เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 63 จิตวิญญาณขยะในตำนาน

            งูน้อยบิดกายเล็กๆ ของมัน แล้วอ้าปากกว้างเพื่อดูดหมอกสีดำเข้าไปในปาก

             “กลืนกิน”

            หลินเฟิงรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของจิตวิญญาณตัวเองจิตวิญญาณงูน้อยในตอนนี้กำลังกลืนกินหมอกสีดำ

            เมื่อหมอกสีดำเข้าไปในร่างของงูน้อย ร่างกายของมันก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น

            หนวดจำนวนมากมายเริ่มโจมตีไปที่งูน้อยแต่ทว่าเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหนวดพวกนั้นได้กลายเป็นอาหารของงูน้อยพวกมันถูกดูดเข้าไปในท้องของงูน้อยอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลินเฟิงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

            สัตว์อสูรปีศาจระดับจิตวิญญาณตนนั้น กระทั่งตัวหลินเฟิงเองก็ยังไม่สามารถทำอะไรมันได้และคงทำได้เพียงนอนรอให้มันดูดกลืนลมปราณของเขาจนกว่าจะแห้งตายไปเท่านั้นซึ่งหลินเฟิงก็ไม่คาดคิดว่างูน้อยที่ถูกเรียกว่าจิตวิญญาณขยะจะยอมเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรก?!

            ดูเหมือนใบหน้าที่ดุร้ายในเงามืดนั่นจะรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกตินัยน์ตาของมันได้เปล่งประกายในความมืดขึ้นมา

            ทันใดนั้นหนวดจำนวนนับไม่ถ้วนและหนวดที่รัดร่างของหลินเฟิงก็ได้ปล่อยตัวของเขาออกและพุ่งไปหางูน้อยแทน

            “ฮู้ว...”

            หลินเฟิงจ้องมองอย่างตกตะลึง ท่าทางของงูน้อยดูเหมือนจะตื่นเต้นมากปากของมันขยายออกกว้างเพื่อกลืนกินหมอกสีดำและหนวดอย่างไม่สิ้นสุด

            และดูเหมือนกับว่าเพียงแค่นี้จะยังไม่เพียงพอสำหรับมันร่างกายของงูน้อยเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมหนึ่งฉื่อ[1] จนตอนนี้ได้เพิ่มความยาวเป็นหลายสิบฉื่อ มันดูคล้ายงูหลามที่หิวโซและพร้อมที่จะกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

            สัตว์อสูรลึกลับส่งเสียงกรีดร้องอย่างโมโหขึ้นมา ไม่ว่าจะพยายามโจมตีงูน้อยอย่างไรแต่สุดท้ายร่างของมันก็ยังคงถูกกลืนกินเป็นอาหารอยู่ดี

            ร่างของหลินเฟิงเบาขึ้นเมื่อสัตว์อสูรลึกลับปล่อยเขาก่อนจะกลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำเพื่อหลบหนีแทน 

            “ฟ่อ!!!” งูยักษ์ส่งเสียงคำรามใส่สัตว์อสูรลึกลับอย่างโกรธเกรี้ยวก่อนที่ร่างของมันจะพุ่งทะยานเข้าไปหาหมอกสีดำอย่างรวดเร็ว และอ้าปากกว้างเพื่อดูดกลืนหมอกสีดำนั่นต่อจากนั้นงูน้อยก็กลับมาอยู่ข้างกาย

            ร่างของงูยักษ์ค่อยๆ เล็กลงจนกลายเป็นงูน้อยเพียงแต่ว่าความยาวของมันกลับเพิ่มขึ้นถึง 3 ฉื่อ[2] จากนั้นมันก็ขดตัวอยู่ที่ไหล่ของหลินเฟิงและหลับไป

            “กลืนไปแล้วงั้นเหรอ?”

            ดวงตาของหลินเฟิงเบิกกว้าง หมอกสีดำจางหายไปหมดสิ้นแม้กระทั่งสัตว์อสูรปีศาจเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

            นี่ นี่… คือจิตวิญญาณขยะอย่างนั้นหรือ?

            มุมปากของหลินเฟิงกระตุกขึ้นเล็กน้อย และทันใดนั้นเองพลังมหาศาลก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในร่างของเขาหลินเฟิงรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ในสมองมีแต่เสียงดังอื้ออึงจนฟังไม่ได้ศัพท์จากนั้นร่างกายของเขาก็ร่วงลงสู่พื้นและหมดสติไป

            ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลินเฟิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆก็พบว่าที่นี่คือถ้ำของสัตว์อสูร         

            “ตูม!!!”

            ทันใดนั้นหลินเฟิงก็ดีดตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความตื่นตระหนก

            เร็วเท่าความคิด หลินเฟิงเรียกจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ออกมาทันใดนั้นทุกอย่างรอบๆ ตัวก็เปลี่ยนเป็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น คัมภีร์แห่งสวรรค์เปล่งประกายเจิดจ้าขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศ

            ในขณะเดียวกันจิตวิญญาณงูน้อยก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้มันมีขนาด3 ฉื่อ ร่างกายของมันดูจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆและยังคงขดตัวนอนหลับอยู่บนไหล่ของหลินเฟิงอย่างสนิทสนม

            จิตวิญญาณนักรบคู่!

            ในตอนนั้นเองสิ่งที่ทำให้หลินเฟิงรู้สึกตื่นตกใจนั่นก็คือด้านหลังของเขาได้ปรากฏกลุ่มเงาขึ้นมา มันเป็นใบหน้าที่ดูเย็นชาและมีดวงตาสีดำอันมืดมิด

            “สัตว์อสูรลึกลับ”         

            หลินเฟิงพลันสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ทำไมกัน?! ไม่ใช่ว่าสัตว์อสูรลึกลับตนนั้นถูกงูน้อยของเขากลืนกินไปหมดแล้วหรือ??? หรือว่า... มันจะกลายเป็นจิตวิญญาณของเขา?!

            จิตวิญญาณดวงที่สาม!!!

            ผู้ฝึกยุทธ์ที่ครอบครองจิตวิญญาณนักรบคู่ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์และเป็นพรสวรรค์ชั้นยอดอีกด้วย ซึ่งในทวีปเก้าสวรรค์บุคคลเช่นนี้มีน้อยมากเรียกได้ว่าหนึ่งในล้าน แต่หลินเฟิงก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีจิตวิญญาณดวงที่สามอยู่ด้วย

            จิตวิญญาณดวงที่สาม... เขาไม่สามารถแพร่งพรายออกไปได้ มิเช่นนั้นผู้คนจะตื่นตกใจ

            เมื่อหลินเฟิงแบมือออก ลมปราณสีขาวก็ปรากฏขึ้นมาที่ใจกลางฝ่ามือของเขาลมปราณที่กะพริบเดี๋ยวเข้มเดี๋ยวจางบนฝ่ามือ อัดแน่นไปด้วยพลังที่แข็งแกร่ง

            “ความแข็งแกร่งของข้าได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 แล้ว?”

            หลินเฟิงรู้สึกเหมือนสมองของเขากำลังลัดวงจรอยู่ทันทีที่เขาเรียกจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ออกมา ถึงแม้ว่าจะสามารถรักษาสภาวะสงบนิ่งนี้ได้แต่ก็ยังคงตื่นตกใจอยู่ดี สิ่งที่เกิดขึ้นกับหลินเฟิงมันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

            ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย ขณะที่กำลังครุ่นคิด

            “ดูเหมือนว่าเจ้างูน้อยจะสามารถกลืนกินสัตว์อสูร และทำให้มันกลายเป็นจิตวิญญาณของข้าได้นอกจากนี้มันยังดูดซับพลังส่วนหนึ่งของสัตว์อสูรปีศาจมาเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้กับข้า”

            หลินเฟิงสรุปสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา

            จิตวิญญาณขยะ?

            จิตวิญญาณขยะที่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะ กลับมีพลังฝืนชะตาลิขิตฟ้าได้ หากผู้คนเหล่านั้นได้รู้ว่าเขามีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งและทรงพลังเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะแสดงสีหน้าอย่างไร?

             “เฮ้อ รอดตายอย่างหวุดหวิดจริงๆ”

            หลินเฟิงเรียกจิตวิญญาณกลับเข้ามาพลางถอนหายใจยาวตอนนี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่โชคดีที่สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นแล้วหลินเฟิงก้มหน้าลงเพื่อครุ่นคิดบางอย่าง ทันใดนั้นคำคำหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

            “กลืนสวรรค์… ‘กลืนสวรรค์’ เป็นชื่อที่ดี” หลินเฟิงพึมพำกับตัวเองเบาๆขณะที่คิดชื่อของจิตวิญญาณงูน้อยอยู่ในใจ เขาจะตั้งชื่อจิตวิญญาณงูน้อยตัวนี้ว่า ‘จิตวิญญาณกลืนสวรรค์’

            “ม่อเสีย หากข้า… หลินเฟิงไม่ได้ฆ่าเจ้า ข้าสาบานว่าจะขอไม่เป็นคนอีกต่อไป!!!”

            เมื่อหลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาก็รู้สึกถึงกลิ่นอายที่สกปรกไหลเข้ามาในร่างมันเป็นกลิ่นอายของสัตว์อสูรปีศาจ 

            หลินเฟิงกวาดสายตามองรอบๆ นี่เป็นถ้ำของสัตว์อสูร จึงทำให้เขารู้สึกอึดอัด

             หลินเฟิงก้าวเท้าออกจากถ้ำ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของหลินเฟิงก็คือผืนป่าที่ถูกเหยียบย่ำโดยสัตว์อสูรและอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์อสูรปีศาจ ขณะที่หลินเฟิงกำลังยืนอยู่นั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินกำลังสั่นสะเทือนอยู่ บางครั้งเขาก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรปีศาจดังมาจากที่ไกลๆ

            “ดูเหมือนว่าคลื่นสัตว์อสูรจะยังดำเนินอยู่”

            หลินเฟิงรู้ได้ทันทีว่าการโจมตีของคลื่นสัตว์อสูรยังไม่สิ้นสุดหลังจากที่เขาถูกสัตว์อสูรลึกลับจับตัวมาก็ยังมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งตัวอื่นอยู่ในหุบเขาเฮยเฟิงอย่างแน่นอน

            หลินเฟิงปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ออกมาดวงตาของเขาพลันเยือกเย็นและลึกล้ำ ประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกยกระดับขึ้นทุกการเคลื่อนไหวภายในรัศมีหลายสิบลี้นี้ได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา         

            ขณะเดียวกันได้มีหมอกลอยขึ้นมาจากฝ่าเท้าของหลินเฟิงและปกคลุมร่างของหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวร่างของเขาก็เข้าไปอยู่ในหมอกไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้ กระทั่งไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นคนหรือปีศาจ

            นี่เป็นความสามารถที่หลินเฟิงได้มาจากจิตวิญญาณสัตว์อสูรลึกลับ พลังของมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและไม่มีใครสามารถมองเห็นร่างที่แท้จริงของมันได้ที่หลินเฟิงสามารถดึงพลังมาใช้ได้อย่างง่ายดายนั่นก็เป็นเพราะว่าสัตว์อสูรปีศาจลึกลับได้กลายเป็นจิตวิญญาณของเขาแล้ว

            ภายในหุบเขาเฮยเฟิง มีแต่สัตว์อสูรออกอาละวาด และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงก็ยังมีสัตว์อสูรจำนวนมากมีแม้กระทั่งกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่ทรงพลังต่อจากนี้หลินเฟิงต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น เขาจึงใช้ความสามารถใหม่ในการปลอมตัว

            หลินเฟิงวิ่งตามหลังคลื่นสัตว์อสูรไปเพราะคลื่นสัตว์อสูรจะพากันไปอออยู่ที่ปากทางเข้าของหุบเขาเฮยเฟิงอย่างแน่นอน

            หมอกสีดำที่ปกคลุมร่างของหลินเฟิงทำให้เขาดูเหมือนสัตว์อสูรปีศาจลึกลับตนนั้น

            เมื่อหลินเฟิงวิ่งผ่านสัตว์อสูรปีศาจที่อ่อนแอ พวกมันก็จะหมอบอยู่กับพื้นและส่งเสียงครวญครางออกมาวัฏจักรของสัตว์อสูรปีศาจก็เหมือนกับสังคมของมนุษย์ที่ผู้อ่อนแอจะกลายเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า 

            พวกสัตว์อสูรปีศาจระดับจิตวิญญาณส่วนใหญ่ก็พากันหลีกเลี่ยงหลินเฟิง ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรลึกลับตนนี้น่าจะอยู่ระดับจิตวิญญาณขั้นที่5 ขึ้นไป ไม่อย่างนั้นสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณก็คงไม่หวาดกลัวขนาดนี้

            “ภายในหุบเขาเฮยเฟิง ช่างน่ากลัวยิ่งนัก”         

             เมื่อได้เข้ามาในส่วนลึกของหุบเขาเฮยเฟิงหลินเฟิงก็เริ่มตระหนักถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของมัน นึกถึงก่อนหน้านี้ที่เขาอยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณและเข้ามาล่าสัตว์อสูรปีศาจในหุบเขาเฮยเฟิง ตอนนั้นยังคิดว่าทุกอย่างดูง่ายดายไปเสียหมดแต่ความจริงแล้ว เขายังไม่ได้สัมผัสถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของมันต่างหากถ้าหากมีสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณโจมตีพวกเขาในตอนนั้นแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

            บางทีในสายตาของสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณ ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวกดังนั้นพวกมันจึงไม่สนใจพวกเขา ก็เหมือนกับที่เขาไม่เห็นสัตว์อสูรปีศาจทั่วๆ ไปอยู่ในสายตา

             “นี่เป็นโอกาสดี ทำไมข้าไม่สังหารสัตว์อสูรปีศาจบางส่วนเพื่อเก็บเกี่ยวแกนอสูรล่ะ?!”

            หัวใจของหลินเฟิงเต้นแรงขึ้น สัตว์อสูรปีศาจทั่วๆ ไปไม่อาจเทียบกับสัตว์อสูรระดับจิตวิญญาณได้พวกมันสามารถดูดซับหยวนชี่ฟ้าดิน จนก่อให้เกิดแกนอสูรที่ล้ำค่าและมีสรรพคุณเป็นอย่างมากถ้าหากนำพวกมันไปแลกเม็ดยาหรืออาวุธล่ะก็อาจจะได้เม็ดยาชั้นยอดกับอาวุธที่ทรงพลังก็ได้ นอกจากนี้ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งสามารถชะล้างกลิ่นอายที่ชั่วร้ายในแกนอสูรได้และดูดซับลมปราณที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแกนอสูรเพื่อเพิ่มพลังในการบ่มเพาะ

            เม็ดยาชั้นยอดจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็วแม้กระทั่งสมานกระดูกที่แตกหักได้ และยังได้ยินมาว่ามีเม็ดยาที่สามารถทำให้คนฟื้นจากความตายได้

            อาวุธที่ดีจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งในการโจมตี และการป้องกันของผู้ฝึกยุทธ์ได้ 

            สิ่งเหล่านี้สามารถใช้แกนอสูรแลกเปลี่ยนมาได้ ดังนั้นในทวีปเก้าสวรรค์จึงมีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากออกล่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเพื่อเก็บแกนอสูร

            หลินเฟิงก็พอจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นยากจนมากขนาดไหนนอกจากดาบอ่อนของผู้อาวุโสเป่ยและเม็ดยาที่ผู้อาวุโสคงให้มาเขาก็ไม่มีของล้ำค่าอะไรเลย

     

     

     

    ……………………………………………………………………………………………………………….

            หมายเหตุ

            [1] หนึ่งฉื่อ เท่ากับ10 นิ้ว

            [2] 3 ฉื่อ เท่ากับ 30 นิ้ว 

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน