สุดท้ายที่บ้านนอก

    ปัญหาซับซ้อนของจันทิมา

    กลับถึงกรุงเทพฯ สองทุ่มแล้ว อรัญแวะไปบ้านของสุวรัตน์ทุกคนอยู่กันครบ แสดงความยินดี และสอบถามอาการต่างๆ ของเขาอรัญบอกแต่เพียงว่า เขาจำอะไรไม่ค่อยได้ไปพักหนึ่ง“- มันเบลอเหมือนฝัน แต่มาค่อย ๆ ชัดเอาทีหลังนี่เองครับ”“แล้วที่เราไปบ้านพี่รัน ตอนนั้นจำพวกเราได้หรือยัง?” กรรณิการ์ถาม“เบลอเหมือนเคยรู้จักครับ เอ่อ ผมยังไม่ทันได้ขอบคุณที่ช่วยจ่ายค่ารักษาให้ผมเลยครับ”“ขอบคุณอะไรกัน เรากันเองแท้ๆ เราสิต้องขอโทษเธอ ที่ไม่เคยไปเยี่ยมเธอเลย หลังจากที่ประสบอุบัติเหตุแล้ว” สุวรัตน์กล่าว แล้วหันไปพูดกับบุตรสาว“-นุ่นไม่เห็นพูดกับพี่เขาเลยล่ะ?”“นุ่นพูดไม่ออกแม่ นุ่นดีใจที่พี่รันจำพวกเราได้ นึกว่าชาตินี้คงต้องลืมกันไป จากกันในสภาพอย่างนั้น ตอนนี้พี่รันทำงานที่ไหนล่ะ?” สุวกรณ์หันมาถามเขา“ลาออกแล้ว ตกงานอยู่ตอนนี้” เขาบอกทั้งหัวเราะเบาๆ“ทำไมไม่กลับมาทำงานกับเราล่ะ พี่รัน ดีกว่าเป็นเด็กส่งจดหมายอย่างนั้น”“มันเป็นงานที่ลุงอินฝากมา ผมเลยไม่อยากขัดน้ำใจคนฝาก แต่ว่าด้วยเหตุบังเอิญก็เลยต้องจำใจออก อีกอย่างงานเดิมที่เคยทำ ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่ถ้าไม่รังเกียจผมอยากจะมาขอทำงานด้วย”อรัญหันไปตอบกรรณิการ์ แต่สุวรัตน์ออกตัวมาว่า ไม่น่าคิดมาก“- งานเราก็ล้นมืออยู่แล้ว นุ่นทำคนเดียวก็ไม่ไหว ได้รันมาช่วยอีกแรงก็ดี”สุวกรณ์เธอก็ทำงานเป็นผู้จัดการบริษัทโดยทุนสนุบสนุนของสุวรัตน์ ในขณะเดียวกันก็เรียนหนังสือไปด้วย สุวกรณ์ไม่ใช่เด็กสาวเหมือนแต่ก่อน เธอเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ความสดใสร่าเริงที่เคยมีเปลี่ยนมาเป็นเงียบขรึมเพิ่มความรับผิดชอบแทนมารดาหลายอย่าง“พี่รันมาก็ดีแล้ว รถพี่รันน่ะ นุ่นเอาไว้ใช้นะ มันไม่ได้เสียหายอะไรมาก นุ่นเอาไปให้บริษัทพี่กรรณ์เขาซ่อมให้ ตอนนี้ยังใช้ได้อยู่ ทีแรกแม่จะให้เอาไปคืนพี่รัน แต่นุ่นไม่ยอมจะเอาไว้ใช้เอง มันเป็นตัวแทนของพี่สำหรับนุ่น”สุวกรณ์พาเขาไปดูสภาพของเจ้ารถคู่ใจเขา ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเพื่อนพาเขาไปทุกหนแห่ง รวมทั้งแทบพาเขาเอาชีวิตไปทิ้ง“ขอลองขับมันอีกสักครั้งเถอะนะ”“ไม่กลัวมันหรือไง?”“ไม่มีอะไรน่ากลัว มันไม่ฝังใจพี่ขนาดนั้นหรอก”นุ่นยื่นกุญแจให้ อรัญขับมันวนรอบไปตามสนามหน้าบ้านสองสามรอบก่อนจะมาหยุดที่เดิม“พี่รัน…”“หือ…”“นุ่นอยากให้พี่กลับมาทำงานกับนุ่นเร็ว ๆ”“ทำไม..ทำคนเดียวไม่ไหวหรือ?”“ไหวน่ะไหว แต่นุ่นอยากให้พี่มาอยู่ด้วย จะได้ช่วยกันไง”“ไว้ก่อน..พี่อาจจะมาก็ได้ คงไม่ช้าหรอก หากนุ่นยังยินดีต้อนรับอยู่”อรัญกลับมาถึงบ้านหลังเที่ยงคืน เพราะสุวกรณ์พาไปเลี้ยงอาหารหลายชั่วโมงรถของศุภาลัยจอดอยู่หน้าบ้าน แสดงว่าหล่อนกลับมาแล้ว อรัญบ่นที่หล่อนไม่ค่อยจะล๊อคประตูเหล็กให้ดี แต่ก็ต้องเอะใจ เมื่อสำผัสถึงความผิดปรกติ ก้นบุหรี่หลายชิ้นถูกทิ้งตามบันได แม้ศุภาลัยจะสูบบ้างก็ไม่เคยเห็นหล่อนทิ้งเกะกะอย่างนี้ ประกอบกับเครื่องเสียงของหล่อนก็ถูกเปิดดังแว่วออกมาในห้องเขาถูกรื้อค้นอย่างเห็นได้ชัด อรัญขึ้นชั้นบนไปอย่างระมัดระวัง ห้องของหญิงสาวถูกปิดสนิท จับเสียงสำเนียงอะไรไม่ได้เลย เพราะถูกกลบด้วยเสียงเครื่องเสียงหมดสิ้น รอยรองเท้าหลายรอยบ่งถึงการมาเยือนของผู้บุกรุกและมาเยือนอย่างไม่เป็นมิตรด้วยแน่นอน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งทำให้อรัญไม่กล้าผลีผลามเดินกลับลงมาชั้นสองเปิดหน้าต่าง ปีนไต่เดียะไปตามลูกกรง ขึ้นมาถึงชั้นสาม ซึ่งหน้าต่างมีรอยแตกเล็ก ๆ พอให้มองเห็นด้านในได้บ้างแต่สิ่งที่ระแวงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ไฟในห้องเปิดสว่าง ศุภาลัยนอนปรกติอยู่บนเตียง ไม่มีสิ่งแปลกปลอมในห้อง“เอ..แล้วทำไมแม่คุณถึงเล่นเปิดเทปลั่นบ้านอย่างนี้ล่ะ?” อรัญถามตัวเอง ขณะปีนกลับมาที่ห้องเคาะประตูแล้วก็ยังเฉย ไม่มีทีท่าว่าหล่อนจะเปิดประตูให้ อรัญตัดสินใจงัดประตูห้องเข้าไป แต่แล้วก็ต้องใจหายวาบกับภาพที่ประจักษ์ตรงหน้าภาพที่เขาเห็นทางหน้าต่าง นึกว่าหล่อนอยู่ปรกติ มันไม่ใช่เสียแล้วหญิงสาวผู้หนึ่ง แขนถูกมัดตรึงแน่นกับหัวเตียง ข้าวของกระจายเรี่ยรายทั่วทั้งเตียง ปากถูกปิดด้วยผ้าเทป ใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำ หล่อนหลับทั้งในสภาพที่ถูกมัดตรึงรอยช้ำที่ข้อมือ แสดงว่าหล่อนดิ้นรนเต็มที่เพื่อให้หลุด แต่ก็ไม่เป็นผล คงเหนื่อยอ่อนจนต้องหลับไปทั้งในสภาพอย่างนั้นแต่ที่หน้าตกใจไปมากกว่านั้นเมื่อเขาดึงผ้าเทปที่ปิดปากนั้นออก หล่อนไม่ใช่ศุภาลัยอย่างที่เขาคาดคิดไว้ หญิงสาวที่นอนหลับไม่ได้สติตรงหน้าเขาในตอนนี้ ไม่ใช่จันทิมา คนที่หัวใจของเขาร่ำร้องหาหรือไร“รันเอ้ยรัน ทำไมมึงได้โง่งมเพียงนี้ คนที่มึงตามหาอยู่ตรงหน้า แต่มึงก็จำเขาไม่ได้ จันทิมา ศุภาดา ศุภาลัย มันก็คนคนเดียวกันนี่เอง”ใบหน้าที่ไร้เครื่องแต่งแต้ม มันปรากฏให้เขาได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องสำอางค์มาแสนนานเขาแก้มัดพันธนาการออกด้วยมืออันสั่นเทา จำแนกความรู้สึกอันสับสนไม่ออก ข้อสงสัยมากมายเข้ามาทับถมให้อัดอั้นแทบหายใจไม่ออก“อรัญ…”หญิงสาวเอ่ยเรียกชื่อเขาแผ่วเบาจากรีมฝีปากที่มีรอยแตกช้ำอย่างลำบาก ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวลุกนั่ง หลังจากที่เขาประคองเช็ดใบหน้าให้ด้วยผ้าชุบน้ำ“กลับมาแล้วหรือ…”“………………..”“โกรธหรือที่ฉันขับรถหนีมา”“คุณเจน….”แม้จะเพียงเรียกแผ่วเบา แต่มันกลับทำให้หญิงสาวตรงหน้าเขาสะดุ้ง ยกมือสัมผัสกับใบหน้าตนเอง และปิดหน้านิ่ง“เจ็บมากไหม…” เขาถามอย่างพยายามสะกัดกั้นความรู้สึกที่พลุ่งพล่านและเอื้อมมือไปเปิดมือที่ปิดใบหน้านั้นไว้“ร้องไห้ทำไม ขี้แยอีกแล้วนะ”“อรัญ…” หญิงสาวพูดได้เพียงแค่นั้นก็โผเข้ากอดเขาอย่างแรง กระทั่งเขาต้องล้มตัวลงนอนบนเตียง คู่กับหล่อน เขาสัมผัสลูบไล้ร่างนั้นอย่างไม่เคยนึกฝันว่าจะได้พบกับหล่อนอีก เขากอดรัดร่างนั้นแนบแน่นกับอก แทบจะอยากให้กลืนเป็นร่างเดียวกัน เขาปล่อยให้หล่อนร้องไห้กับอกของเขานานเท่านาน จนกระทั่งเหือดเสียงสะอื้นจางหายไปมีคำถามมากมายที่ประเดประดังเข้ามาในหัวสมองเตรียมที่จะถามหญิงสาว แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยกระการใดดีจันทิมาที่อ่อนแอ กลายมาเป็นศุภาลัยที่แสนจะดูยากคนนี้ได้อย่างไรกันยังไม่ทันจะเอ่ยปากถามใด ๆ ประตูห้องก็ค่อยๆ เปิดอ้าออกพร้อมกับชายฉกรรจ์สามคนที่เดินเข้ามาอย่างใจเย็นพร้อมกับอาวุธครบมือสี่ชั่วโมงต่อมาอรัญกับศุภาลัยหรือจันทิมาถูกโม่งลึกลับพามาทิ้งไว้ในกระท่อมกลางไร่สำประหลังแห่งหนึ่ง โดยที่ทั้งคู่ไม่มีโอกาสรู้เลยว่ามันเป็นจุดไหนของประเทศ เพราะปิดตาด้วยผ้า แต่ที่แน่ ๆ ไม่น่าจะเป็นกรุงเทพฯมือถูกมัดแน่นให้ติดกับเสาซึ่งหยาบขรุขระ อรัญได้แต่นั่งพิงคิดหาทางออก“เก็บมันไว้ที่นี่แหละ มึงดูแลให้ดีล่ะ พรุ่งนี้ลูกพี่จะมาจัดการเอง”สั่งเสียก่อนจะเดินออกจากห้องไป อรัญยังเดาไม่ออกว่าพวกมันเป็นใคร และประวัติตนเองก็ก่อเรื่องมาไม่น้อย จึงไม่แน่ใจว่าสาเหตุเกิดจากเขาเอง หรือว่าศุภาลัยหญิงสาวถูกจับแยกไปมัดไว้ที่อื่น ซึ่งเขามองไม่เห็นมองหาช่องทางเอาตัวรอด ก็เห็นจะยากเพราะมือเท้าถูกมัดแน่นหนากว่าที่เคยประสบที่พัทยา ซ้ำยังมัดติดเสากระดิกแทบไม่ได้ ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บอรัญเคลิ้มหลับไปนาน มารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งก็เมื่อถูกปลุกด้วยเสียงกระหืดกระหอบในความมืดของศุภาลัย“คุณหลุดมาได้ไงเนี่ย?”“อย่าเพิ่งถาม…?”หญิงสาวพูดร้อนรน และเหนื่อยหอบพยายามแกะเชือกให้เขาอย่างทุลุกทุเลรีบเร่งมือสั่น ไฟฉายที่คาบไว้ส่ายไปมาอีกไม่กี่นาทีต่อมา สองหนุ่มสาวพ้นจากความเป็นเชลย พากันเดินฝ่าความมืดออกมาตามไร่มันสำปะหลัง แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งวกวน“ทำไมไร่มันกว้างนักวะ?” อรัญบ่นอย่างหัวเสีย“เราหลงวนไปวนมาหรือเปล่า? มันน่าจะพ้นออกมาตั้งนานแล้วนะ” หญิงสาวท้วงมา“สงสัยครับ ฉายไฟก็ไม่ได้ด้วย”อรัญบอกพร้อมกับแหงนมองท้องฟ้าที่มีเพียงดาวไม่กี่ดวงให้เห็น เนื่องจากหมอกที่หนาทึบปิดบังไว้หมด มองนาฬิกาบอกเวลา ตีสองกว่าๆเมื่อจะก้าวเดินต่อ หญิงสาวก็สะกิดชี้ให้ดู พร้อมกับกระซิบตกใจ“- กระท่อม…!”มันเป็นกระท่อมหลังเดิมที่พวกเขาพากันพยายามเดินหนีให้ห่างไกลนั่นเอง แต่ไปๆ มาๆ ก็กลับวนมาที่เดิม“เอาใหม่ ….”อรัญ จับแขนหญิงสาวไว้มั่นเดินนำหน้าอีกครั้ง แต่คราวนี้มุ่งหน้าโดยดูท้องฟ้าเป็นหลัก อยากจะถามเรื่องราวหลายอย่าง แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง ได้แต่พากันเดินอย่างเงียบเชียบ ได้ยินเพียงเสียงหายใจที่เหนื่อยหอบของกันและกันเสื้อผ้าเปียกโชกด้วยเหงื่อกับน้ำค้างตามใบไม้ อากาศที่หนาวเย็นไม่ได้ทำให้ทั้งสองรู้สึกหนาวเลยหญิงสาวสะดุดเถาวัลย์ล้มหลายครั้ง แต่เขาก็ช่วยประคองพากันออกพ้นจากไร่มันสำปะหลังแห่งนั้นได้“เป็นไงบ้าง?” เขาหยุดหันมาถาม เมื่อเห็นว่าน่าจะปลอดภัยแล้ว“เหนื่อย…” หล่อนตอบหอบ ๆ“หยุดก่อนก็ได้ คงปลอดภัยแล้วล่ะ”“นี่มันที่ไหนกัน พอเดาออกมั๊ย?”อรัญส่ายหน้าในความมืด นั่งเอนหลังพิงระหว่างรากต้นไม้ใหญ่ซึ่งยืนต้นตะหง่าน พร้อมกับตอบหอบ ๆ เช่นกัน“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามีแต่ป่ากับป่าอย่างนี้ ไม่ใช่กรุงเทพฯ แน่”“คุณต้องมาลำบากเพราะฉันแท้ๆ เลย” หญิงสาวกล่าว ขณะหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ พิงไหล่“คุณเจนรู้หรือ พวกมันเป็นใคร?”“ลูกน้องอนุชิต” หล่อนตอบเบา ๆ“หลุดออกมาได้ยังไงครับเนี่ย” เขามองสำรวจหล่อนไปมาอีกครั้ง“อย่าเพิ่งถามน่า รอดมาได้ก็ดีแล้ว”อรัญหัวเราะกล่าวขอโทษเบา ๆ สวมกอดร่างนุ่มให้แนบชิดเข้ามาอีก ให้สมกับความคิดถึงและฝันหามานาน“หิวนะ..”“หิวแล้วจะมีอะไรกินล่ะ?”“กลับไปได้ต้องกินเลือดไอ้อนุชิตให้ได้ คงคาวพิลึก”“มีแต่มันจะกินเลือดคุณก่อนจะได้กินมันนะสิ”พอหายเหนื่อย อากาศรอบกายที่เคยร้อนกับเย็นเยือกอย่างรวดเร็ว ทั้งสองอาศัยไออุ่นของกันและเป็นเครื่องไล่ความหนาวเย็นอรัญไม่กล้าพาหญิงสาวเสี่ยงเดินต่อ เพราะอุปสรรคคือความมืดและป่ารก“มันพยายามจะเข้ามาลวนลาม ฉันเลยหลอก ว่าจะยินยอมและให้มันแก้เชือกให้ พอมันเผลอก็เสยเขาเข้าเป้าพอดี”หญิงสาวบอกเหตุการณ์ขณะที่หล่อนถูกจับไปและเอาตัวรอดออกมาได้ให้เขาทราบในความมืดมิด แว่วเสียงหมาไนหอนดังมาแต่ไกล นาน ๆ นกฮูกบนต้นไม้เหนือศรีษะจะกู่หาคู่สักครั้ง เรืองแสงหิ่งห้อยวาบหายวาบหายฉวัดเฉวียนไปทั่วป่า แมลงและจิ้งหรีดร่ำร้องจนแสบสะท้านเข้าไปถึงแก้วหู ดนตรีของพงไพร บรรเลงตามธรรมชาติ ประหนึ่งจะต้อนรับสองชีวิตที่ต้องมาซุกกายพึ่งพิงหลบภัยในยามนี้ความหิวและความเหนื่อยทำให้ทั้งสองหลับไปอย่างง่ายดาย“แคว่ก…”อรัญสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนกแสกที่บินผ่านศรีษะไป แล้วก็ต้องตื่นตัวรีบปลุกหญิงสาวที่นั่งพิงอยู่ข้าง ๆเสียงคนคุยกันพึมพำในความืด พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวูบวาบไปมา อรัญพาศุภาลัย มุดลอดเข้าไปซ่อนตัวในพุ่มไม้ที่ระตามพื้นดินชายสามคนเดินแกะรอยทั้งสองมาถึงใต้ต้นไม้ และฉายไฟลงตรงจุดที่พวกเขาเคยนอนพอดี“พวกมันพากันพักตรงนี้แน่เลยว่ะ รับรองไปไม่ไกลแน่ รีบหาเถอะ”หนึ่งในสามพูดเบา ๆ พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยใบไม้ที่เขาเคยใช้รองนอน อีกหนึ่งฉายไฟผ่านตรงที่ทั้งสองซ่อนแถมเดินตรงเข้ามา อรัญกลั้นหายใจนิ่ง กดไหล่หญิงสาวไว้แน่น แต่แล้วก็ต้องผ่อนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมันเดินเลยผ่านไป เหมือนผีบังตา“ทำไมมันตามมาทันเร็วนัก” ศุภาลัยกระซิบถาม“ไม่รู้เหมือนกัน มันคงชำนาญทางแถวนี้มั๊ง อยู่ไม่ได้แล้วไปเถอะ เดี๋ยวมันย้อนกลับมาอีก”เขาพาหญิงสาวเดินงมมาตามความมืดสลัวผ่าม่านหมอกและน้ำค้างที่หนาวเย็น ไม่กี่นาทีก็ทะลุออกไร่มันอีกครั้ง เขาสงสัยตะหงิด ๆ ว่าจะใช่ไร่มันที่เดิมหรือไม่ทะลุถนนสำหรับรถวิ่งผ่านกลางไร่มัน เมื่อเดินกึ่งวิ่งตามเรื่อยมาก็ต้องหยุดกึกกระท่อมหลังหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้า มันเป็นกระท่อมหลังเดิมอีกแล้ว ศุภาลัยทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรงครางอ๋อยความจริงทั้งสองพากันเดินวนไปมารอบๆ กระท่อมนี่เองไม่ได้ออกห่างไปเลยอรัญหัวเราะเบา ๆ เมื่อมองเห็นทางออก รถจี๊ปคันหนึ่งจอดสนิทอยู่ขอบทางเขาดึงหญิงสาวให้ลุกขึ้นพาวิ่งตรงเข้าหาอย่างมีหวังอรัญยิ้มร่าอย่างยินดี เมื่อพบว่าพวงกุญแจรถยังเสียบติดอยู่ควบตะบึงจิ๊ปออกมาอย่างเร็วจี๋ตามถนนสายเล็กกลางไร่มัน ผ่านหน้าชายสามคนที่โผล่ออกจากข้างทางกลางป่ามันอย่างเฉียดฉิว ทิ้งให้พวกมันกวดไล่ตามเบื้องหลัง ลูกตะกั่วรัวเป็นตับผ่านศรีษะหวีดหวิว และทิ้งห่างออกมาในที่สุดหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองก็เข้าสู่ตัวเมืองทำให้รู้ว่ามันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสระบุรี“หิวมั๊ย…?”อรัญหันไปถามหญิงสาวซึ่งนั่งกอดอก เพราะความหนาวเย็น คางกระทบกันดึงกึก ๆ“หนาวมากกว่า?”ชายหนุ่มยิ้ม ถอดแจ๊คเก้ตออกไปคลุมให้ เอื้อมไปรั้งให้หล่อนเข้ามาอิงแนบชิดกว่าเดิม กระซิบปลอบ“น่าจะถอดให้เร็วกว่านี้หน่อย เสื้อฉันออกบาง หนาวจะแย่” หล่อนชกไหล่เขาพร้อมกับหัวเราะ“โทษทีลืมไป ทนเอาหน่อย เดี๋ยวจะหาร้านข้าวต้มแถวนี้”ไม่กี่นาทีต่อมาอรัญแวะรถเข้าไหล่ทาง พาหญิงสาวตรงเข้าไปร้านข้าวต้มรอบดึก ซึ่งส่วนมากบริการลูกค้าประเภทสิบล้อมากกว่าข้าวต้มร้อน ๆ ทำให้อุ่นขึ้น หายหนาวไปเยอะ อรัญมองหน้าศุภาลัยแล้วยิ้ม หล่อนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เขาไม่ตอบเอื้อมมือไปหยิบใยหยากเยื่อตามเรือนผม พร้อมกับเช็ดใบหน้าที่มอมเปื้อนฝุ่นศุภาลัยเอื้อมมือมาแตะใบหน้า อรัญสะดุ้งสูดปาก เพิ่งรู้สึกตัวว่าโหนกแก้มมีแผล“แผลใหญ่มั๊ย?”“ไม่ใหญ่หรอก คงโดนไม้ข่วนเอาน่ะ อย่าแตะมัน ทิ้งไว้อย่างนั้นล่ะ เลือดแห้งแล้ว” หญิงสาวรีบดึงมือเขาออกเมื่อพยายามจะลูบดู“คุณเจนรู้ไหม ผมมีคำถามมากมายที่อยากจะถาม แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี”“ก็ถามมาทีละคำถามสิ”“คุณเจนคิดถึงผมไหม”“ยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้”“จริงหรือ”“จริงๆ แล้วนาย..อ่า..อรัญล่ะ” หญิงสาวยังคงสับสนกับสรรพนามที่จะใช้เรียกเขา“มากกว่าใด ๆ ในโลกนี้เหมือนกัน …” เขาพูดทั้งถอนหายใจ และยกมือลูบใบหน้า แต่ก็ต้องสะดุ้งครางอูย เพราะแผลที่โหนแก้ม“เราไปหาที่คุยกันที่ดีกว่านี้ดีกว่านะ”เขาไม่รอการตัดสินใจ จูงมือหล่อนลุกขึ้น และอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่ก็มาเข้าพักกลางดึกในโรงแรมริมถนนแห่งหนึ่งในตัวเมืองสระบุรีเพียงประตูห้องถูกปิดเท่านั้น ทั้งคู่โผเข้ากอดกันแนบแน่น แทบจะกลืนเป็นร่างเดียวกันนานเท่านั้น เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าต่อแต่นี้ไปทั้งสองจะไม่มีวันพรากจากกันอีกแล้วจากนั้นเขาประคองใบหน้าหญิงสาวลูบไล้แผ่วเบาและประทับจูบจุมพิตเนิ่นนาน กระทั่งหล่อนสั่นพริ้ว และกอดรัดเขาไว้แน่นอีกครั้ง“เหมือนฝัน ยิ่งกว่านิยายอีก…” เขากระซิบแผ่วเบาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังนั้น“คุณเจน…เรียกเจนหรือคุณสุดีล่ะ”“ไม่อยากให้เรียกเจน..เรียกสุดีกว่า” หล่อนตอบอู้อี้ เนื่องจากซุกหน้ากับอกของเขา“ทำไมล่ะ…”“เจน จันทิมา มีแต่ความเศร้า และความอ่อนแอ ศุภาลัย คือชีวิตที่เกิดใหม่ แม้จะยังไม่สมบูรณ์เพียบพร้อม แต่ก็ดีกว่าจันทิมามากมายนัก”“ไม่เรียกก็ไม่เรียก…ศุภาลัย แต่แหม คุณเจนน่ารักกว่านะ คุณเจน คุณสุ อืม..”“...จะบอกได้หรือยัง ว่าทำไมชีวิตเรามันถึงได้ซับซ้อนเช่นนี้”“อาบน้ำก่อนนะ อรัญจะได้ทำแผลด้วย”“ศุอาบก่อนนะ”“ไม่เอา..อาบพร้อมกัน”“เจ้าเล่ห์นัก”อรัญไล้มือลูบฟองสบู่ให้กับเรือนร่างที่เปลือยเปล่าของหญิงสาวตรงหน้าแผ่วเบา และสำรวจทุกตารางนิ้วว่ามีส่วนใดชำรุดไปหรือเสียหายไปหรือเปล่ากับเวลาที่หายไปเกือบสองปี ทุกสัดส่วนยังผ่องผุดผาด เพียงแต่มีความกระชับของกล้ามเนื้อมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจากนั้นห่อหุ้มร่างนั้นด้วยผ้าเช็ดตัว และบรรจงอุ้มออกมานั่งเก้าอี้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะใช้ไดร์เป่าผมที่ถูกตัดไม่เป็นระเบียบ ให้เข้ารูปทรง หญิงสาวลูบเส้นผมตัวเองไปมาอย่างเสียดายอรัญเพิ่งได้รับทราบจากของหญิงสาวเองว่า หลังจากที่จากกันในคืนนั้นแล้ว หล่อนได้เตรียมตัวเดินทางไปยังสนามบินเพื่อที่จะเดินทางต่อไปยังแคนาดา แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปก่อนที่จะได้ขึ้นเครื่อง“คุณเจนฆ่าเฮียทองอยู่จริงหรือ”“เปล่า..ไม่ได้ทำเลย เพียงแต่ วันนั้นทองอยู่เขาโทรมานัดเพื่อเคลียร์ปัญหาและขอคืนดีด้วย เขาเมาและบอกว่าเสียใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น แต่เจนมีวันที่จะกลับไปหาเขาอีกได้ เขาพยายามง้อที่จะขอคืนดี และจะโดดตึกเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ถ้าหากว่าเจนยังไม่ให้อภัยเขา แต่ระหว่างนั้นมีคนสองคนบุกเข้ามาในห้องขณะที่เรายังเคลียร์กันไม่เสร็จ พวกมันบังคับให้ทองอยู่กระโดดตึก หากไม่ทำ พวกมันจะทำร้ายเจนอีก เขาเองไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีก จึงสละตัวเองโดดตึกลงไป จากนั้นพวกมันก็พยายามสร้างหลักฐานทุกอย่างเพื่อโยนความผิดมาที่เจน”“พวกมันปล่อยให้เจนกลับมา เนื่องจากมันมั่นใจว่าเจนไม่มีทางรอดจากหลักฐานที่พวกมันสร้างไว้แน่นอน และเจ้าหน้าที่บางคนก็เป็นคนของพวกมันเช่นกัน เจนตกใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้พยายามทีจะหนีให้ไกลที่สุด”“เจนไม่อยากให้อรัญรู้ กลัวอรัญจะคิดว่าเจนฆ่าทองอยู่และไม่ยอมรับเจน และกลัวว่าลึกๆ แล้วเรื่องมันจะมาถึงตัวอรัญด้วย เพราะว่าเรามีอะไรกันแล้ว เจนไม่มีหลักฐานพยานที่จะมาแก้ต่างให้ ในขณะที่หลักฐานทุกอย่างพวกมันเตรียมไว้ให้เจนเป็นคนรับผิดอยู่แล้ว”“เจนติดคุกข้อหาฆ่าอดีตสามีตัวเองทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำ เจนต้องอยู่ในคุกถึงสองเดือน แต่พี่จอยก็ได้ขอให้พ่อมาช่วย”“พ่อก็คือกำนังบุญยงนั่นแหละ ความจริงเจนไม่เคยรับเขาว่าเป็นพ่อ เพราะเขาไม่เคยได้เลี้ยงเจนมาเลย มีแต่แม่เท่านั้น เพราะแม่เป็นเพียงทางผ่านของพ่อเท่านั้นเอง แต่พ่อพยายามที่จะรับผิดชอบต่อเจนด้วยการยกทรัพย์สินบางส่วนให้เจน หลังจากที่พ่อรู้ว่าเจนเลิกกับทองอยู่แล้ว แทนที่มันจะให้ชีวิตใหม่กับเจน หรือทำให้เจนร่ำรวยขึ้น แต่มันกลับทำให้เจนต้องมาติดคุก เพราะทรัพย์สินตรงนั้นมันเป็นสิทธิ์ที่จะพึงได้ของลูกเลี้ยงอีกคนหนึ่งของพ่อ มันไม่ต้องการให้เจนได้ทรัพย์สินตรงนั้น มันจึงได้สร้างหลักฐานให้เจนกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าทองอยู่ มันก็คือคนที่ให้ผัวมันมาข่มขืนเจนและทำร้ายเจนนั่นเอง”อรัญนั่งกุมขมับ เมื่อได้รับทราบเรื่องราวที่ซับซ้อนเกินคาดคิดเช่นนั้น“ไอ้คนที่ทำกับคุณเจนใช่อนุชิตหรือเปล่า”“ไม่ใช่ สองผัวเมียนั่นได้ชดใช้กรรมไปแล้วชีวิตในคุกมันเต็มไปด้วยความทุกข์ และมันสอนให้เจนแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นสองเดือนกว่าๆ เจนก็รอดออกมาได้โดยความช่วยเหลือของพ่อและพี่จอย และได้ไปอยู่กับพ่อที่ชลบุรี”“ชีวิตหลังติดคุกแล้วมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เจนไม่ใช่เจนคนเดิมอีกต่อไป เจนเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นศุภาลัย”“เจนอยากจะไปหาอรัญ แต่ชีวิตเจนมันไม่เหมือนเดิม เจนไม่อยากหวนกลับไปหาอดีตเก่าๆ อีก แต่เจนก็ได้พบกับอรัญอีกจนได้ แต่อรัญคงไม่รู้หรอกว่าเป็นเจน”“ทีไหน……” เขาถามเบาๆ“สนามแข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่พัทยา เจนรู้ว่าเป็นอรัญตอนที่แข่งรถเสร็จแล้ว และเราก็มาเจอกันอีกที่ถนนชายป่าที่เราแข่งกันเอง รวมถึงตอนที่อรัญเข้าไปบุกรังของไอ้หรั่งมัน”“งั้นผู้หญิงที่ช่วยผมออกมาจากโกดังของเถื่อนนั่นก็คงเป็นคุณเจนใช่ไหม” เขาถามด้วยสีหน้าที่ตะลึงกับเรื่องใหม่ที่คาดไม่ถึงอีก“ใช่ เจนตั้งใจจะไปช่วย แต่ก็เห็นว่าอรัญหนีออกมาได้แล้ว ก็เลยตัดสินใจเผาโกดังมัน”“คุณเจนทุ่มผมจนจุกในห้องนั้น ที่ตึกบ้านของไอ้หรั่งมัน คุณเจนไปทำอะไรที่นั่น”“ความจริงตั้งใจที่จะเข้าไปสืบเสาะและจัดการได้ตัวการที่มันทำร้ายเจน และเจนก็รู้ว่าไอ้หรั่งเป็นลูกน้องของมันและขนของหนีภาษีเข้าไปเก็บไว้ในโกดังนั้น มันไม่รู้หรอกว่าเจนเป็นใคร เพราะว่าคนที่รู้ว่าเจนออกมาจากคุณได้ก็คือพ่อกับพี่จอยเท่านั้น เพราะความจริงแล้ว เจนยังไม่ได้รอดพ้นคดีออกมาเลย แต่เพราะบารมีของพ่อทำให้ไม่ต้องอยู่ในนั่น ติดคุกแต่เพียงชื่อเท่านั้น เจนได้เรียนรู้หลายอย่างในคุกแห่งนั้น และมันทำให้เจนแข็งแกร่งขึ้น และคิดถึงวิธีที่จะเอาคืนกับพวกมันบ้าง”“ผมเองก็แทบจะจำคุณเจนไม่ได้ ดูรึแต่งหน้าแต่งตาจนกลายเป็นคนละคนไปเลย”“มันจำเป็นค่ะ อรัญขา…” หญิงสาวลุกขึ้นและเดินมานั่งที่ขอบเตียง และดึงมือเขาให้นั่งลงเคียงข้าง“..เจนไม่อยากให้ใครจำได้ เพราะว่าเจนเปิดเผยตัวเองไม่ได้ และเจนเองก็ไม่ได้ต่างจากคนเถื่อนตรงไหนเลย”“คุณเจน ผมขอโทษ ผมไม่ได้ช่วยคุณขณะที่คุณเองต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายมากมาย และต้องต่อสู้เพียงลำพัง แบบนี้ ผมมันบ้าที่ไปเที่ยวต่อยตีกับชาวบ้านจนตัวเองต้องเป็นบ้าเป็นหลังไป ไม่มีเวลาได้ใส่ใจกับคนรักของตัวเอง”เขาประคองกอดร่างนั้นไว้แนบกับอกอย่างถนอม และเวียนจูบครั้งครั้งแล้วครั้งเล่าให้สมกับที่หัวใจถวิลหามานาน“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ อรัญ เจนรู้ว่าอรัญเพียงแค่ช่วยเพื่อน ไม่ใช่เพราะว่าต้องการไปหาเรื่องเองหรอก”หล่อนเอื้อมมือมาปิดปากเขาไม่ให้พูดต่อ เขาเพียงแต่กุมมือคู่นั้นไว้และจูบแผ่วเบา“คุณเจนรู้เรื่องของผมด้วยหรือ”“รู้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะช่วงนั้น เจนไปไหนมาไหนไม่ได้ มีแต่พี่จอยที่คอยส่งข่าวให้”“คุณจอยเขาน่าจะบอกผมบ้าง”“เจนห้ามเขาเอง ก็อย่างที่บอก เจนไม่อยากให้อรัญต้องมารับรู้ ใจหนึ่งลึกๆ ก็อยากจะให้ความรักของเรามันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ขอให้มันเหลือไว้เพียงแค่ความทรงจำก็พอ แต่เจนก็ทำใจไม่ได้ เจนต้องหักห้ามใจอย่างทรมานมากเลยนะ อรัญ”“ผมมีรูปที่คุณเจนส่งมาให้จากแคนาดานะ คุณเจนไปแคนาดามาจริงหรือเปล่า”“ไม่เลยค่ะ มันเป็นรูปเก่า ถ่ายไว้ตอนไปแคนาดาก่อนหน้านั้น ส่งให้เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าเจนอยู่แคนาดาจริงๆ”“แล้วถ้อยคำในในนั้นล่ะ”“เขียนจากหัวใจจริงๆ ค่ะ” หญิงสาวตอบเหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ อรัญขยับตัวโอบกอดร่างในชุดผ้าขนหนูนั้นแน่นสุดจะบรรยายความรู้สึก“แต่ผมขอโทษนะที่ผมทำมันหายไป ไม่มีใครเก็บมันให้ผมเลย รวมถึงรูปที่คุณเจนถ่ายไว้ให้หลังสุดด้วย มันหายไปหมดเลย ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องเขาเอาไปทิ้งที่ไหน เพราะผมเองก็ยังไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย...”ยังไม่ทันได้จบความดีนัก อรัญรู้สึกเหมือนจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นด้านล่างของโรงแรม เขาผละจากหญิงสาวเดินไปเปิดม่านหน้าต่างและมองไปยังลานจอดรถจากแสงไฟที่ลานจอดรถมันพอให้เขามองเห็นและรู้ว่า กลุ่มคนเหล่านั้น ยังติดตามไล่ล่าเขาทั้งสองไม่เลิก ชายสองสามคนยืนอยู่ที่รถที่เขาขับมา ทั้งยังมองขึ้นมายังหน้าที่ต่างที่เขายืนอยู่“ฉิบหาย…แม่งตามไม่เลิก” เขาปิดม่านวูบก่อนจะโยนเสื้อผ้าที่มอมแมมของหญิงสาวทั้งเร่งให้ใส่ ส่วนตัวเองก็รีบจัดการกับชุดที่มอมแมมที่มีนั้นทันที และคว้าเอาปืนสั้นออโตเมติก 9 มม. ที่ค้นมาได้จากรถคนนั้นเหน็บกับพุง และออกจากห้องอย่างเร่งร้อน ทั้งคู่เดินลัดออกมาตามบันไดหนีไฟ“โรงแรมมีทางออกทางเดียวก็คือทางที่พวกมันเฝ้าอยู่ เอาไงดีหว่า” เขารำพึงกับตัวเอง หันรีหันขวางอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก้เบิกตากว้างอย่างยินดี เนื่องเพราะ บันไดหนีไฟ ช่วงพักต่อชั้นมันเป็นช่องเปิดให้สามารถที่จะไต่ข้ามไปยังดาดฟ้าตึกอีกตึกหนึ่งซึ่งอยู่ติดกัน“คุณเจนโดดไหวไหม๊ มันไกลเกือบเมตรเหมือนกัน และก็สูงกว่าสองเมตรเลยนะ”“ไม่ได้ก็ต้องได้แล้วล่ะ” หล่อบตอบทั้งที่ยังหอบๆ เหงื่อเริ่มผุดเต็มใบหน้าอีกครั้ง เขามองหญิงสาวคนรักอย่างสงสาร และบีบมือหล่อนแน่น ก่อนจะพยายามปีนออกไปด้านนอกบันไดหนีไฟ ซึ่งเป็นบันไดวนโครงเหล็ก นอกตัวอาคาร จันทิมาหรือศุภาลัย แตะหลังเขาเบาๆ ทั้งมองด้วยสายเป็นกังวล“ไม่ต้องห่วง ผมโดดได้แน่นอน” เขาจูบที่แก้มอันเย็นชืดของหล่อนอย่างแรง ก่อนถอดหายใจเฮือกใหญ่และกระโดดลงไปเขาเกือบพลาดกับการกระโดดลงไปบนดาดฟ้านั้น แต่ก็ผ่านไปด้วยดี แต่แล้วก็ต้องมานั่งวิตกกับหญิงสาวที่เขามองไม่ออกว่าหล่อนจะโดดลงมาได้อย่างไร เนื่องจากมันห่างพอสมควร และหากพลาด เป็นได้จบชีวิตหรือไม่ก็สาหัสทีเดียว“ไม่ไหวคุณเจน มันไกลไป โดดไม่ไหวหรอกมันสูงด้วย”อรัญวิ่งไปตามดาดฟ้า และอาจจะยังเป็นความโชคดีที่เจ้าของตึกขนเอาฟูกที่นอนเก่าขึ้นมาทิ้งไว้บ้างบน เขาจัดการลากมายังจุดที่จะรองรับการโดดของหญิงสาวบนเส้นขีดคั่นที่บีบบังคับ หญิงสาวกระโดดลงมาบนฟูกได้อย่างแม่นยำปลอดภัยดี แต่กระนั้นแรงกระโดดก็ยังทำให้หล่อนกลิ้งตกลงมากองอยู่ข้างฟูกนั้นเขารีบเข้าไปประคองและกอดหญิงสาวไว้ ทั้งสำรวจว่าหล่อนมีส่วนไหนชำรุดเสี่ยหายไปหรือไม่“ไม่เป็นไร เจนปกติดี ฟูกมันนุ่ม เจนไม่เป็นไรหรอก เรารีบไปกันเถอะ” หล่อนลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วเร่งและผลักให้เขาเดินนำหน้า ทั้งคู่เดินวนหาทางลงอยู่พักหนึ่งก็มาพบกับบันไดหนีไฟของอาคาร ซึ่งลงถึงพื้นได้ จากนั้นไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาโผล่ที่ถนนหลวงทางเข้ากรุงเทพฯ และโบกรถทัวร์คันแรกที่มาจอดตรงหน้าผู้โดยสารส่วนมากหลับกันหมดแล้ว ดังนั้นจังไม่มีใครสนใจสองหนุ่มสาวที่ขึ้นรถด้วยสภาพที่ไม่น่าดูเช่นนั้นเจ็ดโมงเช้า ทั้งสองก็มาปรากฏตัวที่บ้านของจันทิมาหรือศุภาลัย สภาพข้าวของถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย หญิงสาวยืนมองรอบห้อง แต่ไม่มีคำกล่าวใดๆ หล่อนเพียงแต่เม้มริมฝีปากและขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าหล่อนกำลังคิดที่จะทำอะไรต่อไป“แจ้งความไหม?”“แจ้งไม่ได้…” หล่อนส่ายหน้า“ทำไมอ่ะ นี่มันเล่นเราหนักเลยนะ”“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ตอนนี้ยังบอกอะไรไม่ได้ เราคงต้องย้ายบ้านแล้วล่ะ ไปเก็บของเถอะ” หญิงพูดตัดบทแค่นั้น ก่อนจะเดินไปรื้อเอากระเป๋าใบใหญ่ออกมาโยนไว้กลางห้องและเก็บข้าวของบางอย่างที่สำคัญใส่กระเป๋านั้น“ยืนงงอยู่ทำไมล่ะ เก็บของสิ กระเป๋าอรัญอยู่ไหน มีของสำคัญอะไรหรือเปล่า” หล่อนเร่งมา เขาแบมือให้ดูกระเป๋าของเขาที่พวกมันรื้อกระจายเช่นกัน“ทำไมแจ้งความไม่ได้อ่ะ เราจะหนีอย่างนี้เรื่อยไปกลัวว่าจะไม่รอดเอานะ คุณเจน” เขายังท้วง ขณะมือก็เก็บข้าวของลงใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่นั้น“อรัญจะให้เจนเข้าไปอยู่ในคุกหรือไง เจนบอกแล้วไง เจนยังเป็นคนคุกอยู่นะ” หญิงสาวบอกหน้าเครียดมา พร้อมทั้งโยนเสื้อผ้ามาให้อีกชุดเขาเพิ่งจะนึกได้ถึงข้อจำเป็นของหล่อนก็ยามนี้เอง ดังนั้นจึงไม่ได้ต่อความอะไรอีก รีบจัดการยัดข้าวของที่จำเป็นลงกระเป๋าอย่างเร่งด่วน“เราจะไปไหนกันดี”“ชลบุรี แถวนั้นพวกมันไม่กล้าหรอก”หญิงสาวบอก ก่อนจะออกรถพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
    โปรดติดตามตอนต่อไปโปรดออกความเห็น และให้กำลังใจนักเรียน เพื่อพัฒนาการเขียนด้วยนะครับ