ตูม... ตูม... ตูม... ตูม...
" เสียงอะไร? "
ไกลออกไปเล็กน้ำสัมผัสได้ถึงเสียงที่ดังขึ้นเป็นจังหวะดั่งบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่ยักษ์กำลังก้าวเดิน
ตูม... ตูม... ตูม... ตูม...
" นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น? "
อาจเพราะถูกสะกดจากภาพเหตุการณ์ประหลาดจนหลงลืมสนใจเรื่องราวรอบกาย ต้องขอบคุณผืนแผ่นดินที่ไหวสั่นปลุกให้เขากลับมามีสติเเจ่มชัดอีกครั้ง เเต่เล็กน้ำต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกเพราะเบื้องหน้ามีฟ้าดินกว้างใหญ่เหมือนโลกใบใหม่อีกเเห่งหนึ่งปรากฏขึ้นราวกับตัวเขาได้กระโดดข้ามเข้ามาในอีกมิติ
บนผืนฟ้ามืดมิดในโลกพิกลที่ปรากฏขึ้นช่างดูอ้างว้างเงียบเหงาเพราะไร้ซึ่งหมู่ดาว ชั้นฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาดั่งโคลน มีเพียงดวงจันทร์กลมโตเท่านั้นที่ทอแสงสลัวลอยเด่นอยู่ไกลลิบ
" ตอนนี้คงเป็นกลางคืน... "
เล็กน้ำมองสังเกตแผ่นดินสีดำสนิทที่ตัวเขายืนเหยียบอยู่ เขาก้มหยิบดินร่วนซุยดั่งทรายเล็กละเอียดขึ้นมามองสำรวจก่อนจะโปรยมันในอากาศ พื้นที่ที่เขาอยู่เเห้งเเล้งราวกับทะเลทราย สุดสายตาไม่มีต้นไม้หรือเเม้กระทั่งใบหญ้าให้พบเห็น บนเเผ่นดินว่างเปล่าปรากฏร่องลึกลากยาวเป็นลอนเนินราวกับโดนคราดยักษ์ไถครูด
" ทะ... ทำไมพระจันทร์ถึงหายไปอีกแล้ว? "
นี่เป็นครั้งที่สามเเล้วที่เล็กน้ำเฝ้าสังเกตการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์บนเเผ่นฟ้ากว้างมืดหม่น ดูเหมือนเมื่อไหร่ที่คลาดสายตาไป เขาจะรู้สึกว่าดวงจันทร์ดวงนั้นที่ปรากฏขึ้นใหม่จะย้ายไปอีกตำเเหน่งที่ห่างใกลจากจุดเดิม
' อยู่ตรงนั้น... ตรงนั้น... นั่น... อยู่นั่นเอง... มันอยู่ตรงนั้น... ข้างหน้าตรงนั้น... เดินไปอีก... ใช่เเล้ว... อยู่ตรงนี้... '
" หรือเราหูฝาดคิดไปเองกันนะ "
ราวกับได้ยินเสียงพูดจาสนทนาที่ลอยมากับสายลม ความตื่นตัวในทุกสิ่งรอบกายที่เเปลกใหม่ทำไห้เขาต้องหยุดฝีเท้าเพื่อตั้งใจฟังดูอีกครั้ง...
ฟิ้ววววว!
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
กิ่งก้านพุ่มใบของเจ้าตะเคียนใหญ่ที่มีดอกศรเหมันต์ปักเเน่นอยู่ดั่งโดนเเช่เเข็งจำต้องชะงักค้างหยุดการเคลื่อนไหว เเต่ทุกครั้งเมื่ออักขระโบราณที่ปกคลุมอยู่ได้เรืองเเสงขึ้นชั้นเกล็ดน้ำเเข็งเหล่านั้นเหมือนโดนละลายหายไป
" เเวกกกกก! "
ในยามนี้เจ้านกเน่าตัวจิ๋วที่พรางร่างกายใต้ก้านใบเเทบจะอยู่ไม่เป็นสุข วิถีของดอกศรดอกหนึ่งที่เจ้าจิตสิงห์ตั้งใจเล็งมาเสียบเข้าใต้ฐานปีกของมันอย่างจัง ถึงเเม้เจ้านกเล็กจะพับปีกเอียงตัวหลบจุดสำคัญรอดไปได้ เเต่ไม่วายตัวมันต้องสังเวยขนปีกเเสนสวยสีดำสลับขาวไปบางส่วนเพื่อปกป้องชีวิตน้อย ๆ เมื่อมันกระพือปีกขึ้นอีกครั้งเพื่อโบยบินมุมปีกข้างหนึ่งเว้าเเหว่งเว้นว่างดั่งรูรั่วราวกับเด็กน้อยที่ฟันกระต่ายด้านหน้าหลุดหลอหายไป
ร่างเเยกนับร้อยเสมือนจริงทะยานหลบหลีกกิ่งก้านที่เเตกกิ่งก้านอีกนับพันถาโถมฟาดฟันเข้ามา เจ้าสี่หน้าเคลื่อนที่รวดเร็วราวกับฝูงบินรบขับไล่หมายมั่นทำลายร่างเเหกำเเพงเหล็กนี้ให้ได้ เพื่อจะเข้ากลุ้มรุมสังหารเจ้านกเน่ามันถึงกับส่งร่างเเยกหลายสิบตัวหลอกล่อให้เจ้าตะเคียนใหญ่ตบเเหลกไม่มีชิ้นดี ต่อให้ต้องสูญเสียมากกว่านี้อีกร้อยเท่าพันทบตัวมันที่ได้รับฉายาว่า ' จิตสิงห์ ' หาได้หวาดหวั่นขลาดเขลาไม่
" เสี้ยวพิฆาต! "
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
ร่างเเยกอีกร่างหนึ่งตัวขาดสองท่อนประกายตามืดลงไร้ชีวิตร่วงหล่นเเต่ก่อนที่จะตกสู่พื้นถูกกิ่งก้านยาวใหญ่เหวี่ยงฟาดจนเลือดเนื้อเเหลกเละ อีกสองร่างที่ลอยขนาบอยู่ข้างกายหัวขาดกระเด็นกระเเทกคาคบไม้หลายทอดกว่าจะตกพื้น ทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีจากใบมีดบางโปร่งเเสงคมกริบที่ถูกยิงออกมาจากนัยน์ตาสีฟ้าราวผลึกเเก้วที่ภายในมีเส้นดำกากบาทกำลังหมุนวน
" กรอด... กายจิตลับเเล ' ขุนพลน้อยออกศึก ' จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสิบเป็น... "
ท่ามกลางดงไม้ร่างเเยกปักษาอีกห้าร้อยตัวถลาร่อนโฉบเฉี่ยวง้างคันศรเข้าจู่โจมราวกับพายุฝนดาวตก ดอกศรที่พุ่งมาทั้งสี่ทิศบังคับเจ้านกเน่าต้องบินหนีหลบหลีกอุตลุด หลังจากการต่อสู้ได้ถูกเจ้าจิตสิงห์ยกระดับความรุนเเรงขึ้นไปอีกขั้น สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในตอนนี้เเม้ตัวมันยังไม่ได้รับบาดเจ็บเเต่ก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายผิดหวัง ภายในใจร้องระงมก่นด่าเจ้ากระดูกขาวผู้มากรักที่ตอนนี้ทำไมถึงยังไม่เห็นหัว
" จิตสิงห์ นะ... นายท่าน! "
เจ้าสมัมที่ได้รับอิสระอีกครั้งด้วยการช่วยเหลือจากเดวีเเกน เเต่เมื่อมันเห็นว่าเจ้านายยังไม่ปรากฏตัวตามออกมา เจ้าหมานรกจำใจต้องหักหัววกกลับพุ่งเข้าไปยัง ' ทุ่งสังหาร ' นั้นอีกครั้ง เเต่ทุกครั้งกลับโดนกีดกันจากม่านเเสงสีเขียวเข้มลวดลายพฤกษาแปลกประหลาดที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณปิดกั้นไว้สุดความสามารถที่มันจะทะลวงฝ่าเข้าไปได้
เมื่ออยู่ด้านนอกสิ่งเเรกที่มันมองเห็นกลับไม่ใช่ความสิ้นหวังเเต่เป็นเพื่อนร่วมรบสู้ศึกที่เคียงข้างกันผู้เงียบขรึมไม่เคยย่อท้อ เเววตาเเดงก่ำทั้งคับเเค้นเเละผิดหวังในความสะเพร่าของตนเองราวกับถูกสะกดจากการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่อลังการของเจ้าปักษาสี่หน้า เเต่ชั่วพริบตานั้นกลับมีบางสิ่งดึงดูดสายตาหมองหม่นสีมืดให้มองเลยผ่านไป
สายลมเย็นจากสรวงสวรรค์กรรโชกรุนเเรงหอบม้วนเมฆหมอกที่บดบังความตระการตาของเเผ่นฟ้ากว้างในยามค่ำคืนให้มลายสิ้น เมื่อฟ้าเปิดเหมือนโลกเปลี่ยน... เปลี่ยนโลกที่ไร้เรี่ยวเเรงให้กลับกายเป็นโลกพระจันทร์เต็มดวง!
" อะวู้ววววว อะวู้ววววว อะวู้ววววว "
กร๊อบ... กร๊อบ...
เเกรก... เเกรก...
บัดนี้ราวกับสายเลือดลี้ลับในกายได้รับเเรงกระตุ้น เจ้าสมัมแปลงกายเป็นหมาป่าตัวใหญ่ เเววตาที่เคยเเดงก่ำโหดเหี้ยมเเปรเปลี่ยนเป็นสีทองเเวววาวดั่งโดนเเสงจันทน์นวลเคลือบทาทับ ร่างกายของเจ้าสุนัขโลกันต์บิดกระตุกผิดธรรมชาติส่งเสียงเเปลกประหลาด กรงเล็บสีเลือดงอกเงยคมกริบ กลางแผ่นหลังมีดงดาบโค้งผุดทะลุผิวหนังหนาขึ้นมายาวจรดปลายหาง
เจ้าอสูรหมาป่าหน้ายาวจมูกแหลมลุกยืนด้วยสองขามั่นดั่งปีศาจที่ปรากฏกายจากไพรมืด ดวงตาลึกล้ำสีเหลืองทองจับจ้องดวงจันทร์ไม่วางตา ทั่วร่างเเผ่กระจายกลิ่นอายชั่วร้ายบ้าคลั่งราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกอันตรายรุนเเรง
" บรู้ววววว! "
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
" กรงเล็บเถื่อน!!!!! "
กรงเล็บโลหิตทมิฬพุ่งทะลวงเข้าฟาดฟันกับม่านพลังวิญญาณพฤกษาเพื่อเปิดเส้นทางให้เจ้านายได้หลบหนี เเต่ถูกหยุดไว้ด้วยม่านเเสงยืดหยุ่นอันเเข็งเเกร่ง ทุกครั้งที่เจ้าอสูรโจมตีม่านเเสงจะสว่างวาบคล้ายกับระลอกวงน้ำกระเพื่อมก่อนจะกลับมาเป็นปกติดังเดิม
" สดับเเสงจันทร์!!!!! "
สิ้นประกายแสงสว่างวูบสนับมือโลหิตติดอาวุธคล้ายเสี้ยวจันทราเเหลมโค้งครอบทับบนหลังมือทั้งสอง ทุกครั้งที่สนับโลหิตกระหายเลือดกรีดผ่านปราการเเสงมรกตปรากฏร่องรอยลากตัดเป็นทางยาวเเต่เเค่นี้ยังไม่เพียงพอให้ตัวมันทะลวงฝ่าเข้าไปได้
" ไม่! ประกายหมาป่า!!!!! "
ดงดาบเเหลมที่ฝังตัวบนเเผ่นหลังทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาราวกับขีปนาวุธในอีกซีกโลกสมัยใหม่ เจ้าอสูรนรกโจมตีอย่างคลุ้มคลั่งสุดขีด มันเเทบงัดทุกอย่างที่มีในคลังเเสงออกมาจนหมดสิ้น
" เจ้าสุนัขเถื่อน... "
จิตสิงห์รู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โดยรวมส่งผลให้จิตใจของมันหนักอิ้ง เเต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในเเววตากลับปรากฏประกายเชื่อมันเพิ่มพูน เเละอีกอย่างเจ้านายของมันนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ลึกลับที่ยากหยั่งถึงไร้ผู้ใดสามารถทาบเทียม...