ณ ตำหนักหยกขาว บริเวณศาลาริมน้ำมีเพียงชายเ้าของสถานที่แห่งนี้เท่านั้นที่นั่งอยู่ เขานั่งดีดกู่เจิงเป็ประจำเหมือนทุกวัน ปลายยามเหม่าของทุกเช้าจึงทำให้คนที่นี่คิดว่าเมื่อได้ยินเสียงบรรเลงกู่เจิงคือเวลาที่ใช้ปลุกคนในสำนัก แต่เเท้จริงแล้วเป็เวลาในการฝึกฝนของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งดูสุขุม วันนี้เขาสวมชุดสีขาวงามสง่าและคลุมด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจองสีขาว ผู้คนที่ได้พบเจอต่างมองเขาราวเทพเซียน ที่กำลังนั่งบรรเลงกู่เจิงด้วยสีหน้าสงบ เขากำลังใช้เสียงเพลงเพื่อฝึกพลังภายใน ลี่หยางวางนิ้วเรียวยาวบนสายกู่เจิงและเริ่มบรรเลงด้วยท่วงทำนองที่บางเบาจากนั้นเริ่มเร่งจังหวะการดีดนิ้วลงที่สายกู่เขินให้รวดเร็ว สายน้ำจากแม่น้ำด้านหน้ามีคลื่นเล็กๆหลายสาย ยิ่งชายหนุ่งเร่งจังหวะในการดีดให้เร็วขึ้นสายน้ำก็ยิ่งเกิดคลื่นที่ใหญ่ขึ้น มีแสงสีขาวลอยออกมาจากคลื่นสายน้ำเ่าั้และแสงลอยมาวนรอบตัวเขาที่กำลังนั่งดีดกู่เจิงอยู่ที่ศาลา นี่คือวิชาธาราหวนคืนวิชาของสำนักว่ารีหยกที่ใช้สายน้ำช่วยในการเพิ่มพลังภายใน ทำให้จิตใจเย็นลงและเงียบสงบขึ้น เวลาผ่านไปประมาณ 3 เค่อ ก็ได้ยินเสียงดังใกล้เข้ามา ลี่หยางค่อยลดจังหวะในการดีดให้ช้าลงและหยุดบรรเลงกู่เจิงในที่สุด แสงสีขาวที่พัดวนรอบตัวเขาเมื่อสักครู่ก็หายไปพร้อมกับเสียงบรรเลง เสียงฝีเท้าของคนที่มารบกวนเขาเมื่อสักครู่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือรองเ้าสำนักเฟยซิ่น
“คารวะเ้าสำนัก” เฟยซิ่นที่เดินเข้ามาหยุดด้านหลังลี่หยาง ยกมือขึ้นและโค้งเล็กน้อยคารวะ ลี่หยางลุกขึ้นจากท่าที่ใช้นั่งดีดกู่เจิงเมื่อสักครู่เเละเดินไปหยุดบริเวณสุดทางเดินของสะพานไม้มองไปที่แม่น้ำด้านหน้า
“เป็อย่างไรบ้าง” ลี่หยางถามเฟยซิ่นโดยไม่ได้หันหลังมา
“เป็สำนักพฤกษชาติขอรับ” เฟยซิ่นตอบออกมาทันทีโดยที่ไม่ต้องถามว่าลี่หยางถามเกี่ยวกับเื่อะไร เขาที่ทำงานอยู่ข้างกายลี่หยางมานานย่อมเข้าใจชายตรงหน้าดี ลี่หยางที่ได้ยินก็พยักหน้ารับ เฟนซิ่นเห็นอย่างนั้นจึงเริ่มรายงานเื่ที่ตนเองไปสืบมาต่อ
“รายงานจากสายสืบที่แฝงตัวอยู่ในสำนักพฤกษชาติบอกว่าสำนักพฤกษชาติคิดที่จะชิงการเลือกผู้นำสำนักครั้งนี้ขอรับ ภายในสำนักวุ่นวายไปหมดเร่งฝึกฝนศิษย์และมีการเตรียมการที่อาจเกิดอันตรายต่อศิษย์สำนักที่ร่วมประลองด้วย” พูดจบประโยคนี้เฟยซิงยังแอบชำเลืองมองสีหน้าลี่หยาง แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้พูดอะไร เขาจึงพูดต่อ
“ตอนแรกแม่นางฮุ่ยซิ่วชื่นชอบท่าน พ่อของนางเ้าสำนักพฤกษชาติจึงคิดให้นางมาพบท่านเพื่อดึงให้ไปเป็พวก เมื่อ 2 เดือนก่อนแต่เกิดอุบัติเหตุที่ซูเชี่ยวลอบทำร้ายนาง และทางเราเพียงแค่ส่งจดหมายไปขอโทษ ไม่ได้เดินทางไปด้วยตัวเองจึงทำให้เ้าสำนักพฤกษชาติโมโหเป็อย่างมาก จึงส่งคนเข้ามาก่อความวุ่นวาย” เฟยซิ่นรายงานเสียงยาว
“เเล้วทางด้านสำนักเพลิงอัคคีล่ะ เกี่ยวอะไรด้วย” ลี่หยางที่ฟังมานานเอ่ยปากถาม เพราะเื่นี้ไม่เห็นเกี่ยวกับสำนักเพลิงอัคคีเลยสักนิด
“เกิดจากการที่ครั้งนี้สำนักเพลิงอัคคีก็คิดจะขึ้นเป็หัวหน้าสำนักเช่นเดียงกันขอรับ” เฟยซิ่นรีบตอบทันที ลี่หยางที่ได้ยินก็คิดตาม ถ้าหากว่าเขาเอาเื่นี้โยนความผิดให้สำนักเพลิงอัคคี หากสำนักเพลิงอัคคีได้รับชัยชนะในการคัดเลือกครั้งนี้ก็สามารถนำเื่ที่สำนักเพลิงอัคคีลักลอบทำร้ายคนสำนักอื่นมาเป็คำครหาว่าไม่ซื่อสัตย์และโปร่งใส ถึงขัดถูกตัดสิทธิ์ในการเเข่งขันครั้งนี้ ดีนี่วางแผนได้ดีทำให้พวกข้าขัดแย้งกันเอง ได้แก้แค้นที่ข้าไม่ไปขอโทษซึ่งหน้าเื่แม่นางฮุ่ยซิ่ว และได้กำจัดคู่แข่งที่จะชิงผู้นำสำนักทั้ง5 อีก ลี่หยางคิดในใจ
“แล้วทางสำนักวายุทลาย์ และสำนักกาลพิภพเล่า” ลี่หยางถามเฟยซิ่นหลังจากเงียบไปนาน
“ทั้ง 2 สำนักไม่คิดที่จะชิงผู้นำเ้าสำนักขอรับ เพียงส่งศิษย์เข้าร่วมเพียงเท่านั้น และข้าได้ข่าวว่าสำนักพฤกษชาติก็ไปเยี่ยมเยือนทั้ง2 สำนักบ่อยครั้ง ทั้ง2 สำนักน่าจะเอนเองไปทางสำนักพฤกษชาติขอรับ” หลังเฟยซิ่นกล่าวจบลี่หยางเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางศาลาริมน้ำ เฟยซิ่นเดินตามเข้ามาและรินชาให้เ้าสำนักลี่หยาง และให้ตัวเอง
“คนในสำนักเราฝึกซ้อมเป็อย่างไรบ้าง” ลี่หยางเปลี่ยนเื่คุยและยกชาขึ้นดื่ม
“หมู่นี้ทุกคนล้วนตั้งใจฝึกฝนการเตรียมตัวประลองในงานเลือกผู้นำเ้าสำนักเป็อย่างมากขอรับ” เฟยซิ่นพูดจบก็ยกชาขึ้นดื่มตาม เขารู้อยู่แล้วว่าเ้าสำนักวารีหยกลี่หยาง ไม่้าที่จะขึ้นเป็ผู้เ้าสำนักสักครั้งถึงแม้ฝีมือจะแข็งแกร่งมากก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ประลองสำนักวารีหยกก็ไม่เคยตกจากอันดับ1ใน3 เลยสักครั้ง
“เตรียมตัวคนของเราให้พร้อม ครั้งนี้ต้องเอาตำแหน่งผู้นำสำนักมาให้ได้” ลี่หยางพูดจบ และเป็ฝ่ายรินชาให้ตัวเองและเฟยซิ่น
“เ้าสำนัก!” เฟยซิ่นอุทานออกมาอย่างยากที่จะเชื่อ เ้าสำนักของเขาไม่ชอบการเเข่งขันเป็ที่สุด เหตุใดครั้งนี้เขาจึงเปลี่ยนใจ แต่ก็ทำให้เขาดีใจแต่ตื่นเต้นเป็อย่างมาก สำนักวารีหยกเก่งกาจเพียงใดแต่ไม่เคยเเสดงฝีมืออย่างเต็มที่สักครั้ง หากเขานำเื่นี้ไปบอกแกศิษย์ที่กำลังฝึกฝน ทุกคนย่อมต้องยินดีมากแน่ๆ
“เ้ากลับไปเถอะ เหลือเวลาอีก 2 เดือนเตรียมฝึกฝนศิษย์ทุกคนให้พร้อม” สิ้นคำของลี่หยาง เฟยซิ่นลุกขึ้นและคารวะจากนั้นเดินออกไป หลังจากที่เฟยซิ่นออกไป ลี่หยางมองแม่น้ำที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาขณะที่ยกชาขึ้นดื่ม
“หากพวกเ้าเลือกที่ใช้วิธีสกปรก ก็เอามันไปให้ได้” จากนั้นลุกขึ้นเดินเพื่อเตรียมตัวไปทานอาหารเช้าร่วมกับทุกคนในสำนัก
.
ทางด้านซูเชี่ยวหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินมาทานอาหารร่วมกับทุกคนในสำนักเป็ปกติ ขณะที่เธอมาถึง ก็เป็จังหวะที่เ้าสำนักลี่หยางเดินมาพอดี ทำให้ทั้งคู่ได้เจอกัน ซูเชี่ยวเพียงถอยหลังให้เขาเดินเข้าไปก่อน และเดินตามเข้าไปทีหลัง ลี่หยางที่เห็นอย่างนั้นก็เพียงส่ายหน้าเล็กน้อยและรีบเดินเข้าไปข้างใน ทันทีที่ลี่หยางเดินเข้ามานั่งกับที่
“คารวะเ้าสำนัก” ทุกคนพูดขึ้นพร้อมกันและทำท่าคารวะ
“เชิญทุกคนทานได้” ลี่หยางส่งเสียงดังออกมาเป็การบอกและเริ่มทาน เขาเป็คนที่ตรงเวลาเสมอ และอาหารที่เขาทานทุกวันเป็แบบเดียวกันกับคนทั้งสำนักทาน เรียกว่าทุกคนในสำนักทานอย่างไรเขาก็ทานอย่างนั้น ยิ่งทำให้ศิษย์ทุกคนต่างเลื่อมใสเขาเป็อย่างมาก ทุกคนทานอาหารไปได้ประมาณครึ่งชั่วยามก็ต่างพากันลุกไปรวมถึงเ้าสำนักลี่หยางด้วย ซูเชี่ยวที่เห็นคนเริ่มทยอยไปแล้วก็ลุกขึ้นที่จะออกไปเช่นกัน
“ซูเชี่ยวไปพบข้าที่ตำหนักผดุงคุณธรรมหลังทานข้าวเสร็จด้วย” เป็เสียงของเฟยซิ่นที่ดังออกมา
“เ้าค่ะท่านรองเ้าสำนัก” ซูเชี่ยวตอบออกไปเสียงเรียบ เธอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้เธอต้องโดนเรียกไปพบ เพราะเื่เมื่อวานที่เธอทำป้ายหาย เจียอี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ หลังจากได้ยินก็ส่งสายตาเป็เชิงให้กำลังใจ ซูเชี่ยวเพียงยิ้มตอบและเดินไปที่ตำหนักผดุงคุณธรรม ครั้งนี้เธอไม่หลงเหมือนครั้งแรกที่มาแล้ว จึงใช้เวลาไม่นานก็มาถึง และดันบานประตูเดินเข้าไปข้างใน กลับเห็นรองเ้าสำนักเฟยซิ่นมาถึงก่อนเธอแล้ว ซูเชี่ยวคิดในใจเป็ไปได้ยังไงที่เขาจะมาถึงก่อนเธอ ทั้งๆที่เธอออกมาก่อนเเท้ๆ
“คารวะรองเ้าสำนัก” ซูเชี่ยวพูดขึ้นขณะโค้งทำความเคารพ
“รู้สึกว่าตำหนักแห่งนี้จะสร้างมาเพื่อเ้านะ” เฟยซิ่นพูดแหย่ซูเชี่ยว เพราะที่แห่งนี้ใช้สำหรับตัดสินคนที่ทำผิดหรือเพื่อไกล่เกลี่ยการกระทำผิดที่ต้องใช้การตัดสิน แต่ก็มีไม่บ่อยนักที่จะเกิดเื่ และทุกครั้งที่เกิดเื่มักมาจากซูเชี่ยวเพราะศิษย์ทุกคนในสำนักต่างเคารพสำนักนี้เป็อย่างมาก จึงไม่ค่อยเกิดเื่ ซูเชี่ยวได้แต่คิดในใจเธอพึ่งเคยทำผิดแค่ครั้งเดียวเท่านั้นครั้งอื่นล้วนไม่ใช่เธอ แต่ก็ทำได้เพียงยิ้มกลับไป
“เอาล่ะเริ่มเลย” เฟยซิ่นพูดจบ ผู้ช่วยที่ยืนข้างเขาก็ทำเหมือนครั้งที่แล้ว เริ่มอ่านความผิดของเธอ และไม่พ้นจากที่เธอคาดเดาว่าเป็เื่ที่เธอทำป้ายหาย
“เ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่” เฟยซิ่นถามเมื่อผู้ช่วยของเขาอ่านจบ
“ไม่มีเ้าค่ะ” ซูเชี่ยวเพียงตอบเสียงเรียบ เฟยซิ่นมองหน้าซูเชี่ยวที่สีหน้าไม่ได้แสดงอาการร้อนใจที่ถูกทำโทษก็ยิ่งแปลกใจ ทุกครั้งที่เธอทำผิดมักจะโทษคนนั้นคนนี้ที เเละเขาได้ยินเื่เมื่อคืนที่ผู้ช่วยเขาเล่าให้ฟังว่าเ้าสำนักเดินไปพานางกลับเข้าสำนักด้วยตัวเองและไม่ให้ใครตามไปก็ยิ่งแปลกใจ หรือว่านางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
“งั้นเ้าไปทำความสะอาดตำหนักใฝ่คุณธรรมทุกเย็นหลังจากที่เลิกเรียนเป็เวลา 1 เดือนเเล้วค่อยมารับป้ายเข้าออกสำนักคืนแล้วกัน” เฟยซิ่นกล่าวจบก็ลุกออกไป
“ขอบคุณรองเ้าสำนัก” ซูเชี่ยวเพียงกล่าวขอบคุณและย่อกาย จากนั้นเดินตามหลังออกไป ซูเชี่ยวเดินเข้ามาภายในห้องเรียนหลังเพื่อน จึงทำให้ทุกคนหันไปมองเป็ตาเดียวขณะที่เธอเปิดประตูเดินเข้ามา จากนั้นเดินเข้าไปนั่งที่ของตัวเอง เธอตั้งใจกับตัวเองไว้แล้วว่าเธอจะตั้งใจศึกษาพลังภายในที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นกับเธอ คนอื่นใช้เวลาศึกษา5ปี แต่เธอที่ตอนนี้อยู่ปี4 แล้ว เธอต้องใช้เวลา 1 ปีกว่าๆที่เหลือเพื่อลบคำดูถูกตัวเองให้ได้ ซูเชี่ยวตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนเป็อย่างมาก เจียอี่ที่นั่งอยู่ข้างๆนางที่แต่ก่อนเห็นซูเชี่ยวเอาแต่ก่อนนั่งสปงกทุกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเปลี่ยนเป็ตั้งใจก็มองซูเชี่ยวด้วยสีหน้าประหลาดใจ แม้แต่เธอที่พยายามสะกิดเพื่อพูดกับนางอยู่หลายครั้ง แต่ซูเชี่ยวก็ไม่สนใจ ซูเชี่ยวที่พยายามฟังที่อาจารย์บรรยายหน้าห้องก็ไม่เข้าใจเลย ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามเพราะเนื้อหาเล่านี้ล้วนเลยมามากเเล้ว สงสัยข้าต้องไปศึกษาเองใหม่ั้แ่ต้นซูเชี่ยวคิดในใจ หลังจบคาบเรียนของวันนี้เจียอี่ก็รีบตรงมาถามเธอทันที
“เ้าโดนลงโทษเื่อะไรหรือ คงไม่ใช่การโบยอีกหรอกนะ” เจียอี่ถามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เ้านี่จริงๆ เลยนะ” ซูเชี่ยวพูดพลางมองค้อนเจียอี่
“เ้าก็รีบพูดมา”
“ข้าโดนทำโทษให้ไปทำความสะอาดตำหนักใฝ่คุณธรรมหลังเลิกเรียนทุกวันเป็เวลา 1 เดือน” ซูเชี่ยวตอบเจียอี่ขณะลุกขึ้นเตรียมตัวไปทำความสะอาดที่ตำหนักใฝ่คุณธรรม
“ค่อยยังชั่วหน่อยที่แค่ได้ทำความสะอาด เดี๋ยวข้าไปช่วยเ้า” เจียอี่พูดด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“ไม่เป็ไรหรอก เ้ารีบไปพักผ่อนเถอะ ได้ยินว่าเ้าได้รับคัดเลือกให้ไปประลองการคัดเลือกผู้นำ5สำนักหนิ ปล่อยให้คนไม่มีพลัง ไร้ประโยชน์อย่างข้าทำเถอะ” ซูเชี่ยวตบที่ไหล่เจียอี่เบาๆ และพูดดักไม่ให้หญิงสาวต้องลำบากเมื่อเจียอี่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เซ้าซี้ซูเชี่ยวอีก ทั้ง2 แยกย้ายกันเจียอี่กลับไปที่พัก ส่วนซูเชี่ยวไปทำความสะอาด
ณ ตำหนักใฝ่คุณธรรม ซูเชี่ยวเดินเข้าไปข้างใน ซึ่งข้างในเป็ห้องตำราของที่นี่ เมื่อเธอมาถึงก็เห็นเพียงผู้คุมที่นี่เพียงคนเดียว เพราะนี่ก็ปลายยามอิ๋นแล้ว ศิษย์คนอื่นๆที่เลิกเรียนก็ต่างพากันกลับที่พักไม่ก็หาที่ฝึกพลังภายในเงียบๆคนเดียวสักที่ ซูเชี่ยวเเจ้งแก่ผู้คุมที่นี่ว่าเธอมาทำอะไร จากนั้นใช้เวลาครึ่งชั่วยามก็เสร็จ จึงใช้เวลานี้เดินหาตำราที่เป็การฝึกพลังขั้นต้นไปอ่าน เธอเลือกหาตำราที่คิดว่ามีประโยชน์กับตัวเองได้มา 2 เล่ม ตอนที่เธอกำลังจะไปแต่กลับมีหนังสือ 1 เล่นตกจากชั้น เธอเดินกลับไปก้มเก็บ หน้าปกเขียนว่าการฝึกฝนพลังภายในซูเชี่ยวจึงเลือกที่จะนำไปด้วย สงสัยคงมีอะไรอยากให้เธออ่านเล่มนี้สินะแต่ถ้าจะมาช่วยมาเป็คนที่สมบูรณ์นะ อย่ามาเป็ผีก็พอ ซูเชี่ยวภาวนาในใจ จากนั้นเดินไปถามผู้คุ้มว่าเธอต้องยืมหนังสืออย่างไร
“ขออภัยเ้าค่ะ หากข้าจะยืมตำราต้องยืมอย่างไรเ้าคะ” เธอเดินมาถามผู้คุมข้างหน้าที่ตอนนี้เหลือเขาอยู่แค่คนเดียว
“อะไรกันแม่นางหนูเ้าเป็ศิษย์ที่นี่ใยไม่รู้” ผู้คุมห้องกล่าวออกมาเสียงดัง ซูเชี่ยวที่ได้ฟังก็ได้แต่คิดในใจว่า ข้าก็ถามดีๆ เหตุใดไม่ตอบดีๆ กัน
“เ้าลงชื่อในเล่มนี้ และลงว่ายืมหนังสืออะไรไปบ้าง” ผู้คุมกล่าวพลางยืนหนังสือให้เธอ และนางกำลังจะก้มเขียนกลับได้ยินฝีเท้าดังมาจากข้างหลัง
“คารวะเ้าสำนัก” ผู้คุมพูดขึ้น ทำให้ซูเชี่ยวต้องรีบเงยหน้าขึ้นและถอยห่างออกไป เห็นเขาเดินออกมาจากข้างใน ซูเชี่ยวได้แต่คิดในใจเขาอยู่ที่นี่ด้วยหรือ เหตุใดนางถึงไม่รู้ ลี่หยางเข้ามาอ่านตำราในนี้ก่อนนางนานแล้วแต่เขาเข้าไปในห้องลับที่นี่ จึงทำให้นางไม่เห็น เขาสามารถมองเหตุการณ์ทั้งหมดข้างนอก เขาเห็นการกระทำของนางทั้งหมด และเห็นว่านางตั้งใจหาตำราอย่างจริงจัง แต่ก็คิดว่านางคงหาตำราไร้สาระอ่านเช่นเคย จากนั้นเขาเดินเข้าไปเพื่อลงชื่อยืมตำรา แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นตำราที่ว่างอยู่ที่โต๊ะของนาง หน้าปกเขียนว่าการฝึกฝนพลังภายใน ทำให้เขาชะงักไปคิดในใจว่านางอ่านตำราแบบนี้ด้วยเหรอ นางที่ไม่มีแม้แต่พลังจะอ่านไปทำไม แต่ก็ได้ยินเสียงลมหายใจข้างหลังเขาที่ยืนรอที่จะลงชื่อเพื่อยืมตำรา ลี่หยางถอยออกมาเมื่อลงเสร็จ และให้หญิงสาวลงชื่อต่อ ซูเชี่ยวก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวว่าลี่หยางจะเห็นตำราที่นางอ่าน นางยังไม่้าที่จะบอกใครเกี่ยวกับเื่นี้ จึงหยิบตำรามาซ่อนไว้ข้างหลังเพื่อไม่ให้เขาเห็นว่านางอ่านอะไร โดยที่ไม่รู้เลยว่าลี่หยางเห็นตำราเล่มนั้นแล้ว และยืนรอหญิงสาวเพื่อจะถาม ซูเชี่ยวที่กำลังลงชื่ออยู่ได้แต่ภาวนาในใจให้เขารีบออกไป แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงชายหนุ่มออกไป ทั้งยังได้กลิ่นหอมสะอาดจางๆเหมือนครั้งที่แล้วส่งกลิ่นออกมาอยู่ใกล้นาง ยิ่งทำให้ใจของเธอเต้นแรงขึ้นอย่างที่เธอไม่เข้าใจ
—————-
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
พระเอกของเรานี่อย่างไร เมื่อวานบอกให้เขาอย่าคิดเกินเลย วันนี้แอบมองเขาซะงั้น
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคน ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????