อากาศในเดือนเจ็ด ตะวันร้อนระอุยิ่งนัก อันเยว่ถูกแดดเผาจนหนังลอกเป็ชั้น ๆ ริมฝีปากแตก ความรู้สึกขาดน้ำทำให้นางรู้สึกร้อนเหมือนถูกไฟเผาทั้งร่าง หายใจลำบาก หัวใจและปอดคล้ายใกล้จะะเิ
ภายใต้สติที่เลอะเลือนพลันเห็นบุรุษรูปงามคนหนึ่งเดินผ่านหน้าไปอย่างเ็า และเข้าห้องไปโดยไม่เหลียวมองนางแม้สักนิด
กู่หยางเพิ่งเข้ามาในห้องก็ได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้นจากด้านหลัง หันกลับไปก็เห็นหญิงสาวหมดสติอยู่ที่พื้น เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้ารังเกียจ พร้อมคิดในใจ ไม่รู้ว่านางมีเล่ห์กลอะไรอีก
หลังจากวางของเขาก็ไปที่ห้องหนังสือ อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว ไม่รู้ว่าท้องฟ้ามืดครึ้มั้แ่เมื่อใด จากนั้นไม่นานฝนก็เทกระหน่ำ หลังจากที่หญิงสาวตื่นเพราะเปียกฝนก็กลับมาอยู่ในท่าคุกเข่าดังปกติอีกครั้ง
ทว่า ยืนหยัดได้ไม่นานก็ล้มลงอีกครา และหนนี้ไม่ฟื้นอีกเลย
กู่หยางใคร่ครวญอยู่สักครู่ว่าจะพานางไปส่งที่ห้องดีหรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่นางทำไว้เมื่อวานเขาก็ยกยิ้มอย่างเ็า จะสนใจนางทำไม ตาย ๆ ไปได้ยิ่งดี
ฝนตก
เซียวสิงเยี่ยนและคนอื่น ๆ กลับมาก่อนเวลา ทันทีที่เข้ามาในเรือนก็เห็นหญิงสาวล้มอยู่ท่ามกลางฝนที่ตกกระหน่ำ
หยูยวนมีสีหน้าตกตะลึง จากนั้นหัวเราะอย่างเ็า ‘เล่นงิ้วให้พวกเขาดูอยู่หรือ?’
เซียวสิงเยี่ยนก้าวไปข้างหน้าแล้วอุ้มนางขึ้นมา จากนั้นพาไปโยนลงบนเตียงของนาง
สีหน้าของซูจือฉือสับสน นึกไม่ถึงว่านางจะคุกเข่าอยู่ตลอดจริง ๆ นี่นางตั้งใจปรับปรุงตัวใหม่จริง ๆ หรือกำลังเล่นงิ้วกันแน่?
ตกลงว่าเขาสามารถเชื่อนางดูสักหนได้หรือไม่?
อันเยว่ป่วยเพราะต้องลมเย็น นางมีไข้ขึ้นสูงและไม่ลดลงเลย ยามนี้เป็ไข้จนสติเลอะเลือน
ตอนที่ซูจือฉือมาเยี่ยม นางกอดแขนเขาไว้และเอาแต่ร้องไห้ นางขอร้องไม่ให้เขาจากไปและละเมอไม่หยุด บอกว่าไม่มีใครรักนาง ทุกคนเกลียดนาง ยิ่งร่ำไห้ก็ยิ่งเสียใจและสิ้นหวัง
อันเยว่หลับไปสองวันและเป็ไข้จนใกล้โง่ แต่นางรู้อยู่แก่ใจว่ายามที่นางป่วย คนที่มาเยี่ยมนาง ป้อนโอสถและอาหารให้นางล้วนเป็ซูจือฉือ
เขาดีกับนางไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม นางก็จะจดจำมันไว้ในใจ
“ดื่มยา” ซูจือฉือส่งถ้วยโอสถให้นาง
อันเยว่มองบุรุษตรงหน้าอย่างจริงจังด้วยดวงตาแดงก่ำ น้ำเสียงของนางแหบแห้ง “จือฉือ ขอบใจ ต่อไปข้าจะดีกับเ้าเป็สองเท่า”
ซูจือฉือเก็บสีหน้าน้อย ๆ แต่ไม่พูดอะไร คำพูดของนางไม่มีความน่าเชื่อถือใด ๆ เลยสักนิด
อันเยว่นอนจนถึงเย็น อาหารที่ซูจือฉือนำมาส่งให้วางอยู่บนหัวเตียง ซึ่งนางไม่ได้แตะมันเลย ยามนี้นางกำลังมองชายคาบ้านอย่างใจลอย มีบางอย่างที่จำเป็ต้องทำในตอนนี้
แม้ว่าในตอนนี้นางไม่สามารถหย่าพวกเขา และไม่อยากทำให้พวกเขาโกรธ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้พวกเขากำเริบเสิบสานในอาณาบริเวณของนางเช่นกัน!
ซูจือฉือบอกว่าอันเยว่มีธุระจะคุยกับพวกเขา หลังจากรับประทานอาหารและเก็บของเสร็จ บุรุษทั้งหลายต่างก็รออยู่ที่ห้องโถง และสงสัยว่านางจะเล่นลูกไม้อะไรอีก
เมื่ออันเยว่มาถึงห้องโถงก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจที่เห็นทุกคนอยู่กันครบ จากนั้นนางจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ข้ารู้ว่าทุกคนที่นี่เป็บุรุษที่โตแล้ว ไม่ชอบคนไร้ยางอายและคนต่ำทรามอย่างข้า”
เซียวสิงเยี่ยนนึกรังเกียจ นี่นางคิดจะทำอะไรอีก?
หยูยวนรู้สึกสนใจ เ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว
กู่หยางไม่รู้ว่านางจะทำอะไร หลังจากทุบตีนางในครานั้น เมื่อเจอนางครั้งที่สองก็เหมือนว่าความรู้สึกที่นางให้กับผู้คนนั้นเปลี่ยนไป
ซูจือฉือมองนางอยู่เงียบ ๆ เพื่อรอให้นางกล่าวต่อ
“ข้าเองก็ไม่อยากพูดไร้สาระกับพวกเ้า ไม่ว่าพวกเ้ามีเจตนาใดก็ตามถึง้าอาศัยอยู่ที่เรือนของข้า เข้าทะเบียนบ้านของข้า นับแต่นี้เราจะต่างคนต่างอยู่ เพียงแต่ในเมื่อทุกคนอาศัยอยู่ที่เรือนของข้า เช่นนั้นเรามาคิดบัญชีกันให้ชัดแจ้ง ข้าเองมิได้้าอะไรจากพวกเ้ามาก นอกจากจือฉือ พวกเ้าทุกคนต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละห้าตำลึงเงิน มิเช่นนั้นก็ไสหัวไป ข้าจะหย่าพวกเ้า เพราะข้าปรนนิบัติไม่ไหว” อันเยว่พูดจบพลันรู้สึกตัวเบาหวิว สบายใจยิ่งนัก!
เหล่าบุรุษล้วนมีสีหน้าแตกต่างกันออกไป
หยูยวนเลิกคิ้วเล็กน้อย หางเสียงของเขามีความไพเราะ “อันเยว่ เ้าเป็ภรรยาของพวกเรานะ”
อันเยว่ยิ้มอย่างเจิดจรัส “เช่นนั้นพวกเ้านอนกับข้าไหมล่ะ? พวกเ้าไม่มีแม้กระทั่งคุณธรรมและความสามารถขั้นต่ำในการเป็สามี แล้วเหตุใดข้าต้องยอมพวกเ้า แค่ข้าไปที่หอคณิกาชายและจ่ายเงิน คณิกาชายที่นั่นก็จะปรนนิบัติจนข้าสบายใจ!”
ดวงตาของเซียวสิงเยี่ยนลุกเป็ไฟ เขาะโเสียงดัง “อันเยว่ เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
กู่หยางเหลือบมองนางอย่างเย็นเยียบ “เ้าหมายความว่าเราเทียบไม่ได้กับคณิกาชายอย่างนั้นรึ?”
อันเยว่พยักหน้ายิ้มแย้ม “ยังดีที่คุณชายรู้จักข้อบกพร่องของตัวเอง จากนี้ไปข้ากับพวกเ้าต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”
“ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกันรึ?” หยูยวนยิ้มอย่างสนใจ “อันเยว่ แต่ก่อนเ้าทำเื่เลว ๆ ไปตั้งเท่าไร เราสะสางเื่ยุ่ง ๆ ให้เ้าไปตั้งเท่าไร จะมาลบออกทั้งหมดง่าย ๆ แบบนี้หรือ?”
“อ้อ คุณชายหยูไม่อยากขีดเส้นความสัมพันธ์กับข้า และอยากกวนใจข้าต่อสินะ?” อันเยว่หัวเราะอย่างหยาบคาย “นึกเสียดายข้าแล้วสิ?”
หยูยวนสะกดความโกรธ เขาสะบัดชายเสื้อผละจากไปทันที “อันเยว่ ไปปลดเบาแล้วดูสารรูปตัวเองหน่อยเถอะ!”
อันเยว่หัวเราะอย่างไม่เกรงกลัว จากนั้นนางเลิกคิ้วมองคนที่เหลือ “พวกเ้าล่ะ? นึกเสียดายภรรยาอย่างข้าด้วยไหม?”
กู่หยางไม่เอ่ยอะไร เขาคร้านเกินกว่าจะมองนางด้วยซ้ำ จึงยืนขึ้นแล้วจากไป
เซียวสิงเยี่ยนโกรธไปทั้งตัว “อันเยว่ นี่เ้าพูดเองนะ ต่อไป ต่อให้เ้าตายอยู่ข้างนอกก็จะไม่มีใครเก็บศพให้เ้าเช่นกัน”
“คุณชายเซียวไม่ต้องเป็ห่วง ต่อให้เ้าตายข้าก็ยังไม่ตาย เพราะข้าคือความหายนะพันปี” อันเยว่มองดูใบหน้างามที่ดำทะมึนของเซียวสิงเยี่ยน ก็รู้สึกมีความสุขและสบายใจอย่างยิ่ง!
ซูจือฉือเห็นว่าทุกคนไปแล้วจึงตามไปเช่นกัน
ทันใดนั้นอันเยว่ยื่นมือออกไปดึงชายเสื้อของเขาแล้วเงยหน้าส่งยิ้มหวาน “จือฉือ เมื่อสักครู่ข้าด่าพวกเขา ไม่รวมเ้าอยู่ในนั้น เ้าอยากปฏิบัติกับข้าอย่างไรก็ทำอย่างนั้นเถอะ ต่อให้เ้าฆ่าข้าก็ไม่มีปัญหา”
จือฉือมองนาง “ทำไมข้าต้องฆ่าเ้า?”
“ก็แค่ยกตัวอย่าง จือฉือ ต่อไปข้าจะทำดีกับเ้าคนเดียว” อันเยว่มองเขาอย่างจริงใจ
ซูจือฉือขมวดคิ้ว เขาดึงชายเสื้อแล้วสลัดนางทิ้งก่อนก้าวเท้าจากไป
นับั้แ่อันเยว่บอกว่าต่างคนต่างอยู่ ทั้งสามคนก็เริ่มถอยออกมาเพื่อรอดูเื่ตลก คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จะสามารถยืนหยัดเกินสามวันได้อย่างไร?
หลังจากพูดออกไปแล้ว และอันเยว่ก็ไม่ใช่คนนั่งงอมืองอเท้า ในเมื่อ์มอบโอกาสให้นางมีชีวิตอีกครั้ง เพราะฉะนั้นนางต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุดถึงจะถูกต้อง
กำลังจะออกไปสำรวจภูมิประเทศรอบ ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องะโ “ น้องเยว่ ข้าได้ยินมาว่าเกิดเื่ขึ้นที่เรือนของเ้า!”
ได้ยินเสียงก่อนที่จะเห็นตัวคนเสียอีก ทว่าเสียงนี้กลับทะลุทะลวงยิ่งนัก อันเยว่ที่เดินออกมาจากห้องปีกก็เห็นซูจือฉือเดินออกมาจากอีกห้อง
ทั้งสองสบตากัน ความรังเกียจในสายตาของซูจือฉือชัดเจนมาก และกำลังมองอันเยว่อย่างซับซ้อน
อันเยว่เองก็ตกอยู่ในสภาพเหงื่อท่วมศีรษะ นางยังไม่ได้ผ่อนคลายและครุ่นคิดว่าเ้าของร่างเดิมนี้ไม่ใช่คนดีจริง ๆ มีเพื่อนฝูงกเฬวรากมากมาย และผู้ที่มาใหม่ก็เป็หนึ่งในนั้น
สตรีร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ใบหน้าอัปลักษณ์คนหนึ่งเดินเข้ามา ทุกก้าวย่างเนื้อกายสั่นกระเพื่อม
นางแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูซึ่งทำจากผ้าดิ้นเงินดิ้นทองทั้งด้านนอกและด้านใน เม็ดเหงื่อไหลลงมาจากมวยผมงดงามของนาง คิ้วทรงดาบที่หนาขนาดเท่านิ้วมือหนึ่งคู่แนบติดอยู่กับโหนกคิ้ว นางอ้วนท้วนจนดวงตาเบียดกันเหมือนเมล็ดถั่วเขียวก็มิปาน
นางกลอกตาไปมา จากนั้นเดินตรงไปหาซูจือฉือ