# บทที่ 34 — ภาพลวงเหนือบ่อน้ำกำเนิด
ภาพในกระจกดำขยายใหญ่ขึ้นเหนือบ่อน้ำกำเนิด
แม้ประตูห้องหัวใจบัวปิดกั้นเสียงส่วนใหญ่ แต่ผิวน้ำที่สะท้อนภาพทำให้โม่เฉินเห็นด้านนอกได้เป็นช่วง ๆ เขาเห็นเสิ่นเยว่โหรวโปรยผงโอสถสีเขียวเงินลงบนผิวน้ำ เห็นป้าผู้อาวุโสตั้งวงยันต์แดงดำรอบสระ และเห็นศิษย์คุ้มกันหลายคนยืนห่างออกไปด้วยสีหน้าลังเล
ภาพลวงของหน้ากากทองยังฉายอยู่เหนือพวกเขา
ในภาพนั้น ซูหวั่นเอ๋อร์กำลังกดตราเจ้าสำนักลงบนตะปูดำ ลั่วชิงเสวี่ยจับมันไว้สองมือ ส่วนโม่เฉินยืนอยู่ด้านหลังเหมือนกำลังสั่งให้ทุกคนถอนผนึก
มันไม่ใช่แค่ภาพปลอม
มันเป็นภาพที่เลือกตัดเอาการกระทำจริงบางส่วนมาบิดให้กลายเป็นข้อหา
หากคนภายนอกเห็นเพียงชั่วครู่ พวกเขาอาจเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในห้องหัวใจบัวกำลังทำสิ่งต้องห้ามจริง ๆ
“มันใช้ความจริงเป็นเนื้อ ใช้คำโกหกเป็นกระดูก” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว “จึงแก้ด้วยการปฏิเสธอย่างเดียวไม่ได้”
“ต้องให้คนเห็นส่วนที่มันซ่อน” โม่เฉินตอบ
สตรีชุดขาวมองภาพเหนือผิวน้ำ ดวงตานางนิ่งกว่าก่อนหน้า “กระจกดำจะสะท้อนสิ่งที่ผู้ควบคุมต้องการให้เห็น แต่ทุกภาพต้องยึดกับสิ่งจริงหนึ่งอย่าง ไม่เช่นนั้นน้ำกำเนิดจะไม่ยอมให้มันฉายผ่านสระ”
“สิ่งจริงคืออะไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
หญิงชุดขาวชี้ไปยังรอยร้าวบนกระจกที่เห็นผ่านช่องประตู “เลือดของผู้สั่งการ และพลังจากตะปูดำ”
ชายหน้ากากทองยอมให้เลือดของตนหยดลงกับกระจกตอนทำลายสายสำรอง นั่นทำให้ภาพลวงแข็งแรงขึ้น แต่ก็ทำให้เขาทิ้งร่องรอยไว้กับมันด้วย
โม่เฉินหันไปมองเส้นด้ายโอสถที่ข้อมือ เขาไม่อาจพูดกับเสิ่นเยว่โหรวตรง ๆ ผ่านประตูหนา แต่ภาพจากบ่อน้ำยังเป็นหน้าต่างที่ทั้งสองฝ่ายมองเห็นกันได้
เขายกมือให้เห็นชัด แล้วชูนิ้วสองนิ้วตามด้วยหนึ่งนิ้ว
เสิ่นเยว่โหรวมองจากอีกฟากของภาพ นางนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหยิบขวดหยกสองใบกับเข็มเงินหนึ่งเล่มออกมาวางบนขอบสระ
นางเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร: สองสิ่งที่ใช้แยกเลือดจากพลัง และเข็มหนึ่งเล่มเพื่อตรึงร่องรอยไว้
“เจ้าสื่อสารกับนางด้วยนิ้วมือ?” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ไม่ใช่ครั้งแรกที่หมอรู้ว่าคนไข้กำลังดื้อ” เขาตอบ
“ครั้งนี้ข้าไม่ได้เห็นความเกี่ยวข้อง”
“เพราะเจ้าดูเฉพาะปลายทาง”
“ถ้าพวกเจ้าจะเถียงกัน” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว “รอให้ประตูไม่สั่นก่อน”
ทันทีที่นางพูดจบ ประตูหินก็ถูกกระแทกอีกครั้ง รอยร้าวบนบานหินขยายเป็นเส้นยาว แสงทองจากตราเจ้าสำนักไหลเข้ารอยแตกเพื่อประคองมัน แต่เห็นได้ชัดว่าซูหวั่นเอ๋อร์ไม่อาจคุมทั้งประตู ทั้งตะปู และทั้งภาพลวงพร้อมกันนานนัก
“เขาใช้พลังมากขึ้น” สตรีชุดขาวกล่าว “หากประตูเปิด เขาจะไม่ต้องพึ่งกระจกอีก”
“แล้วเหตุใดเขายังไม่เข้ามา” โม่เฉินถาม
นางมองเส้นแสงสีเงินที่ปกคลุมธรณีประตู “เพราะตะปูหมุนไปหนึ่งชั้นแล้ว คนที่เคยขโมยสิทธิ์ไม่อาจก้าวผ่านได้โดยไม่ถูกหัวใจบัวต่อต้าน เขาจึงต้องทำให้เราเปิดจากด้านใน หรือทำลายประตูให้สิทธิ์เดิมพังทั้งหมด”
คำตอบนั้นชัดเจนพอให้เห็นแผนของศัตรู เขาไม่ต้องชนะด้วยกำลังในทันที เขาเพียงทำให้ทั้งสำนักเข้าใจว่าซูหวั่นเอ๋อร์และลั่วชิงเสวี่ยกำลังทำลายผนึก แล้วบีบให้คนด้านนอกโจมตีหรือเปิดทางเข้ามาเอง
“อย่าให้ฝ่ายนอกแตะประตู” โม่เฉินพูด แล้วดึงเส้นด้ายโอสถสามครั้งติดกัน
เสิ่นเยว่โหรวเห็นสัญญาณ นางหันไปพูดกับป้าผู้อาวุโสอย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสไม่ลังเล นางยกมือสั่งให้ศิษย์คุ้มกันถอยออกจากขอบสระทันที และวางยันต์เพิ่มอีกแปดแผ่นเป็นวงกว้างแทนที่จะล้อมประตูโดยตรง
“นางเชื่อเจ้า” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว
“นางเชื่อว่าเสิ่นเยว่โหรวอ่านอาการคนไม่พลาด” โม่เฉินตอบ “ต่างกัน”
“เจ้าชอบตอบแบบนี้กับทุกคนหรือ”
“เฉพาะคำถามที่อยากได้คำชมแทนคำตอบ”
ลั่วชิงเสวี่ยปรายตาใส่เขา แต่ครั้งนี้นางไม่ได้โต้กลับ เพราะผิวน้ำในภาพเริ่มเปลี่ยนสี
เสิ่นเยว่โหรวหยดน้ำยาจากขวดแรกลงไป มันกระจายเป็นวงสีเขียวอ่อน แล้วนางปักเข็มเงินลงกลางวง แทนที่จะโจมตีเงากระจก นางกำลังตรึง “ชีพจร” ของภาพนั้นไว้
ขวดที่สองถูกเปิดตามมา กลิ่นของน้ำค้างตะวันลอยผ่านผิวน้ำ แม้ภาพไกลเกินจะส่งกลิ่นถึงห้อง แต่โม่เฉินจำแสงสีทองอ่อนที่ไหลจากมันได้
“นางจะทำอะไร” สตรีชุดขาวถาม
“ใช้ของจริงแยกสิ่งปลอม” ซูหวั่นเอ๋อร์ตอบแทน “น้ำค้างตะวันตอบสนองต่อรอยผนึก แต่ไม่รับคำสั่งจากกระจกดำ”
น้ำค้างตะวันสัมผัสผิวน้ำ เงาของพวกเขาในภาพลวงสั่นไหวก่อน สิ่งที่คนภายนอกเห็นเริ่มผิดเพี้ยนจากคำกล่าวหา ลั่วชิงเสวี่ยในภาพไม่ได้จับตะปูดำอีกต่อไป แต่กำลังใช้หยกกุญแจเปิดรอยสลัก ซูหวั่นเอ๋อร์ไม่ได้ใช้ตราทำลายผนึก หากกำลังปกป้องประตูจากเส้นดำ
แล้วภาพของชายหน้ากากทองก็ปรากฏขึ้นในกระจก
ไม่เห็นใบหน้าใต้หน้ากาก แต่เห็นมือขวาที่เปื้อนเลือดกำกระจกดำอยู่ เห็นเส้นเงาหลายเส้นพุ่งจากกระจกเข้าโจมตีประตู และเห็นรอยสลักครึ่งดอกบัวกลับด้านใต้ฝ่าเท้าของเขา
ศิษย์คุ้มกันด้านนอกเริ่มขยับตัว สีหน้าลังเลกลายเป็นตกใจ ป้าผู้อาวุโสยกมือสูง เป็นคำสั่งชัดเจนว่าไม่มีใครแตะบ่อน้ำ และให้ทุกคนจับตาคนสวมหน้ากากแทน
“ภาพจริงชนะแล้วหรือ” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“แค่ชนะภาพแรก” โม่เฉินตอบ
รอยยิ้มของหน้ากากทองไม่ปรากฏให้เห็น แต่เขาคงรู้ว่ากระจกถูกย้อน เพราะแรงกระแทกที่ประตูหยุดลงทันที
ความเงียบกินเวลาสั้นกว่าลมหายใจเดียว
จากนั้นภาพเหนือบ่อน้ำก็แตกออกเป็นกระจกเล็กนับสิบแผ่น พวกมันไม่ได้ฉายห้องหัวใจบัวอีกต่อไป แต่ฉายสถานที่ต่างกันทั่ววังบุปผามาร—คลังโอสถ ทางเดินด้านตะวันตก ลานกระบี่ และหอหลอมเก่า
ในทุกภาพ มีเงาดำสายหนึ่งค่อย ๆ คลานออกจากรอยผนึกบนพื้น
ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิดส่งเสียงผ่านผนังหิน คราวนี้ไม่ได้กระซิบ หากหนักแน่นจนผิวน้ำในภาพสั่นเป็นวง
“ผนึกรองสี่จุดไม่ใช่ประตูใหม่ มันคือเส้นเลือดของหัวใจบัว หากเงาดำแตะครบทุกจุด ตะปูคุมใจบัวจะหมุนกลับได้โดยไม่ต้องมีผู้ถือสิทธิ์”
“มันทำให้เราติดอยู่ตรงนี้ แล้วใช้สำนักทั้งสำนักหมุนตะปูแทน” ซูหวั่นเอ๋อร์พูด
“ใช่”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเข้าใจเหตุผลที่หน้ากากทองยอมเสียภาพลวงครั้งแรก เขาไม่ได้หวังให้ทุกคนเชื่อคำกล่าวหาไปตลอด เพียงต้องการเวลาสร้างความลังเลให้ฝ่ายสำนักแบ่งกำลัง และทำให้ผนึกรองทั้งสี่มีช่องว่างพอรับเงาดำ
ภาพจากคลังโอสถแสดงให้เห็นศิษย์สองคนถือคบเพลิงวิ่งเข้าไปใกล้รอยผนึก ป้าผู้อาวุโสตะโกนสั่งผ่านแผ่นหยกสื่อสาร แต่เสียงของนางไปไม่ถึงภาพทั้งหมดในคราวเดียว
“เจ้าสำนัก” โม่เฉินหันไปหา ซูหวั่นเอ๋อร์ “ตราเจ้าสำนักส่งคำสั่งผ่านผนึกหลักได้หรือไม่”
“ได้ หากผนึกหลักยังไม่ถูกตัด แต่ตอนนี้ข้าใช้มันคุมประตูอยู่”
“ไม่ต้องส่งคำสั่งยาว แค่คำเดียว”
นางมองเขา “คำใด”
“ห้ามแตะรอยเงา ให้คุมพื้นที่และรอฝ่ายกฎหมาย”
“มันไม่พอให้หยุดทุกคน”
“มันพอให้คนที่ยังเชื่อเจ้าสำนักไม่ทำสิ่งที่หน้ากากทองอยากให้ทำ”
ซูหวั่นเอ๋อร์นิ่งคิดเพียงชั่วครู่ ก่อนหมุนตราเจ้าสำนักในฝ่ามือ แสงทองที่เคยกระจายอยู่รอบประตูถูกดึงกลับมารวมเป็นเส้นเล็ก ๆ เพียงเส้นเดียว นางปล่อยให้รอยร้าวบนบานหินขยายขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับพลังที่ต้องใช้ส่งคำสั่ง
“ทุกคนในวังบุปผามาร” เสียงของนางไม่ได้ดังจากปาก แต่สะท้อนผ่านผิวน้ำ กระจกแตก และแผ่นหยกสื่อสารตามจุดต่าง ๆ “ห้ามแตะผนึกเงา ห้ามทำลายภาพด้วยกำลัง ตั้งวงคุมพื้นที่ รอคำสั่งจากฝ่ายกฎหมาย”
น้ำเสียงสงบนิ่งของนางไม่มีคำอธิบาย ไม่มีความตื่นตระหนก จึงทำให้คำสั่งนั้นหนักกว่าการตะโกนเตือนหลายเท่า
ในภาพคลังโอสถ ศิษย์สองคนหยุดมืออย่างลังเลก่อนถอยออกจากรอยเงา ที่ทางเดินตะวันตก คนคุ้มกันเริ่มตั้งวงผนึกตามคำสั่ง ส่วนหอหลอมเก่า เจียงอวี้หลานปรากฏในภาพพร้อมแผ่นตราฝ่ายกฎหมาย นางมาถึงเร็วเกินกว่าที่โม่เฉินคาดไว้
“นางอยู่หอหลอมอยู่แล้วหรือ” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“คงไปตรวจกล่องโลหะกับดัก” โม่เฉินตอบ เขานึกถึงหลักฐานที่พวกเขาเคยทิ้งไว้ตรงนั้น “ถ้าใครรับมือผนึกเงาโดยไม่เผลอแตะมัน เจียงอวี้หลานทำได้”
ราวกับได้ยินชื่อของตน เจียงอวี้หลานในภาพคุกเข่าลงข้างรอยเงา ใช้แผ่นตรวจผนึกส่องจากระยะไกล แทนที่จะปิดมัน นางส่งเส้นแสงฟ้าบาง ๆ วนรอบขอบรอยดำ แล้วให้คนของนางปักหลักทั้งสี่ทิศ
เงาดำใต้หอหลอมพยายามเลื้อยออกไป แต่ถูกวงแสงฟ้าตรึงไว้ มันไม่หายไป ทว่าขยับไม่ได้
“หนึ่งจุดถูกตรึงแล้ว” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกล่าว
“แค่หนึ่ง” สตรีชุดขาวพูด “อีกสามจุดยังขยับ”
เสิ่นเยว่โหรวในภาพไม่ได้ยืนดูนาน นางเก็บขวดน้ำค้างตะวัน แล้วใช้เข็มเงินเล่มเดิมปักลงบนเส้นด้ายโอสถที่เชื่อมกับโม่เฉิน ปลายเข็มส่องแสงขาว ก่อนแสงนั้นแยกเป็นสี่เส้นไหลออกไปบนผิวน้ำ
“นางกำลังใช้ชีพจรของเจ้าตามเงา?” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“น่าจะใช้รอยตอบสนองของน้ำกำเนิด” โม่เฉินตอบ เขารู้สึกได้ว่าเส้นด้ายที่ข้อมือดึงเบา ๆ สี่ครั้งไม่พร้อมกัน แต่ละแรงชี้ไปตามภาพคนละด้าน “เงาทั้งสี่เชื่อมกับตะปู ผ่านน้ำกำเนิด เหมือนหมอจับชีพจรคนไข้จากเส้นเดียว”
เสิ่นเยว่โหรวเงยหน้าขึ้นมองภาพ นางยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก จากนั้นชี้ไปทางภาพลานกระบี่
จุดนั้นไม่ใช่เพียงรอยเงาที่เคลื่อนเร็วที่สุด มันคือจุดเดียวที่ทำให้หยกกุญแจของลั่วชิงเสวี่ยตอบสนอง
“นางบอกว่ามันคือจุดหลัก” โม่เฉินกล่าว
“เพราะมรดกของข้า?” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“เพราะศัตรูใช้มรดกของเจ้าเป็นคานงัดตะปู” สตรีชุดขาวตอบ “หากเปิดลานกระบี่ได้ ผนึกเก่าที่คุมหัวใจบัวจากด้านบนจะถูกตัด เขาจะไม่ต้องบุกผ่านประตูนี้อีก”
ลั่วชิงเสวี่ยมองภาพลานกระบี่ แสงจากหยกในมือทำให้ใบหน้าซีดของนางดูเย็นกว่าเดิม “ข้าต้องออกไป”
“ไม่ได้” ซูหวั่นเอ๋อร์ตอบทันที “ถ้าเจ้าถอนหยกจากรอยสลักตอนนี้ ตะปูจะหมุนกลับ”
“ถ้าข้าไม่ไป ลานกระบี่จะเปิด”
“ถ้าเจ้าไป ทุกคนในห้องนี้อาจถูกตะปูควบคุมก่อนถึงประตู”
คำพูดของสองคนไม่ได้ดัง แต่หนักพอให้ไม่มีใครแทรก โม่เฉินรู้ว่าลั่วชิงเสวี่ยไม่ได้แค่อยากปกป้องของสกุลลั่ว นางรู้ว่าหากมรดกตกไปอยู่ในมือหน้ากากทอง ผู้คนในสำนักอาจต้องรับผลมากกว่าหนึ่งห้องผนึก
เขามองผิวน้ำอีกครั้ง แล้วเห็นสิ่งเล็ก ๆ ในภาพลานกระบี่ เงาดำไม่ได้พุ่งขึ้นหาเสากระบี่ตรง ๆ มันเลื้อยไปหยุดที่แผ่นหินข้างลาน ซึ่งมีรอยกลีบดอกบัวสลักอยู่ครึ่งหนึ่ง
“มันยังเปิดไม่ได้” โม่เฉินพูด
ลั่วชิงเสวี่ยหันมาทันที “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“ถ้าเปิดได้ มันคงไม่หยุดรอที่รอยนั้น มันกำลังรอสิ่งที่ขาด” เขาชี้ไปยังหยกกุญแจ “มันต้องการให้เจ้าตัดสินใจพาหยกออกไปเอง”
สตรีชุดขาวเข้าใจเป็นคนแรก “หน้ากากทองสร้างทางเลือกปลอมอีกครั้ง ถ้าเจ้าพาหยกออกไป เขาได้กุญแจ ถ้าเจ้าไม่ไป เขาใช้ภาพให้เจ้าคิดว่าปล่อยลานกระบี่พัง”
ลั่วชิงเสวี่ยเงียบลง นางหลับตาหนึ่งลมหายใจ ก่อนเปิดขึ้นมาใหม่ “งั้นเราไม่เลือกตามสองทางนั้น”
โม่เฉินพยักหน้า “ให้คนที่ลานกระบี่ตรึงรอยเงาไว้ก่อน เราจะหาทางส่งสิ่งที่มันต้องการให้น้อยกว่าของจริง”
“เขาไม่ได้ใช้กระจกเพียงกล่าวหาเรา” ซูหวั่นเอ๋อร์กล่าว สีหน้านางเคร่งขึ้น “เขาใช้ความวุ่นวายบังทางเปิดผนึกรองทั่วสำนัก”
ป้าผู้อาวุโสเห็นภาพเดียวกัน นางหันไปสั่งศิษย์คุ้มกันแบ่งคนไปตามจุดต่าง ๆ แต่ก่อนคำสั่งจะจบ กระจกแผ่นที่ฉายลานกระบี่ก็สว่างวาบ
เงาดำใต้ลานนั้นพุ่งเข้าหาเสากระบี่เก่า
หยกกุญแจในมือลั่วชิงเสวี่ยร้องกังวาน
นางหน้าซีดลงทันที “มันกำลังเปิดมรดกกระบี่ของข้าจากด้านนอก”
โม่เฉินมองประตูที่ยังปิดอยู่ มองตะปูดำที่หมุนได้เพียงหนึ่งชั้น และมองภาพลานกระบี่ซึ่งกำลังพังชัดขึ้นทุกขณะ
หน้ากากทองไม่จำเป็นต้องเข้ามาเอาหัวใจบัวในคืนนี้
เขาแค่ต้องบังคับให้ลั่วชิงเสวี่ยเลือกว่าจะรักษาพวกเขาไว้ในห้อง หรือปล่อยให้มรดกของตนเองตกไปอยู่ในมือศัตรู