เมื่อเมอร์ลินเปิดประตูเข้าไปก็พบกับเมลดี้ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงาน
ห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวมันเป็นห้องพักอาจารย์ที่ใหญ่โต ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ใหญ่เท่ากับห้องของอัสลาน แต่มันก็ใหญ่พอที่จะบ่งบอกฐานะของเธอในโรงเรียนแห่งนี้ได้
สายตาของหญิงสาววัยกลางคนนั้นจ้องไปที่ศิษย์หลักของเธอ
การจ้องนี้ไม่ใช่การจ้องที่ธรรมดาภายในดวงตาของเธอนั้นเคลือบไปด้วยพลังเวทย์ เธอกำลังจ้องมองเมอร์ลินด้วยพลังเวทย์
เมลดี้ตรวจสอบสภาพร่างกายของเมอร์ลินด้วยเวทมนต์ของเธอ
เมลดี้จ้องศิษย์หลักของเธอที่ตอนนี้มีสภาพที่สมบูรณ์ดังเดิม
ดูเหมือนว่าการทะลวงระดับแบบกะทันหันจะไม่มีผลกระทบต่อร่างกายของเด็กน้อยคนนี้สักเท่าไหร่
หากเป็นคนอื่นพวกเขาคงต้องนอนซมอยู่บนเตียงหลายวันแต่นั่นคือการเอ่ยถึงคนอื่นคนที่ไม่ใช่เด็กน้อยตรงหน้านี้ ตรรกะสำหรับคนทั่วไปนั้นไม่สามารถใช้ได้กับศิษย์หลักของเธอคนนี้
เพียงแค่คืนเดียวเมอร์ลินนี้ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นปกติ
เด็กน้อยโค้งตัวเล็กน้อยแล้วเอ่ยคำทักทายอาจารย์สาว
"สวัสดีท่านอาจารย์" ใบหน้าของเขานั้นปรากฏรอยยิ้มบางๆ ดูราวกับคนเจ้าเล่ห์
"ดูเหมือนว่าเจ้าในตอนนี้จะหายดีแล้ว" คิ้วโก่งของเมลดี้ถูกยกขึ้นข้างหนึ่งแล้วพ่นคำถามออกมา
เมลดี้ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปยังศิษย์หลักของเธออย่างนวยนาดท่าทางการเดินของเธอนั้นเผยให้เห็นทุกสัดส่วนโค้งเว้าที่แสนยั่วโยน
เมอร์ลินนั้นไม่ได้แยแสต่อมันเขายิ้มและเอ่ย "ตอนนี้ข้านั้นสบายดี ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วง"
ระหว่างที่เมอร์ลินพูดนั้นเมลดี้ก็เดินไปรอบตัวของเมอร์ลินราวกับว่าเธอกำลังสำรวจร่างกายของเมอร์ลิน เธอใช้มือข้างหนึ่งแตะไปที่บ่าของเด็กน้อยแล้วเดินไปวนไปรอบๆ
สายตาของเมลดี้นั้นกำลังตรวจเช็คร่างกายของศิษย์หลักของเธอ
เมลดี้ใช้เวลาไปไม่นานกับการสำรวจนี้ในเวลานั้นเองเธอก็เกิดความรู้สึกหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมา
“จะว่าไปศิษย์หลักของข้านั้นก็มีรูปร่างและหน้าตาที่น่ารักไม่เบาตัวเล็กน่ากอดกำลังดี ผมสีขาว ผิวขาว ดวงตาสีฟ้ากลมโตนั้นช่างน่ามอง ปากที่มีนิดนึงจมูกที่มีหน่อยนึงรวมๆ แล้วเด็กคนนี้นั้นน่ารักมาก นี่ถ้าไม่ติดว่าเขาชอบที่จะปั้นใบหน้าที่เย็นชา เขาก็คงจะน่ารักยิ่งกว่านี้”เมลดี้คิดพลางยิ้มกริ่มหยิ่มอยู่ในใจ
แน่นอนว่าเมอร์ลินไม่อาจล่วงรู้ถึงความคิดนี้
เมลดี้ละมือออกจากบ่าและหันไปสัมผัสที่แก้มของเด็กน้อย
“ดูแก้มตุ่ยๆอันแสนน่ารักนี่สิ มันทำให้ข้านั้นอดที่จะขย้ำมันไปมาไม่ได้”
ในใจของเมลดี้นั้นเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่ถูกใจสิ่งน่ารักหรือสวยงาม
มุมมองของเธอนั้นเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เธอนั้นเริ่มที่จะหลงใหลความน่ารักของศิษย์หลักของเธอ
สองมือของเมลดี้คว้าจับไปที่แก้มของเมอร์ลินอย่างอดไม่ได้
“ทำไมศิษย์หลักของเธอถึงน่ารักอย่างนี้”
ใบหน้าของเมอร์ลินนั้นเต็มไปด้วยความเหยเกนั่นเพราะแรงดึงจากสองมือของเมลดี้ในตอนนี้มือทั้งสองของเธอนั้นกำลังดึงแก้มของเมอร์ลินไปมาอย่างเมามันส์
เมลดี้แสดงออกซึ่งความหลงใหลอย่างลืมตัวเธอนั้นเป็นหญิงสาววัยกลางคนที่ยังไม่ได้แต่งงานและในครอบครัวของเธอนั้นก็ไม่มีลูกหลานให้เลี้ยงดู
การที่เด็กหน้าตาน่ารักมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทำให้ต่อมบ้าคลั่งความน่ารักนั้นปะทุออกมาสายตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มเธอจึงเผลอทำเรื่องที่ขาดสติเช่นนี้อย่างลืมตัว
“อะแฮ่ม... อะแฮ่ม ...”
เมอร์ลินอดที่จะกระแอมออกมาไม่ได้ตอนแรกเขานั้นก็ตกใจอยู่ไม่น้อยสำหรับการกระทำของเมลดี้แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเธอแล้ว เขานั้นก็พอจะเข้าใจสภาพทางจิตของเธอ
มันไม่ต่างจากยายแก่ที่กำลังหลงใหลในลูกหลานขนาดตัวเขาเองยังยอมรับว่าช่วงเวลาหนึ่งของอดีตเขายังเคยหลงใหลในลูกสาวของเขาสำหรับช่วงเวลานั้น
เพราะความเข้าใจนี้จึงทำให้เมอร์ลินนั้นไม่แสดงอาการใดๆต่อต้าน
เมลดี้เมื่อได้ยินเสียงเตือนของเมอร์ลินก็พลันตื่นจากภวังค์
เธอปล่อยมือจากแก้มของเมอร์ลินด้วยท่าทีที่แตกตื่นการกระทำของเธอนั้นหน้าอายเป็นอย่างมาก ต่อหน้าศิษย์หลักของเธอเธอนั้นได้สูญเสียภาพลักษณ์ของอาจารย์ผู้น่าเชื่อถือไปหมดแล้ว
เธอรีบเบือนหน้าออกไปอีกฝั่งหนึ่งเพื่อจัดการอารมณ์ของเธอแต่เมื่อหันกลับมามองหน้าเมอร์ลินอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าที่ง้ำงอทำให้เธออดที่จะมองว่ามันน่ารักไม่ได้
ไม่ได้!ไม่ได้!
เมลดี้ตบไปที่ศีรษะของเธออย่างแรงเพื่อเรียกสติของเธอกลับมาเธอนั้นรีบเดินไปยังที่นั่งของเธออย่างเร็วไว ก่อนที่เธอจะสูญเสียตัวตนไปอีกครั้ง เธอหลับตาลงเพื่อปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งเธอลืมตาขึ้นมาและเอ่ย
"เจ้ารู้หรือไม่ทำไมข้าถึงเรียกเจ้ามาที่นี่"
เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมาและเอ่ย
“ข้าไม่ทราบ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชานั่นเพราะเขายังรู้สึกขุ่นเคืองกับพฤติกรรมของเมลดี้เมื่อครู่เล็กน้อย
ส่วนทางด้านเมลดี้นั้นก็คุ้นชินกับท่าทีของศิษย์หลักของเธอแบบนี้ไปเสียแล้วเธอจึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า "นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าได้เข้ามาเรียนในระหว่างกลางภาคเรียนซึ่งโรงเรียนได้เปิดทำการสอนมาหลายเดือนแล้ว"
เมลดี้จ้องไปที่ใบหน้าของเด็กน้อยเธออมยิ้มและเอ่ยต่อ
"นี่เป็นชุดคลุมของโรงเรียนเวทย์อารากอน บนไหล่ขวาของชุดคลุมนั้นถูกปักด้วยขีดสีทองจำนวน3 ขีด นั่นหมายถึงนักเรียนชั้นปีที่ 3”
“โรงเรียนเวทย์แห่งนี้นั้นมีทั้งหมด6 ชั้นปี โดยการที่จะเข้าเรียนแต่ละชั้นปีได้นั้นนักเรียนทุกคนจะต้องทำการสอบเลื่อนระดับเสียก่อนมีอัจฉริยะหลายคนที่เรียนอยู่ที่นี้ บางคนสามารถเลื่อนชั้นปีได้ตั้งแต่อายุยังน้อยส่วนบางคนอยู่จนซ้ำชั้นจนถูกขับออกเลยก็มี”
“จากนักเรียนชั้นปีที่3 ทั้งหมด เจ้านับว่ามีอายุน้อยที่สุดและมันอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ได้”
เมลดี้หยุดแล้วหยิบถุงขนาดเล็กยื่นให้แก่เมอร์ลิน
เมอร์ลินสังเกตได้ว่าถุงนี้ไม่ใช่ถุงธรรมดาแต่มันคือถุงที่เป็นอุปกรณ์เวทย์ ตัวของถุงนั้นถูกสลักด้วยอักขระเวทย์เพียงแต่ว่าคุณภาพของมันยังด้อยกว่าแหวนเวทย์อยู่มาก
"ภายในถุงนี้มีหนังสือและอุปกรณ์การเรียนของเจ้า ตารางเรียนของนักเรียนชั้นปีที่3 ก็ถูกบรรจุอยู่ในนั้นด้วย จงดูและจัดการมันให้ดี”
เมลดี้หรี่ตาลงเล็กน้อยและเอ่ยต่อ
“ความสามารถของเจ้านั้นเพียงพอแล้วที่จะเข้าเรียนในชั้นปีที่3 แต่ข้าอยากจะเตือนเจ้าไว้อย่างหนึ่ง ด้วยใบหน้าที่เย็นชาของเจ้าอาจจะชักนำปัญหาเข้ามาเด็กน้อยจงระวังท่าทางของเจ้าไม่ให้ไปเตะตาพวกนักเรียนอันธพาล ที่ข้าเป็นห่วงไม่ใช่ตัวเจ้าแต่เป็นเด็กเหล่านั้นจำไว้กฎของโรงเรียนนั้นห้ามฆ่าคนหรือทำร้ายจนสาหัส อย่าก่อความวุ่นวายในโรงเรียนแห่งนี้"
ท้ายสุดของประโยคเมลดี้นั้นพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังทุกคำพูดที่เธอเอ่ยออกมานั้นกล่าวมาจากความในใจ ฝีมือของเมอร์ลินนั้นตอนนี้พวกเด็กอันธพาลนั้นย่อมไม่อยู่ในสายตาของเขา ภายในชั้นปีที่ 3-4 ทั้งหมดอาจไม่มีใครรับมือกับบอลเวทย์สายฟ้าของเขาได้แต่หากเขาเกิดไปตอแยกับพวกนักเรียนปี 5 ขึ้นไปนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะเธอได้ข่าวมาว่านักเรียนบางคนสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นนักรบเวทย์ได้แล้ว
มันอาจเกิดเหตุการณ์เลวร้ายหากเมอร์ลินเกิดสะดุดเท้าของเด็กพวกนี้
"ข้าทราบแล้ว" เมอร์ลินรับปากเมลดี้ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบน้ำ
ตั้งแต่ต้นจนจบเมอร์ลินนั้นยังคงรักษาท่าทีที่เรียบเฉยของเขาเอาไว้
"เอาล่ะ เช่นนั้นก็หมดธุระแล้วเจ้าออกไปได้" เมลดี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมเพื่อกู้ภาพลักษณ์อาจารย์ที่น่าเคารพของเธอให้กับมาและเพื่อลบการกระทำที่น่าอายเมื่อครู่ออกไป
“ขอบคุณอาจารย์”
เมอร์ลินเมื่อได้รับถุงมิติมาอยู่ในมือแล้วเขาก็โค้งทำความเคารพพร้อมเอ่ยคำขอบคุณแล้วหันหลังเดินออกไป
แต่ในระหว่างที่เมอร์ลินกำลังเปิดประตูออกไปนั้น เสียงของเมลดี้ก็ทำให้เขาหยุดชะงัก
"เดี๋ยวก่อน!"
เมลดี้เอ่ยรั้งเมอร์ลินเอาไว้จนเมอร์ลินต้องหันกลับมาอีกครั้ง
"ข้ายังมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอจากเจ้า" เมลดี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังสายตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เมอร์ลินนั้นไม่ได้เอ่ยตอบกลับมาเช่นเคยเขาเพียงเอียงคอเล็กน้อยเพื่อรอฟังคำพูดต่อไปของเมลดี้
สายตาของเมลดี้นั้นจ้องมายังเมอร์ลินอย่างจริงจัง
เมอร์ลินคิดว่าเรื่องที่เธอต้องจะพูดนั้นคงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก
เมลดี้กัดที่ริมฝีปากล่างของเธอแล้วใช้ลิ้นเลียมันครั้งหนึ่งแล้วเอ่ยออกมาว่า
"ข้า... ข้า ... ข้าขอหอมแก้มเจ้าหน่อยได้ไหม"
จบคำพูดของเมลดี้เมอร์ลินนั้นจ้องกลับไปด้วยสายตาที่จริงจังไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาจากปากของเด็กน้อยมันมีเพียงแต่เสียงปิดประตูที่ดังสนั่นไปทั้งห้อง
ปัง!
“เจ้าเด็กขี้งก!”
เมอร์ลินได้ยินเสียงตะโกนโวยวายดังออกมาจากห้องของเมลดี้เขานั้นรีบเดินออกไปอย่างไม่แยแส
วันถัดมา
หลังจากที่กลับจากห้องของเมลดี้เมอร์ลินก็ได้เดินสำรวจบริเวณโดยรอบนั้นนิดหน่อยแล้วกลับเข้าห้องพักของเขา
การกลับเข้าห้องพักของเมอร์ลินนั้นเขาไม่ได้ทำการนอนพักผ่อนดังเช่นคนทั่วไปที่ทำกัน แต่เขานั้นกลับนั่งเข้าสมาธิฝึกฝึกการบ่มเพาะพลังปราณเซียนแม้ว่าที่นี่จะมีไอพลังเวทย์ไม่มากเท่ากับหอคอยมหาเวทย์ แต่มันก็ยังสามารถทำการบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับในอดีต
ในหลายปีที่ผ่านมาเมอร์ลินพบว่าการบ่มเพาะด้วยพลังเวทย์นั้นสามารถทำให้พลังปราณเซียนของเขาบริสุทธิ์เขาไม่จำเป็นต้องขจัดของเสียใดๆ ออกจากร่างกายของเขาด้วยข้อดีเหล่านี้จึงทำให้พลังปราณเซียนของเขานั้นบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่งมันแทบจะเรียกได้ว่าความบริสุทธิ์นี้สามารถทำให้เขาทะลวงเข้าสู่ขั้นถัดๆไปได้อย่างง่ายดาย
ตอนนี้เมอร์ลินนั้นอยู่ในระดับก่อลำต้นการดื่มกินหรือหลับนอนนั้นไม่จำเป็นต่อเขา เพียงแค่มีพลังปราณเซียนเขาก็สามารถฟื้นฟูร่างกายดังเช่นคนตื่นนอนตลอดเวลาได้
เช้าวันนี้เมอร์ลินสวมชุดคลุมใหม่เอี่ยมที่เมลดี้มอบให้ชุดคลุมนี้มีสีดำ อกด้านซ้ายนั้นถูกปักด้วยรูปกริฟฟอนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรอารากอนและไหล่ด้านขวาของชุดคลุมถูกปักด้วยแถบสีทอง 3แถบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักเรียนชั้นปีที่ 3
ระหว่างที่เมอร์ลินเดินออกมานั้นเขาได้พบกับชายหนุ่มที่เข้าได้เจอวันก่อนชายหนุ่มนั้นได้เดินผ่านเขาไปอย่างไม่ใยดีเมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ
เมอร์ลินพยายามที่จะไม่ก่อปัญหาตามคำขอของเมลดี้
นอกจากชายหนุ่มที่เจอในวันก่อนแล้วเมอร์ลินยังเจอเด็กนักเรียนอีกมากมายตามทางเดิน ในวันแรกที่เขาเข้ามานั้นเด็กพวกนี้มองเขาด้วยสายตาที่หยิ่งทะนงและเหยียดหยาม
แต่วันนี้พวกเขากลับไม่สบตากับเมอร์ลินแถมยังมีท่าทีที่นอบน้อมเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินสังเกตเห็นแถบที่ไหล่ด้านขวาของเด็กเหล่านั้นในตอนนั้นเองเขาก็ได้รู้เหตุผลของการเปลี่ยนแปลง
เด็กเหล่านี้ต่างสวมใส่ชุดคลุมที่มีแถบ1-2 แถบ นั่นหมายความว่าพวกเขาอยู่ในชั้นปีที่ 1 หรือ 2และมีบางคนที่มี 3 แถบ พวกเขาต่างมองเขาด้วยแววตาที่สงสัย
เมอร์ลินเลิกที่จะสนใจแล้วเดินไปยังตึกที่จะต้องเรียนคาบแรกของเขาเขานั้นได้สำรวจโรงเรียนแห่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่งด้วยความสามารถของดวงตาเลเมเกทันในการจดจำทุกสิ่งที่เห็นเพียงครั้งเดียวก็สามารถจดจำมันได้แล้ว
การหาตึกเรียนในคาบแรกจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเมอร์ลิน
ตึกเรียนของโรงเรียนของโรงเรียนแห่งนี้มีลักษณะที่คล้ายกันพวกมันทั้งหมดทำมาจากหินอ่อนที่ก่อสร้างให้สูงหลายชั้นภายในโรงเรียนแห่งนี้นั้นมีตึกเรียนจำนวน 29 ตึกแต่ละตึกนั้นแบ่งออกเป็นภาควิชาต่างๆ ตามสัดส่วน
ตลอดการเดินทางไปห้องเรียน เมอร์ลินนั้นถูกจับจ้องด้วยสายตาของผู้คนหลากหลายนักเรียนจำนวนไม่น้อยสนใจในตัวเขา
นั่นอาจเป็นเพราะแถบสีทอง 3แถบบนไหล่ของเขา
เขานั้นเป็นนักเรียนหน้าใหม่สำหรับชั้นปีที่3 แถมยังเข้าเรียนกลางเทอม
มันจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะหันมาสนใจในตัวของเมอร์ลิน
เมอร์ลินนั้นถูกจับให้เป็นประเด็นหัวข้าการพูดคุยของเหล่านักเรียนอย่างรวดเร็วการเข้าเรียนกลางเทอมและถูกบรรจุเริ่มต้นในชั้นปีที่ 3 ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้
ระหว่างนั้นเองก่อนที่เมอร์ลินจะเดินถึงห้องเรียนของเขาเขาก็ได้พบกับชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูง มีผมสีดำ และสวมเสื้อผ้าของชนชั้นสูง บนไหล่ของสวมเสื้อคลุมนั้นปักด้วยแถบสีทอง5 แถบ
คนคนนี้เป็นคนที่เมอร์ลินคุ้นตาเป็นอย่างมาก
เพราะเขาคือ...
เซอร์เตส เคลย์
พี่ชายต่างมารดาของเมอร์ลิน