหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วทำเนื้อสามชั้นตุ๋นถั่วฝักยาวอีกหนึ่งอย่าง พูดว่าตุ๋นก็ไม่เชิง แค่ผัดหมูสามชั้นให้สุกก่อน แล้วใส่ถั่วฝักยาวลงไปผัด ถ้าผัดถั่วฝักยาวไม่สุกอาจจะเป็นพิษได้ พลางเติมน้ำลงไปเล็กน้อย แล้วตุ๋นด้วยไฟอ่อน ๆ รอจนถั่วฝักยาวสุกดี จากนั้นก็ใช้ไฟแรงเคี่ยวจนน้ำงวดก็เป้นอันเสร็จ
อาหารทำเสร็จแล้ว
เด็ก ๆ ก็กลับมาถึงพอดี
“ล้างมือล้างหน้า แล้วยกโต๊ะมากินข้าว”
ทันทีที่เมิ่งว่านถังตะโกนบอก เจ้าตัวน้อยทั้งสามก็รีบวิ่งไปล้างมืออย่างว่าง่าย
พอวางอาหารทุกอย่างลงบนโต๊ะ ลู่ชิงเหยี่ยก็มองปลาไนตุ๋นซอสเหล้าแดงตัวใหญ่หนักกว่าห้ากิโล แล้วมองเมิ่งว่านถังอย่างตกตะลึง
เมิ่งว่านถังหัวเราะเยาะเบา ๆ แล้ววางตะเกียบลงบนโต๊ะ พูดว่า “ลู่ชิงเหยี่ย ในเมื่อบ้านเรามีอาหารแค่นี้ คุณก็อย่าคิดจะเอาไปให้พ่อแม่ตัวเองชิมเชียวนะ บ้านเขาก็มีปลาเหมือนกัน แล้วทำไมถึงไม่เห็นพวกเขาตักมาให้คุณกินบ้างล่ะ?”
เมิ่งว่านถังยังพูดไม่ทันจบ เสียงของพี่ชายคนโตของครอบครัวลู่ก็ดังมาจากหน้าประตู “น้องรอง อยู่บ้านไหม?”
[1] ปลาเฉาฮื้อ เป็นปลาตระกูลปลาตะเพียน หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อคือปลากินหญ้า