เส้นทางสู่ฉางอัน ริมแม่น้ำเว่ย
วันที่ยี่สิบสามของการเดินทาง เช้าถึงเย็น
วันที่ยี่สิบสามเริ่มต้นด้วยหมอกบางที่ลอยออกมาจากแม่น้ำเว่ยในยามเช้าตรู่
ไม่ใช่หมอกหนาที่บดบังการมองเห็น แต่เป็หมอกเบาที่ทำให้แนวต้นหลิวสองข้างฝั่งดูเหมือนภาพวาดที่ยังไม่แห้งดี ขอบของทุกสิ่งนุ่มลงเล็กน้อย สีเขียวของใบหลิวเข้มขึ้นในความชื้น และผิวน้ำสะท้อนท้องฟ้าสีครามอ่อนที่กำลังสว่างขึ้นทีละนิด
เว่ยหันเฉินขี่หวงเจินนำหน้าในจังหวะสม่ำเสมอ
เมื่อวานเขาหันกลับไปเพื่อเรียกฉินเย่เข้ามาพูดคุย นั่นเป็การตัดสินใจที่เขาคิดแล้วคิดอีกั้แ่เห็นชายคนนั้นในห้องอาหารของโรงเตี๊ยม ข้อดีของการยอมรับการมีอยู่ของฉินเย่มีมากกว่าการแกล้งทำเป็ไม่เห็น เพราะถ้าเว่ยเชาส่งสักขีพยานมา การปิดกั้นข้อมูลเพียงทำให้เว่ยเชาไม่ไว้วางใจ และในสถานการณ์ที่พวกเขา้าให้ผู้าุโอันดับสามเลือกฝั่งที่ถูกต้อง ความไว้วางใจมีคุณค่ามากกว่าการปิดลับ
แต่ก็ยังไม่ไว้ใจ
ฉินเย่เดินตามอยู่ที่ระยะสองร้อยก้าวตามที่ตกลงกัน ไม่ใกล้กว่า ไม่ไกล กว่า เหมือนผู้ชายที่เคยทำงานที่ต้องรักษาระยะห่างมาตลอดชีวิต
เช้านั้นระหว่างพักริมน้ำสักชั่วโมงหลังออกเดินทาง ซูหลิงเยิ่นฝึกวงปราณน้ำต่อ
เธอนั่งบนก้อนหินที่ยื่นออกมาเหนือน้ำเล็กน้อย หลับตา มือวางบนเข่าในท่าที่เธอคุ้นชินแล้ว วงปราณน้ำค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นรอบตัวเธอในเวลาไม่ถึงสิบวินาที เร็วกว่าวันแรกที่ต้องใช้เวลาเกือบนาที
เว่ยหันเฉินยืนอยู่ห่างออกไปสักสี่ก้าว สังเกตโดยไม่พูด
ปราณน้ำที่ล้อมรอบเธอนั้นวนในจังหวะที่สม่ำเสมอกว่าเดิม ไม่สั่น ไม่กระตุก เหมือนกระแสน้ำที่รู้จักทางของมันแล้ว เมื่อวานรักษาได้สี่สิบสองนาที วันนี้เขาอยากเห็นว่าจะถึงห้าสิบหรือเปล่า
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสังเกตมากกว่าตัวเลขคือคุณภาพ
วงปราณน้ำของเธอเริ่มมีชั้นในตัวเอง ไม่ใ่เรียบแบนอีกต่อไป แต่มีความลึกในแบบที่บอกว่าปราณกำลังเรียนรู้วิธีรักษาตัวเอง รักษาตัวเองโดยที่ผู้สร้างไม่ต้องดูแลทุกส่วน
นั่นคือสัญญาณของฮวนปราณที่เริ่มทำงานร่วมกับทักษะที่ฝึกมา ไม่ใช่แค่อยู่เคียงกัน
"ห้าสิบห้า" หลิวซานนับเบา ๆ จากที่เขานั่งอยู่ริมลำธาร ตาจ้องอยู่ที่น้ำ ราวกับนับโดยไม่ตั้งใจ
วงปราณน้ำสั่นครั้งเดียวแล้วค่อย ๆ สลาย
ซูหลิงเยิ่นลืมตา
"ห้าสิบห้านาทีค่ะ" เธอพูดเอง ไม่ถามว่าเขาจะบอกผล
"รู้ตัวด้วย" เว่ยหันเฉินพูด "เมื่อวานรู้ตัวตอนสี่สิบสอง วันนี้รู้ตัวตอนห้าสิบห้า"
"ข้ารู้สึกว่าถ้าไม่นับก็อาจรักษาได้นานกว่านี้ค่ะ" เธอพูดพลางยืดตัว "การนับทำให้ส่วนหนึ่งของจิตใจออกมาจากการฝึก"
"ถูกต้อง" เว่ยหันเฉินพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยใช้ "วันพรุ่งนี้ไม่ต้องนับ ฝึกจนรู้สึกว่าพอ"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า
หลิวซานยกกระบอกชาขึ้นดื่ม "คุณหนูก้าวหน้าเร็วมากครับ สองสัปดาห์กับการฝึกที่ท่านเว่ยให้ทำได้ในระดับที่ปกติต้องใช้เวลาหลายปี"
"ฮวนปราณช่วยค่ะ" เธอพูดเรียบ ๆ "ข้าไม่ได้ดีขึ้นเร็วกว่าคนอื่น แค่ปราณของข้ามันเรียนรู้ไปด้วยในเวลาเดียวกัน"
"ความแตกต่างนั้นสำคัญมากครับ"
เธอคิดตามคำพูดนั้นในขณะที่เก็บอุปกรณ์ฝึก
"หลิวซาน ท่านฝึกปราณมาั้แ่เด็กในสำนักไท่อวี้ไหม?" เธอถาม
"ั้แ่สิบสี่ครับ ก่อนหน้านั้นเรียนดาบธรรมดากับพ่อ" หลิวซานพูด "แต่ต่างจากท่านเว่ยที่เข้าสำนักั้แ่เล็กกว่า ท่านเว่ยอยู่ในสำนักนานกว่าสิบสองปี"
เธอมองเว่ยหันเฉินที่กำลังผูกสัมภาระบนหลังหวงเจิน
"สิบสองปีของการฝึกในสำนักที่ดีที่สุด" เธอพูดเงียบ ๆ "แล้วอีกสิบปีในโลกที่ไม่มีอะไรให้ฝึกนอกจากการอยู่รอด"
เว่ยหันเฉินไม่หัน แต่มือที่ผูกเชือกหยุดชั่วขณะ
"สองสิ่งนั้นฝึกคนละอย่าง" เขาพูดในที่สุด "สำนักสอนวิธีใช้พลังให้ถูกต้อง สิบปีหลังสอนวิธีรู้ว่าเมื่อไหรควรใช้และเมื่อไหรไม่ควร"
"และอันไหนสำคัญกว่า?"
เขาผูกเชือกเสร็จ ขึ้นหวงเจิน
"ถามหลังจากทุกอย่างจบแล้ว"
เที่ยงวัน
ถนนริมแม่น้ำเว่ยกว้างขึ้นจนพอให้เกวียนสองคันแล่นสวนกันได้สบาย รอยล้อเกวียนบนดินชัดเจน เสียงชาวบ้านที่ทำงานในนาข้าง ๆ ทางดังขึ้น และที่ขอบทางเป็ครั้งแรก ป้ายบอกทางสลักตัวอักษรว่า "ฉางอัน — สิบสองลี้" ปักอยู่ที่แยกถนน
สิบสองลี้ไม่ใช่สิบสองวัน แต่ลี้ในป้ายนั้นคือลี้จากชุมชนนี้ถึงชุมชนถัดไป และยังต้องผ่านอีกหลายชุมชนก่อนจะถึงฉางอันจริง ๆ
แต่การเห็นชื่อเมืองในป้ายเป็ครั้งแรกทำให้บางอย่างเปลี่ยนไป
ซูหลิงเยิ่นเดินช้าลงเล็กน้อยเมื่อผ่านป้ายนั้น มองตัวอักษรสองตัวบนแผ่นไม้ที่กาลเวลาทำให้เข้มขึ้น
"ฉางอัน" เธอพูดออกมาเบา ๆ เหมือนพูดคุ้นตัวเองกับชื่อนั้น
"ยังอีกสิบเอ็ดวัน" เว่ยหันเฉินพูดจากหลังม้า
"รู้ค่ะ" เธอเดินต่อ แต่ก้าวที่กลับมาเดินนั้นมีบางอย่างที่ต่างออกไปเล็กน้อย ไม่ใช่ความเร็ว แต่เป็น้ำหนักในก้าว
เหมือนคนที่รับรู้ว่าปลายทางเริ่มจะมีตัวตนแล้ว ไม่ใช่แค่แิในหัวอีกต่อไป
หยุดพักกลางวันใต้ต้นสนขนาดใหญ่ที่ร่มเงากว้างพอสำหรับสามคน กินเสบียงที่ซื้อมาจากร้านค้าริมทางโดยไม่แวะนานพอให้ใครจดจำหน้าได้
ฉินเย่หยุดห่างออกไปสองร้อยก้าวตามที่ตกลงกัน นั่งลงข้าง ๆ กองหินเล็กที่ขอบถนน หยิบเสบียงของตัวเองออกมากิน ไม่มองมาทางพวกเขา
"เขาวางตัวดีมากครับ" หลิวซานพูดเบา ๆ "สองร้อยก้าวพอดีทุกครั้ง ไม่เคยผิด"
"คนที่ทำงานสืบข่าวมานานจะรู้จักระยะโดยสัญชาตญาณ" เว่ยหันเฉินพูด
"ท่านไว้ใจเขาขึ้นบ้างไหมครับ หลังจากที่เขาเดินตามมาทั้งวันโดยไม่ทำอะไรผิดข้อตกลง?"
"ไม่ไว้ใจขึ้น แต่ระวังลดลงเล็กน้อย" เว่ยหันเฉินพูดตรง "ความต่างนั้นสำคัญ"
ซูหลิงเยิ่นฟังการสนทนาในขณะที่กินขนมปัง แล้วพูดขึ้นมาโดยไม่ถูกถาม
"ลุงข้าชอบทำเพลง"
ทั้งสองหันมามองเธอ
เธอไม่หัน มองออกไปที่ทุ่งนาข้าง ๆ ที่ลมพัดต้นข้าวระลอกช้า ๆ
"แปลกใช่ไหมคะ ช่างทำเครื่องเขินที่ชอบทำเพลง" เธอพูดต่อ "ข้าจำได้ว่าตอนเล็ก ๆ มีครั้งหนึ่งที่ลุงมาเยี่ยมบ้าน นำขลุ่ยมาด้วยหนึ่งอัน เล่นให้ฟังตอนเย็น ข้าจำไม่ได้ว่าเป็เพลงอะไร แต่จำเสียงได้ รู้สึกเหมือนเสียงนั้นทำให้ห้องกว้างขึ้น"
"ท่านเคยพบลุงบ่อยไหมครับ?" หลิวซานถาม
"สามครั้งค่ะ" เธอพูด เสียงเรียบแต่มีน้ำหนักในตัวเลขนั้น "ครั้งแรกตอนข้าอายุเจ็ด ครั้งที่สองตอนอายุสิบสอง และครั้งสุดท้ายตอนแม่ป่วย ลุงเดินทางมาจากฉางอัน นั่งอยู่ข้าง ๆ แม่เกือบทั้งคืน แล้วก็กลับไปก่อนฟ้าสาง"
"แม่กับลุงใกล้ชิดกันไหม?" เว่ยหันเฉินถาม
"ใกล้ชิดในแบบที่คนที่รักกันแต่อยู่ห่างกันนาน ๆ จะเป็ค่ะ" เธอตอบ เป็คำตอบที่ฟังดูเหมือนเธอเคยคิดเื่นี้มาแล้ว "พวกเขาไม่ค่อยพูดเมื่ออยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีระยะห่าง เหมือนสองคนที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบาย"
ลมพัดต้นข้าวในนาอีกระลอก
"ลุงรู้ว่าแม่หายไปไหน?" เว่ยหันเฉินถามเงียบ ๆ
"ข้าเขียนจดหมายบอกว่าแม่เสียชีวิตและข้าต้องออกจากหนานก่างก่อนออกเดินทาง" เธอตอบ "แต่ไม่รู้ว่าเขาได้รับหรือเปล่า จดหมายนั้นฝากกับพ่อค้าขายผ้าที่เขาบอกว่าจะผ่านฉางอัน"
"ถ้าลุงได้รับจดหมาย เขาจะรอเ้าอยู่หรือเปล่า?" เว่ยหันเฉินถาม
ซูหลิงเยิ่นคิดอยู่นาน
"ข้าคิดว่ารอค่ะ" เธอพูดในที่สุด "ลุงเป็คนที่รอได้เสมอ นั่นคืออีกสิ่งหนึ่งที่ข้าจำได้ เขาไม่เคยรีบและไม่เคยทิ้งใครกลางคัน"
ทั้งสองนิ่งรับคำพูดนั้น
แล้วหลิวซานก็พูดเบา ๆ "ถ้างั้นผมจะตรวจสอบให้ดีมากเป็พิเศษครับ คนที่รอมานานไม่ควรเจอกับอันตรายในวันที่เขารอมาถึง"
ซูหลิงเยิ่นมองหลิวซาน ในดวงตามีบางอย่างที่อ่อนโยนขึ้น "ขอบคุณค่ะ"
บ่ายวันนั้น เว่ยหันเฉินเริ่มพูดเื่แผนการเข้าเมืองอย่างละเอียดเป็ครั้งแรก
พวกเขาเดินเรียงกัน เว่ยหันเฉินขี่ม้านำหน้าในระดับที่ต่ำลงเล็กน้อยเพื่อให้พูดกับสองคนข้างล่างได้สะดวก
"ฉางอันมีประตูเมืองหกแห่ง" เขาเริ่ม "ประตูหลักทางใต้ใหญ่ที่สุด มีการตรวจสอบหนักสำหรับนักเดินทางที่ไม่คุ้นหน้า ประตูตะวันออกและตะวันตกสำหรับพ่อค้า ตรวจสินค้ามากกว่าตรวจคน ประตูเหนือเล็กที่สุด ส่วนใหญ่ใช้โดยชาวบ้านในแถบนั้น"
"เราเข้าทางไหน?" ซูหลิงเยิ่นถาม
"ประตูตะวันออก" เว่ยหันเฉินพูด "ย่านลุงเ้าอยู่ทางตะวันออกอยู่แล้ว การเข้าทางนั้นไม่ทำให้ดูผิดปกติสำหรับคนที่มาค้าขาย"
"แต่ถ้าสมาพันธ์ฯ วางคนไว้ที่ประตูทุกแห่ง?" หลิวซานถาม
"ก็วาง แต่จำนวนคนที่ผ่านประตูตะวันออกในหนึ่งวันนั้นมาก" เว่ยหันเฉินพูด "คนที่ประตูไม่สามารถจดจำหน้าได้ทุกคน นอกจากมีภาพวาดหน้า ซึ่งสมาพันธ์ฯ อาจมีสำหรับซูหลิงเยิ่นแต่อาจไม่มีสำหรับผมและหลิวซาน"
"เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปบ้างได้ไหมครับ?" หลิวซานถาม
"เปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนท่าเดิน ผ้าพันรอบศีรษะสำหรับซูหลิงเยิ่นเพื่อบังส่วนหนึ่งของหน้า" เว่ยหันเฉินพูด "ไม่ใช่การปลอมตัวอย่างสมบูรณ์ แต่เพียงพอที่จะทำให้ไม่ตรงกับลักษณะที่จำได้ในทันที"
"และหวงเจิน?" ซูหลิงเยิ่นถาม มองม้าสีน้ำตาลที่เธอชื่นชอบ
"ม้าต้องปล่อยไว้ที่คอกม้าข้างนอกเมืองก่อนเข้า" เว่ยหันเฉินพูด ไม่มีความลังเลในคำตอบ "ม้าเป็สิ่งที่จดจำได้ง่าย โดยเฉพาะม้าที่มีลักษณะเฉพาะ"
ซูหลิงเยิ่นมองหวงเจินอีกครั้ง แล้วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม แต่เว่ยหันเฉินสังเกตว่ามือของเธอลูบแผงคอม้าอย่างเบา ๆ ก่อนที่เธอจะถอนมือออก
เย็นนั้นหยุดพักค้างคืนที่ชุมชนขนาดกลางที่มีโรงเตี๊ยมดีกว่าคืนก่อน มีห้องพักชั้นบนสี่ห้อง อาหารมีทางเลือกมากกว่า และเ้าของเป็หญิงวัยกลางคนที่ไม่สนใจลูกค้ามากนักตราบใดที่จ่ายเงินตรงเวลา
หลังอาหาร เว่ยหันเฉินเรียกสามคนมาคุยที่โต๊ะมุม พร้อมกับแผนที่มือที่เขาวาดขึ้นมาบนผ้าขาว ใช้ถ่านดำวาดเค้าโครงย่านตะวันออกของฉางอันจากความทรงจำ
"ผมเคยอยู่ในฉางอันสองครั้ง" เขาพูดขณะวาด "ครั้งแรกตอนยังอยู่ในสำนัก ครั้งที่สองเมื่อสี่ปีที่แล้วในฐานะคนรับจ้างทั่วไป ย่านตะวันออกไม่ได้เปลี่ยนมากนักในรอบสิบปี"
เขาวาดเส้นตัดกันเป็ตารางคร่าว ๆ ใส่จุดที่เป็สัญลักษณ์ตามจุดสำคัญ
"ประตูตะวันออก ตลาดเช้า ร้านขายยาใหญ่ที่คนในย่านรู้จัก วัดเก่าที่มีลานกว้าง และถนนสายรองที่วนออกได้หลายทาง"
"ร้านเครื่องเขินของลุงข้าอยู่ตรงไหนคะ?" ซูหลิงเยิ่นถาม
"ยังไม่รู้ที่แน่นอน รู้แค่ว่าอยู่ในย่านตะวันออก หลิวซานต้องสืบก่อนเข้า" เว่ยหันเฉินพูด
หลิวซานพยักหน้า "ผมเข้าก่อนหนึ่งวันครับ วันที่ท่านทั้งสองรอที่คอกม้านอกเมือง ผมจะสืบตำแหน่งร้าน ตรวจสอบสภาพ และหาเส้นทางหนีออกฉุกเฉิน"
"ฉุกเฉิน?" ซูหลิงเยิ่นถาม
"ถ้าบ้านลุงไม่ปลอดภัย ต้องมีที่พักสำรอง" หลิวซานพูดเรียบ ๆ "ผมรู้จักคนในฉางอันสองสามคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกปราณ พอจะฝากค้างคืนได้โดยไม่ถามมาก"
"ดี" เว่ยหันเฉินพูด แล้วชี้ที่แผนที่อีกจุด "นอกจากนั้น มีเื่ห้องกุญแจ"
ซูหลิงเยิ่นและหลิวซานฟังตั้งใจ
"อาจารย์ใหญ่เซี่ยวเทียนหลงสร้างสถานที่ซ่อนไว้ที่ฉางอัน แต่ผมไม่รู้ตำแหน่งแน่นอน ผมรู้แค่ว่ามันอยู่ใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า 'หอคอยเก่าในย่านตะวันออก' ซึ่งผมคิดว่าคือหอดูดาวเก่าที่ถูกทิ้งร้างมาหลายสิบปีแล้ว"
"ท่านรู้เื่หอดูดาวนั้นได้อย่างไรครับ?" หลิวซานถาม
"อาจารย์ใหญ่บอกในคืนที่มอบคัมภีร์และผลึกให้" เว่ยหันเฉินพูด น้ำเสียงเรียบแต่มีบางอย่างที่หนักกว่า "ท่านบอกว่า 'หาหอคอยที่คนลืมแต่ฟ้าจำ แล้วนำผลึกสองเม็ดมารวมกัน ส่วนที่เหลือปราณของเธอจะนำทาง'"
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่ครู่ "ปราณของข้า?"
"ท่านพูดถึงเ้าก่อนที่เราจะพบกัน" เว่ยหันเฉินพูด "ท่านรู้ว่าจะมีคนที่มีสายเืเทียนชิงเม่ยและฮวนปราณ และท่านออกแบบห้องกุญแจให้้าปราณลักษณะนั้นในการเปิด"
"แปลว่าถ้าไม่มีข้า ห้องกุญแจเปิดไม่ได้" ซูหลิงเยิ่นพูดเงียบ ๆ ไม่ใช่คำถาม
"ใช่"
"และนั่นคือเหตุผลที่กวนหยูและหยูเทียน้าตัวข้า ไม่ใช่แค่เพื่อใช้สายเืในพิธีกรรมส่วนตัว แต่เพื่อเปิดห้องที่อาจมีสิ่งที่ขวางกั้นพวกเขาอยู่"
เว่ยหันเฉินมองเธอ ในดวงตามีการยืนยันที่เขาไม่พูดออกมา แต่ก็ชัดเจนพอที่จะไม่ต้องพูด
"ท่านรู้เื่นี้มาตลอดค่ะ" เธอพูด ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็การตรวจสอบ
"รู้บางส่วน ส่วนที่เหลือเพิ่งเข้าใจใน่สองสามวันที่ผ่านมา" เขาพูดตรง "เื่ฮวนปราณนั้นผมเพิ่งค้นพบเมื่อตรวจปราณเ้าในตอนที่อยู่ในป่า เื่ที่ห้องกุญแจ้าปราณลักษณะนั้นผมเพิ่งเชื่อมโยงเมื่อคืน"
หลิวซานนั่งฟังอยู่ในความเงียบที่สงวน
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ รับข้อมูลนั้นโดยไม่แสดงว่าโกรธหรือโล่งใจ เพียงแต่รับมัน
"แล้วอย่างไรต่อไปค่ะ?"
"เราต้องไปถึงหอดูดาวก่อนที่กวนหยูหรือหยูเทียนจะรู้ว่าเราอยู่ในเมืองแล้ว" เว่ยหันเฉินพูด "นั่นคือสาเหตุที่หลิวซานต้องเข้าไปก่อนหนึ่งวัน เพื่อวางเส้นทางที่หลีกเลี่ยงจุดที่คนของสมาพันธ์ฯ อาจประจำการอยู่"
"และฉินเย่?" ซูหลิงเยิ่นถามถึงชายที่ยังเดินตามมาอยู่
"เขาจะทำตามข้อตกลง เข้าแยกต่างหาก" เว่ยหันเฉินพูด "ถ้าเว่ยเชา้าสักขีพยาน ให้เขาเห็นผลลัพธ์ ไม่ใช่กระบวนการ"
หลังการประชุมสั้น ๆ หลิวซานออกไปจัดการม้าและสัมภาระ ซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่ที่โต๊ะเพิ่มอีกสักพักโดยไม่ขยับออกไป
เว่ยหันเฉินม้วนแผนที่ผ้าขาวเก็บ
"ท่านเว่ย" เธอพูด
"อะไร"
"ข้ากลัวค่ะ" เธอพูดเงียบ ๆ เสียงเรียบและตรง ไม่มีการอ้อมค้อม "ไม่ใช่กลัวการต่อสู้หรือกลัวอันตราย แต่กลัวว่าข้าจะเปิดห้องกุญแจแล้วพบว่าตัวเองทำไม่ได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง"
เว่ยหันเฉินหยุดม้วนผ้า
"อธิบายต่อ"
"อาจารย์ใหญ่ออกแบบห้องนั้นสำหรับคนที่มีปราณลักษณะเฉพาะ" เธอพูด "ข้ามีลักษณะนั้น แต่ข้าไม่รู้ว่าแค่มีก็พอหรือต้องควบคุมมันได้ในระดับที่เฉพาะเจาะจงด้วย"
"ความกลัวที่สมเหตุสมผล" เว่ยหันเฉินพูด "แต่เ้าคิดถึงมันในทิศทางผิด"
"อย่างไรค่ะ?"
"เ้ากลัวว่าตัวเองไม่พอเพียงสำหรับงานที่ถูกกำหนดไว้" เขาพูด "แต่คนที่กำหนดงานนั้นคืออาจารย์ใหญ่ที่เห็นล่วงหน้ามาหลายสิบปี ท่านเลือกสายเืนี้เพราะรู้ว่ามันจะพอเพียง"
"ท่านอาจคาดผิดได้"
"ท่านคาดผิดได้" เว่ยหันเฉินยอมรับ ไม่ปฏิเสธ "แต่ถ้าคิดแบบนั้น เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะเดินต่อไปั้แ่ต้น"
เธอนิ่งกับคำพูดนั้น
"ดังนั้น?" เธอถาม
"ดังนั้นเดินต่อไป แล้วค่อยรู้เมื่อถึงหน้าประตู" เขาพูดเรียบ ๆ "ความกลัวล่วงหน้าไม่ได้เตรียมเ้า มันแค่กินพลังงาน"
ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขา สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความหนักเป็บางอย่างที่เบากว่า ไม่ใช่ความโล่งใจ แต่เป็การยอมรับ
"ท่านพูดแบบนี้กับตัวเองบ้างไหมคะ? เื่ที่ท่านเองก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหมในฉางอัน"
เว่ยหันเฉินเก็บผ้าแผนที่ใส่กระเป๋า ลุกขึ้น
"ทุกคืนนับั้แ่สำนักพัง"
คืนนั้นก่อนนอน เว่ยหันเฉินออกไปยืนที่ระเบียงชั้นสอง มองดูถนนด้านล่างที่เงียบสงัดในยามดึก โคมไม้ที่หน้าร้านค้าริมทางบางดวงยังลุกอยู่ บางดวงดับแล้ว
เขาเห็นฉินเย่นั่งอยู่ที่ม้านั่งหินเล็ก ๆ ข้างร้านน้ำชาที่ปิดแล้ว ชายคนนั้นไม่ได้มองขึ้นมาที่ระเบียง แค่นั่งมองถนน มือถือกระบอกชาเย็นอยู่ในมือ
เว่ยหันเฉินยืนอยู่บนระเบียงโดยที่ฉินเย่อาจมองเห็นหรือไม่เห็นก็ได้ในความมืดนั้น
ชายสองคนที่อยู่ในเมืองเดียวกัน รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน แต่ไม่ได้เป็ศัตรูและก็ยังไม่ใช่พันธมิตร เป็สภาวะที่เว่ยหันเฉินคุ้นชินดี มันเป็สภาวะของโลกที่เขาอยู่มาตลอดสิบปี สภาวะที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน
แต่ที่ฉางอัน ขอบเขตจะต้องชัดขึ้น
เขาหันกลับเข้าห้อง นอนลงบนเตียงที่แข็งแต่สะอาด
ในหัวยังมีภาพของอาจารย์ใหญ่ในคืนนั้น ร่างผอมที่ตั้งตรงในแสงโคมดวงเดียว มือยื่นกล่องไม้สองกล่องออกมา
"ผลึกสีขาวสำหรับท่าน ผลึกสีทองสำหรับเธอ นำมารวมกันเมื่อถึงเวลา"
"เมื่อไหรจะถึงเวลา อาจารย์?"
"เมื่อท่านพบเธอ ท่านจะรู้เอง"
เว่ยหันเฉินหลับตา
สิบเอ็ดวัน
และในสิบเอ็ดวันนั้น คำตอบที่เขารอมาสิบปีจะรออยู่ในหอดูดาวที่คนลืมแต่ฟ้าจำ
รุ่งเช้า ขณะที่เดินออกจากโรงเตี๊ยม ซูหลิงเยิ่นหยุดอยู่ที่ขั้นบันได
มองออกไปที่ถนนที่เริ่มมีผู้คน พ่อค้าแม่ค้าวางของ เด็กวิ่งเล่น ชาวนาพาควายออกไปทุ่ง ชีวิตธรรมดาที่ดำเนินต่อไปโดยไม่รู้ว่ามีเื่ราวใดซ่อนอยู่ในการเดินทางของนักเดินทางสามคนที่ออกจากโรงเตี๊ยมในตอนเช้า
หวงเจินยืนรออยู่ที่คอกม้า ม้าสีน้ำตาลที่เธอตั้งชื่อให้เมื่อหลายวันก่อน หันหัวมาเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้
เธอลูบแผงคอม้าอีกครั้ง
"เราจะฝากท่านไว้ที่คอกม้านอกเมืองก่อน" เธอพูดกับม้าเบา ๆ "ไม่นาน"
ม้าถูหัวเข้ากับแขนของเธอในแบบที่มันทำมาตลอดการเดินทาง
เว่ยหันเฉินยืนอยู่ห่างออกไปสองก้าว มองดูการอำลาสั้น ๆ นั้นโดยไม่เร่ง
"หวงเจินจะโอเคค่ะ" ซูหลิงเยิ่นพูดเหมือนบอกตัวเอง "ม้าที่ฉลาดแบบนี้ดูแลตัวเองได้"
"ใช่" เว่ยหันเฉินพูด
เธอหันมาและพบว่าเขามองเธออยู่ด้วยสายตาที่เธอเริ่มอ่านออกแล้วว่าหมายความว่าอะไร ไม่ใช่แค่สีหน้าเรียบ แต่เป็สีหน้าเรียบที่มีบางอย่างข้างหลัง
บางอย่างที่เขายังไม่พร้อมตั้งชื่อ
เธอไม่พูดถึงมัน เพียงพยักหน้าและเดินต่อ
ขบวนออกเดินทางในเช้าวันที่ยี่สิบสาม และห่างออกไปสองร้อยก้าวข้างหลัง ฉินเย่ตามมาในจังหวะที่สม่ำเสมอ
สิบเอ็ดวัน