สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 193 ศัตรูในทางคับแคบ

        ผ่านไปสักพักใหญ่ เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดจึงค่อยๆ เงียบเสียงโห่ร้องลง

        เวลานี้ทุกคนต่างมองมาที่ซุนเฟยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะผู้คุ้มกันของกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอส ที่ก่อนหน้านี้แสดงท่าทีเฉยเมยกับพวกเขามาโดยตลอดเพราะพวกผู้คุ้มกันถือว่า ตัวเองมาจากเมืองหลวง เคยเข้าพบขุนนางชั้นสูงมาแล้วมากมายแล้วนับประสาอะไรที่พวกเขาจะต้องมาใส่ใจกับราชาบ้านนอกกันดารคนนี้ด้วย ทว่า ณ ตอนนี้สายตาของพวกเขาที่มองไปยังซุนเฟยเต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูน นี่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของคนที่อ่อนแอมีต่อคนที่แข็งแกร่ง สำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่ยึดถือกฎแห่งป่าแล้ว ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่มีเกียรติทุกอย่างขอเพียงหมัดและดาบแข็งแกร่งกว่า เจ้าก็มีสิทธิ์ที่จะพูด 

        หลังจากจัดรูปขบวนกองทัพเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางต่อ

        ชัยชนะจากการต่อสู้ในครั้งนี้ ทำให้เมฆหมอกแห่งความวิตกกังวลทั้งหลายที่ลอยอยู่เหนือหัวของกองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสสลายไป ในเมื่อตอนนี้พวกเขามียอดฝีมือที่สามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินได้อยู่ในกองทัพ แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า?ยังจะมีใครหน้าไหนกล้ามาลอบโจมตีพวกเขาอีก? เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้ว! ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความมั่นใจ

        ซุนเฟยนั่งบนหลังสุนัขยักษ์สีดำด้วยท่าทางสบายอกสบายใจพลางสวมกอดสาวงามไว้ในอ้อมแขน

        เมื่อเดินผ่านภูเขาหอคอยคู่ก็จะเข้าสู่พื้นที่ที่มีแต่เนินเขามากมายสูงบ้างเล็กบ้างแตกต่างกันไป หลุดจากเนินเขาก็จะเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางของกองทัพต่อจากนี้ก็คงจะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่พบสัตว์อสูรร้ายมารบกวน ไม่พบอุบัติเหตุกลางทางหากเป็นแบบนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของราชอาณาจักรเซนิทได้ 

        แต่ในตอนที่เดินทางผ่านเนินเขามากมาย ทันใดนั้นซุนเฟยก็หันกลับไปมองทางทิศเหนือ ในตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ซุนเฟยก็รู้สึกแปลกๆ ในอกขึ้นมากะทันหันราวกับว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่เมืองแซมบอร์ด...

        ......

        ตึงๆๆ!

        เสียงสั่นสะเทือนดังกึกก้องไปทั่วทุ่งราบ

        กองกำลังทหารม้าจำนวนหนึ่งโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าที่อยู่ห่างไกลพวกเขาควบม้าเข้ามาประหนึ่งกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ธงสีดำกระพืออยู่ในอากาศ ดูเหมือนกับมังกรยักษ์สีดำที่แสนดุร้ายกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาพื้นธงเป็นสีดำสนิท และวาดรูปกะโหลกสีขาวที่มีมีดเปื้อนเลือดสีแดงเสียบลงบนหัวกะโหลกช่างเป็นธงที่ดูอุบาทว์ที่สุด 

        นี่เป็นกองกำลังที่ไม่ทราบที่มา ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะสีดำที่พวกมันสวม เกราะบนตัวม้าศึกหมวกเกราะหรือโล่ ต่างไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ สลักไว้เลย เห็นได้ชัดว่าพวกมันเจตนาที่จะปกปิดที่มา

        ทหารม้าพวกนี้มีจำนวนทั้งหมดสองพันคน กลิ่นอายฆ่าฟันพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย

        ตรงเนินเขาด้านหน้าของพวกเขาปรากฏร่างของบุรุษสองคนหนึ่งดำหนึ่งแดงยืนตระหง่านอยู่บนนั้น หากมองผิวเผิน หลายๆ คนคงนึกว่าพวกเขาเป็นก้อนหินยักษ์ บุรุษทั้งสองคนต่างยืนเผชิญหน้ากับคลื่นกระแสน้ำสีดำอย่างไม่กลัวเกรงและยังรอคอยอยู่อย่างเงียบๆ 

        เมื่อระยะห่างของทั้งสองฝ่ายเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

        “ข้าคือ ดิดิเย ดร็อกบา อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสอัศวินของราชาเมืองแซมบอร์ด กองทัพผู้รุกรานจงฟัง ตอนนี้พวกเจ้าได้บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของเมืองแซมบอร์ดภายในสิบลมหายใจ หากพวกเจ้าไม่รีบถอยกลับไปล่ะก็...จะสังหารอย่างไร้ความปรานี!”

        ทันใดนั้น บุรุษที่ยืนอยู่บนเนินเขาก็ตะโกนออกมา เสียงของเขาดังกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่า จนสามารถกลบเสียงวิ่งของม้านับพันตัวด้านหน้าได้ 

        ทว่า

        ฟิ้ว!

        ปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่ายคือการยิงธนูสวนกลับมา

        เสียงลูกธนูฝ่าอากาศดังขึ้นมา ตัวลูกธนูถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวไฟสีแดงเพลิงราวกับเป็นอุกกาบาตกำลังพุ่งเข้ามา 

         “แย่แล้ว...ดิดิเย ระวัง!” สีหน้าของแลมพาร์ดพลันเปลี่ยนไป

        เขาพบว่า ลูกธนูดอกนั้นแฝงคลื่นพลังธาตุไฟที่เข้มข้นเขาร้องตะโกนออกมาอย่างตื่นตระหนก ดูจากเปลวไฟคลื่นพลังที่ห่อหุ้มบนตัวลูกธนูแล้ว ผู้ที่ยิงมันออกมาจะต้องเป็นยอดฝีมือระดับสามดาวขั้นกลางอย่างแน่นอน แลมพาร์ดกลัวว่าดร็อกบาอาจจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงรีบปล่อยหมัดออกไป สายฟ้าสีเงินพุ่งออกมาจากหมัดของเขา ทะยานเข้าไปโจมตีลูกธนูเพลิงนั่นจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องกลางอากาศประกายไฟตกลงมาบนทุ่งหญ้าที่อยู่รอบๆ!

        “ไอ้พวกลูกหมาสารเลว! บิดาให้เกียรติแล้วไม่รับก็อย่าหาว่าบิดาไร้เมตตา!” ดร็อกบาตวาดออกมาด้วยความโมโห

        เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วดึงขวานยักษ์ที่แขวนไว้บนอานม้าออกมาจากนั้นเขาก็หมุนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงขวานยักษ์ออกไป

        หลังจากผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายด้วย 'น้ำยาฮัลค์' ทำให้แขนของเขาสามารถยกก้อนหินหนักๆ ได้ถึงหมื่นจิน(ห้าพันกิโลกรัม) ความเร็วของขวานที่ลอยออกไปยังเร็วมากกว่าลูกธนูเพลิงก่อนหน้านี้เสียอีก

        ขวานด้ามนี้ถูกเหวี่ยงไปไกลเกินสองร้อยเมตร

        ทหารม้าที่เป็นคนยิงธนูก่อนหน้านี้เห็นขวานยักษ์ลอยเข้ามาก็ไม่กล้าต้านรับขวาน เขาโคจรคลื่นพลังในร่างของตัวเองแล้วกระโดดลอยขึ้นไปในอากาศเพื่อหลบการโจมตีนี้เขาเคลื่อนไหวได้ว่องไวมาก เพียงชั่วพริบตาก็กลับมานั่งบนหลังม้าตามเดิม เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือ

        แต่ผู้โชคร้ายที่อยู่ด้านหลังไม่ได้หลบไวเหมือนกับเขา

        คนแรกสุดไม่ทันได้ตอบสนองอะไรก็ถูกขวานยักษ์ที่พุ่งเข้ามาตัดผ่านร่างของตัวเองเป็นสองท่อนในพริบตาเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องโหยหวนด้วยซ้ำ! ร่างครึ่งท่อนบนเอนตกลงมาบนพื้นดิน ในขณะที่ท่อนล่างยังคงอยู่บนม้าอารามตกใจทำให้ม้าสะดุ้งโหยง ยกกีบเท้าหน้าย่ำท่อนบนจนเละ แต่ถึงอย่างนั้น ขวานยักษ์ก็ยังคงหมุนไม่หยุดใบขวานสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องสว่างสีเงินวูบวาบ ก่อนที่ทหารม้าอีกหกเจ็ดคนด้านหลังของเขาจะประสบชะตากรรมที่น่าสังเวชไม่ต่างกับสหายคนก่อนหน้านี้ เพียงชั่วพริบตา ในคลื่นกระแสน้ำสีดำก็ปรากฏรอยเลือดเป็นวงกว้าง

        “สมควรตาย บุก!!! ฆ่ามัน!” ทหารม้าธาตุไฟที่หลบคนแรกพลันตะเบ็งเสียง เขาชักดาบข้างเอวออกมาในขณะที่ตะโกนอย่างเกรี้ยวโกรธ

        คลื่นกระแสน้ำสีดำยิ่งเพิ่มความเร็วในพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง 

        ฟิ้วๆๆๆ!

        เสียงยิงธนูดังขึ้น ลูกธนูทั้งสี่ดอกที่ห่อหุ้มด้วยคลื่นพลังหลากสีสันก็พุ่งเข้ามา

        “ไม่ได้การ อีกฝ่ายมียอดฝีมืออยู่ในทัพด้วย!แค่พวกเราสองคนคงต้านไว้ไม่อยู่แน่ ถอย!”

        เมื่อแลมพาร์ดได้ยินเสียงลูกธนูลอยเข้ามาหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีทันที ลูกธนูทั้งสี่ดอกนี้ถูกห่อหุ้มด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่งมากนั่นหมายความว่า อีกฝ่ายจะต้องมียอดฝีมือระดับสามดาวขึ้นไปถึงสี่คนอยู่ในกองทัพ นี่ยังไม่นับรวมกับทหารราบอีกสองพันกว่าคนนะลำพังแค่เขากับดร็อกบาเพียงสองคนคงเอาไม่อยู่แน่ๆ

        “ท่านแลมพาร์ด ยังไม่ต้องรีบไป รอข้ามอบของขวัญให้พวกมันอีกสักชิ้นสองชิ้นก่อนฮ่าๆ...”

        ดร็อกบาพูด ขณะที่หยิบขวานยักษ์ที่แขวนบนอานม้าออกมาอีกสามด้าม แล้วเหวี่ยงขวานทั้งหมดออกไป ด้วยพลังที่น่าเกรงขามของเขาทำให้แรงเหวี่ยงของขวานยักษ์พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ขวานยักษ์ตัดผ่านร่างของพวกมันจนโลหิตสาดกระจายไปทั่ว ประหนึ่งฝนเลือดกำลังโปรยปราย 

        “สมควรตาย...”

        “ไอ้ชาติชั่ว...”

        “ฆ่า!!!”

        ยังไม่ทันได้สู้รบกัน ดร็อกบาก็ใช้ขวานผ่าร่างพวกเขาไปแล้วสี่สิบกว่าคน บุรุษที่อยู่ด้านหน้าสุดทั้งสี่คนพลันร้องตะโกนออกมาอย่างโมโหพวกเขาต่างโคจรคลื่นพลังในร่างกายตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เพียงพริบตาเดียว ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็เหลือประมาณหนึ่งร้อยเมตรห่าลูกศรที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าก็พุ่งทะยานเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว

        “ถอยเร็ว!”

        ทั้งสองคนรีบขึ้นหลังเฟลมมิ่ง บีตส์ จากนั้นก็พากันควบม้ากลับเมืองไปอย่างรวดเร็วความเร็วของสัตว์อสูรระดับสี่ย่อมเหนือชั้นกว่าม้าศึกธรรมดาอยู่แล้วเพียงไม่นานพวกเขาทั้งสองคนก็ทิ้งห่างเหล่าทหารม้าไปไกลโข

        ห่างออกไปสามกิโลเมตร

        ทหารเมืองแซมบอร์ดร้อยกว่าคนกำลังยืนรออยู่บนเนินเขาผู้นำของเขาเป็นบุรุษผมยาวสีดำ ทั่วร่างสวมชุดเกราะสีดำสนิท ตรงข้างเอวของเขามีดาบสีดำยาวประมาณห้าฟุต กว้างห้านิ้วแขวนอยู่ใบหน้าของเขานิ่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เขาคนนี้ก็คือแม่ทัพใหญ่ เกอเทอ บรู๊ค

        กำลังเสริมของเมืองแซมบอร์ด อยู่ที่นี่แล้ว!

        ถัดจากกองกำลังเสริมร้อยกว่าคนไปห้ากิโลเมตรก็จะเป็นพวกทาสเมืองแซมบอร์ดทั้งหกเจ็ดร้อยคนที่กำลังวิ่งเข้าไปในเมือง ด้วยการช่วยเหลือของเพื่อนร่วมชาติเพียงคนเหล่านี้เข้าไปในเมืองได้ กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็จะไม่มีห่วงใดๆ และสามารถพึ่งพาจุดยุทธศาสตร์ที่ยากจะโจมตีของเมืองมาใช้ตอบโต้พวกข้าศึกที่ไร้ที่มาที่ไปพวกนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา

        “บรู๊ค สถานการณ์เปลี่ยนแปลง พวกมันมียอดฝีมือระดับสูงมาด้วยถึงสี่คน!” แลมพาร์ดและดร็อกบาที่เพิ่งกลับมารีบรายงานสถานการณ์ทั้งหมดให้บรู๊คฟัง

        สีหน้าของบรู๊คพลันเปลี่ยนไป แต่ไม่นานก็สงบลง “อย่างไรก็ตาม พวกเราจำเป็นต้องถ่วงเวลาไว้สักพักจากนั้นค่อยถอนตัวกลับไปที่เมือง” เขาครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะสั่งการลงไป เหล่าทหารต่างก็พากันเตรียมตัวอย่างรวดเร็ว

        ไม่ช้า คลื่นกระแสน้ำสีดำก็เริ่มปรากฏขึ้นมาในสายตาของพวกเขาด้านหน้าสุดของกองทัพม้า มียอดฝีมือสี่คนนำทัพ ทั้งร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยคลื่นพลังที่มีสีสันแตกต่างกันไปเป็นที่สะดุดตาของผู้คนยิ่งนัก

        --------------------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน