คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 52 การฟื้นคืนแห่งวิญญาณราชินี

    ชิงอี้สบตากับมันปนิตาเสมือนคนที่มองเห็นภาพสะท้อนของตนเองในกระจกเงา “เวลาของการแบ่งแยกได้สิ้นสุดลงแล้ว” ชิงอี้กล่าวอย่างแผ่วเบา “สิ่งที่เคยขาดวิ่น… จะกลับมาเติมเต็ม จนสมบูรณ์แบบอีกครั้ง”

    แสงเรืองรองแห่งดวงธาตุปรากฏขึ้นตรงกลางอกของสตรีทั้งสอง มันมิได้ระเบิดออกมาอย่างน่าวิตก แต่กลับเคลื่อนไหวได้ดังมีชีวิต ประดุจหยาดน้ำค้างที่ร่วงลงสู่ลำธารต้นกำเนิด ละอองแสงแห่งแก่นวิญญาณของชิงอี้ค่อยๆ ล่องลอยแทรกซึมลึกเข้าสู่ร่างของราชินีอย่างแช่มช้า

    ฉับพลันผิวพรรณของพระราชินีก็พลันเปล่งประกายละมุนดุจไข่มุกราตรี สติสัมปชัญญะและญาณหยั่งรู้พลันพลิกฟื้นตื่นรู้ขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่ร่างของชิงอี้ค่อยๆ จางหายไป โดยไร้ซึ่งความทุกข์และความสุข สิ้นสลายไปพร้อมกับความเป็นกลางทางอารมณ์

    เมื่อราชินีมันปนิตาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็รู้สึกได้ถึงความสมบูรณ์แบบในกายของตน  ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจมหาสมุทร เก็บงำทั้งความเยือกเย็นของชิงอี้และความเด็ดเดี่ยวของตนเองไว้ได้อย่างสมดุล “นี่คือความรู้สึกของพลังเดิมที่ข้าเคยมีสินะ… ” นางรำพึงในใจ บัดนี้... เทพบรรพกาลขั้นกลาง ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกผู้หนึ่งแล้วอย่างสง่างาม ท่ามกลางยุคแห่งความโกลาหล

    ณ สำนักเหมันต์

    หมอกสีเงินจางๆลอยอ้อยอิ่งเหนือศิลาแกะสลักลายมังกรหิมะ เสียงกระดิ่งลมสำริดดังแว่วกังวานไปตามระเบียงไม้ไผ่ที่ทอดยาว ร่างทั้งสี่ทะยานลงจากฟากฟ้าประหนึ่งปวงเทพเทวาเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์

    แสงแดดรำไรอาบไล้เส้นผมของมันปนิตาให้เป็นประกายอ่อนโยน เบื้องหน้าของนางคือ ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย ธิดาเทพผู้เป็นพี่สาวองค์โต ยืนสงบนิ่งรอรับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเมตตา

    “พวกเจ้ามากันแล้วหรือ” เสียงของธิดาเทพนุ่มลึก เย็นแต่แฝงความอบอุ่น มันปนิตาก้าวออกมาก่อน ก้มศีรษะเล็กน้อย “เสด็จพี่ ข้ามีเรื่องสำคัญจะแจ้งต่อท่านเจ้าสำนัก”

    ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยหัวเราะเบาๆ “เจ้ามาช้าไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว นางเพิ่งปิดตำหนักอากาศ เพื่อเคี่ยวกรำเจ้าตัวน้อยทั้งสองของเจ้า... จะว่าไปแล้วนะ ทั้งคู่ช่างมีพรสวรรค์สูงล้ำ ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วจนน่ายำเกรงยิ่งนัก”

    “เพียงหนึ่งเดือน... ที่น้องจากลูกๆไป ไม่ทราบว่าการบำเพ็ญของพวกเขาบรรลุถึงขั้นใดแล้วหรือ!” ราชินีถามด้วยใจที่เต้นรัว

    “เซียนอริยะ” ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยตอบสั้นๆ ทว่าทรงพลัง “ลูกๆ ของเจ้าคือศิษย์คนโปรดของเจ้าสำนักเลยทีเดียว นางมอบทุกสรรพวิชาจนสิ้น เสมือนจะฝากฝังอนาคตของสำนักนี้ไว้ในมือของพวกเขา”

    มันปนิตาแย้มยิ้มด้วยความปิติที่ล้นปรี่ “ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้น้องอิ่มเอมใจได้เท่านี้อีกแล้ว”

    ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยกุมมือน้องสาวแน่น “ถ้าเช่นนั้น ตามพี่ไปพบเสด็จแม่ที่ตำหนักดอกเหมยเถิด... นางเฝ้าคอยเจ้ากลับมาอยู่ทุกวัน”

    ทั้งสองเดินเคียงคู่ผ่านสวนที่มีหิมะโปรยปรายลงมาดุจกลีบดอกไม้ป่า โดยที่ด้านหลังราชามันตรา มังกรนิล และองค์หญิงปินเสวียนเยว่เดินตามมาห่างๆ ท่ามกลางความเงียบสงบที่มีแต่เสียงลมพัดผ่านยอดสนโอนเอนไปมา

    สองพี่น้องพูดคุยกันอย่างออกรส เสียงหัวเราะดังสะท้อนในหุบเขาจนถึงหน้าตำหนักดอกเหมย หลังคาสีหม่นถูกห่มคลุมด้วยหิมะบางๆ เมื่อพวกนางย่างก้าวผ่านประตูไม้สลักลายดอกเหมยเข้าไป กลิ่นหอมของชาก็ลอยปะทะเข้ากับใบหน้าในทันที

    ภายในตำหนักที่อบอวลไปด้วยกลิ่นชาโสมโบราณแห่งนี้ ไป๋หานเย่ว์ อดีตกษัตรีย์ผู้สละราชสมบัติมาถือศีลอยู่ ณ ที่แห่งนี้ พลันหันมาด้วยแววตาสงบแต่ทรงอำนาจบารมี “มีเรื่องอันใดกัน... ถึงได้ยกขบวนมามากมายถึงเพียงนี้” น้ำเสียงของนางแผ่วเบาทว่าหนักแน่น

    “เสด็จแม่... ลูกพาน้องสาวมาพบท่าน” มันปนิตากล่าวพลางหลีกทางให้น้องสาวก้าวขึ้นมาด้านหน้า ไป๋หานเย่ว์ขมวดคิ้วสงสัย จนกระทั่งมันปนิตาเอ่ยคำที่สั่นสะเทือนหัวใจ “นี่คือ องค์หญิงปินเสวียนเยว่... เลือดเนื้อเชื้อไขของท่านอาปินอู่เจิน และเป็นบุตรีที่สาบสูญของเสด็จแม่เพคะ”

    เพียงสิ้นประโยค อดีตกษัตรีย์พลันลุกขึ้นถลาเข้าหาเยว่เอ๋อโดยมิสนท่วงท่า ทรงโอบกอดบุตรีไว้แนบอกราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายไป “อาเยว่... ลูกแม่... หลายปีที่ผ่านมา แม่มิเคยข่มตาให้หลับลงได้อย่างสนิทเลย วันนี้... ในที่สุด...”

    เยว่เอ๋อร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ลูกขอประทานอภัย... ลูกขลาดเขลา กลัวว่าสายเลือดเผ่ามารในกายจะทำให้เผ่ามนุษย์รังเกียจ และเสด็จแม่จะต้องเดือดร้อน”

    “ใครกล้ารังเกียจเจ้า เช่นนั้น... แม่จะขยี้มันด้วยมือตัวเอง!” ไป๋หานเย่ว์ประกาศก้อง บรรยากาศในตำหนักถึงจะดุดันแต่ก็อบอุ่นดุจสายลมในฤดูร้อน เสียงลมหิมะภายนอกหน้าต่างดุจดังเสียงดนตรีแห่งการกลับมาพบกันอีกครั้งของสายเลือดที่สาบสูญ

    ทว่าความสุขนั้นสั้นนักเมื่อถูกแทนที่ด้วยความจริงอันหนักหน่วง

    เมื่อราชินีมันปนิตาเริ่มเอ่ยถึงภัยแห่งสงคราม “เสด็จแม่... กองทัพปีศาจเริ่มเคลื่อนพลเข้าสู่เขตแดนมนุษย์แล้ว พวกมันได้ยึดครองทวีปกลางไว้ทั้งหมด และยังสร้างค่ายกลรูหนอนหลายแห่งเพื่อลอบส่งกำลังพลมาเรื่อยๆ”

    ไป๋หานเย่ว์หลับตาแน่นเสียงลมหิมะจากภายนอกพลันเงียบลง ราชามันตราจึงกล่าวขึ้นว่า “เราเสนอให้สร้างกองกำลังเฉพาะกิจขึ้นเพื่อเตรียมรับมือ ส่วนเราจะกลับไปยังทวีปใต้ เพื่อขอกำลังสนับสนุนจากอาณาจักรสมุทรเมฆา ที่นั่นมีทั้งช่างศาสตราและนักสร้างอาวุธวิญญาณที่พอจะช่วยพวกเราได้”

    “ข้าจะติดตามไปด้วย ถึงข้าจะไม่ใช่ระดับเทพ แต่ข้าพอช่วยเรื่องเสบียงและการดูแลงานด้านต่างๆได้” อวิ๋นไห่เฟิงกล่าวอย่างหนักแน่น

    องค์หญิงใหญ่ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยเอื้อมมือแตะบ่าน้องสาวทั้งสอง “องค์ราชินีกับอาเยว่... เจ้าทั้งสองควรอยู่ที่นี่นะ จะได้ช่วยกันดูแลเสด็จแม่และฝึกเหล่าปรมาจารย์รุ่นใหม่ของสำนักเหมันต์ เราจำเป็นต้องเตรียมแสงแห่งความหวังไว้ต่อกรกับความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา” ทุกคนพยักหน้าโดยไม่ลังเล

    ลมหนาวพัดโชย เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง ดวงตะวันยามเย็นสะท้อนบนหิมะส่องประกายระยิบระยับ ราชามันตราและมังกรนิล อวิ๋นไห่เฟิง ก้าวออกมาจากตำหนักก่อนจะทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

    ภายในตำหนักดอกเหมยอันเงียบสงบ ราชินีมันปนิตา คลี่รอยยิ้มละไมทว่าดวงตากลับทอประกายคมปลาบ นางกวาดสายตามองยอดฝีมือสตรีทั้งสามเบื้องหน้าแล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ออกไปประลองกันที่ลานหน้าตำหนักสักหน่อยเถิด ข้าอยากรู้ว่าในยามที่ฟ้าดินผันผวนเช่นนี้ พวกท่านพัฒนาไปถึงขั้นไหนกันแล้ว”

    “ได้สิ... แล้วเจ้าจะรู้ว่าพี่คนนี้มิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่” ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย ตอบรับด้วยสายตาแน่วแน่ ขณะที่ องค์หญิงปินเสวียนเยว่ อมยิ้มอย่างท้าทาย “น้องเองก็จะไม่ยอมให้พี่หญิงทั้งสองดูถูกได้ง่ายๆ เช่นกันเพคะ”

    แม้แต่ ไป๋หานเย่ว์ ผู้เป็นมารดาก็หัวเราะร่วน “พวกเจ้าปีกกล้าขาแข็งกันเสียจริง วันนี้แม่อย่างข้าจะสั่งสอนให้พวกเจ้าได้รู้สำนึกเสียบ้าง!”

    เมื่อทั้งสี่ก้าวพ้นธรณีประตูสู่ลานหินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะบางๆ บรรยากาศรอบด้านก็พลันแปรเปลี่ยนไป ความหนาวเหน็บดูจะเข้มข้นขึ้นตามแรงกดดันแห่งปราณที่เริ่มก่อตัว

    ฟิ้ววว!

    เป็น ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย ที่เปิดฉากก่อน นางสะบัดชายอาภรณ์ขาวพุ่งตัวดุจหิมะถล่มเข้าหาเยว่เอ๋อ ปลายนิ้วเรียวงามร่ายรำสร้างกรงเล็บน้ำแข็งนับพันเข้าจู่โจม เสียงอากาศถูกฉีกกระชากดังคมชัดราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

    ฉัวะ!

    เยว่เอ๋อมิได้ตระหนก นางเรียกพลังรัตติกาลสีนิลออกมาห่อหุ้มกาย หมุนวนเป็นเกราะเงาที่ดูดกลืนทุกการโจมตีให้จมหายไปในความมืด ทั้งสองปะทะกันกลางเวหา ท่วงท่าสอดประสานดูรวดเร็วและวิจิตรดุจระบำที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรี

    ในห้วงวินาทีนั้นเอง ไป๋หานเย่ว์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ก็พุ่งตัวเข้าร่วมวงด้วยเสียงหัวเราะอันกึกก้อง “ขอแม่ร่วมสนุกด้วยคน!” นางวาดวงแขน พลันบังเกิดพายุน้ำแข็งขนาดย่อมๆ ม้วนตัวเข้าหาราชินีมันปนิตา

    ราชินีมันปนิตาแย้มสรวลอย่างรู้ทัน นางมิต้องขยับกายมากนัก เพียงแค่ยกมือขึ้นเบาๆ พลังแห่งเทพบรรพกาลขั้นกลางที่เพิ่งหลอมรวมก็ปะทุออกมาเป็นรัศมีสีทองนวลตา คลื่นพลังของมารดากระทบเข้ากับเกราะปราณของนางจนเกิดแรงสั่นสะเทือน ทำให้แห่นหินใต้ฝ่าเท้าปริร้าว อากาศรอบลานสั่นไหวอย่างหนัก

    ตึง! ตึง! เปรี้ยง!

    การตะลุมบอนดำเนินไปอย่างดุเดือด ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยใช้ความพริ้วไหวพยายามลอบโจมตีจุดชีพจร เยว่เอ๋อใช้เงารัตติกาลสลับร่างไปมาท้าทายสายตา ขณะที่ไป๋หานเย่ว์ระเบิดพลังเหมันต์เข้าใส่เป็นระลอก ทว่าสุดท้ายแล้ว ทุกทิศทางของพลังล้วนถูกสยบลงด้วยความนิ่งสงบอันลึกล้ำของมันปนิตา นางสะบัดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังอันนุ่มนวลทว่าหนักแน่นก็ซัดพาทุกคนให้ถอยร่นไปคนละทิศคนละทาง

    เมื่อหมอกควันและเศษหิมะที่ปลิวว่อนเริ่มสงบลง...

    กลางลานนั้น ราชินีมันปนิตา ยังคงยืนสงบนิ่ง อาภรณ์มิมีแม้รอยยับ ดวงตามีแววขี้เล่นจางๆ ขณะที่ผู้เป็นมารดาอย่างไป๋หานเย่ว์ยืนปาดเหงื่อที่ข้างขมับ หอบหายใจถี่ ส่วนเยว่เอ๋อถึงกับทรุดลงนั่งพิงกันที่พื้นศิลาด้วยความอิดโรย แต่ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยถึงกลับนอนคว่ำหน้าจมหิมะ นางลุกขึ้นมายืนโซเซ อมยิ้มเขินๆ ในห้วงเวลานี้ใบหน้าทุกคนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสะใจ

    “สรุปนะ...” ไป๋หานเย่ว์เอ่ยขึ้นพลางปรับลมปราณ “มันปนิตา... ลูกสาวคนรองของข้าคว้าอันดับหนึ่งไปอย่างมิต้องสงสัย ส่วนเจ้า อาเยว่... พลังรัตติกาลของเจ้าน่าทึ่งนัก เอาที่สองไปครอง ส่วนข้าที่สังขารเริ่มโรยรา ได้เพียงที่สาม...” แล้วนางก็ปรายสายตาหยอกล้อไปยังลูกสาวคนโต “...ส่วนเจ้า หลิงเซวี่ย ธิดาเทพ นักพรตผู้เคร่งครัด วันนี้ได้ที่โหล่!”

    หลิงเซวี่ยเชิดหน้าขึ้นอย่างแสนงอนแต่ก็เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน “ก็แน่ละเพคะ เสด็จแม่ยังพ่ายแพ้ แล้วลูกที่ถอดแบบมาจากเสด็จแม่ทุกระเบียดนิ้วจะไปเหลืออะไร!”

    สิ้นคำพูดประโยคนั้น เสียงหัวเราะสดใสก็ระเบิดขึ้นอย่างกึกก้อง ช่างเป็นห้วงเวลาแห่งความอบอุ่นเสียจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน