เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายซ่งิหลานอยู่ตรงนี้พริบตาเดียวฉับพลันก็หันหลังกลับ
ใบหน้าของจิ้นอ๋องยังคงเ็าขณะที่นั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้า
นอกจากองครักษ์คู่ใจที่กำลังเบ้ปากของเขาแล้วก็ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง
ซ่งิหลานรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องทว่ากลับหาไม่เจอว่าไม่ถูกที่ตรงไหนด้วยเหตุนี้จึงได้หันกลับมาปลอบขวัญสาวใช้สองคนต่อ
บ่าวรับใช้เ่าั้เมื่อรู้ว่าเบื้องหน้าคือองครักษ์ของจิ้นอ๋องจากความวุ่นวายเปลี่ยนเป็ความสงบ ทว่าเมื่อมองไปที่ซ่งิหลานกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเห็นได้ชัดว่าเมื่อหญิงสาวที่น่าสงสารผู้หนึ่งแทงคนร้ายจนตายด้วยดาบเดียวนั้นต่อให้เป็คนที่เห็นโลกมามากยังรู้สึกหวาดผวาท่ามกลางบ่าวรับใช้เ่าั้มีหลายคนที่สายตาเปล่งประกายเหมือนกับมีความหมายอื่นแอบแฝง ซ่งิหลานหันศีรษะกลับมาก็พบเข้ากับสายตาของบ่าวรับใช้เ่าั้ในใจเยียบเย็นแค่นหัวเราะสองที ชำเลืองไปมองสาวใช้ข้างกายผู้หนึ่ง ซึ่งใบหน้ารูปไข่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นหลายส่วน
ใบหน้าสาวใช้ผู้นี้ยังคงซีดเผือดทว่ากลับรู้จักซ่อนซ่งิหลานไว้ข้างหลังตัวเอง สกัดกั้นสายตาผู้อื่น
เห็นสายตาของบ่าวรับใช้เ่าั้สายตาของสาวใช้ผู้นี้พลันเปลี่ยนเป็ขึงขังจริงจังขึ้นมา!
“หากมิใช่เพราะจิ้นอ๋องผ่านมาทันการณ์ ช่วยคุณหนูสามไว้ทันจะอาศัยพวกเ้าที่เพิ่งจะทิ้งเ้านายเอาตัวรอดเพียงลำพังน่ะหรือคุณหนูสามควรจะกลับไปบอกฮูหยินผู้เฒ่าโหว ให้นายท่านโหวมอบโทษตายแก่พวกเ้า!” น้ำเสียงของนางเฉียบขาดจริงจังด่าว่าไปยังบ่าวเ่าั้ที่ยังหวาดผวาจนหน้าไร้สีเื“ชีวิตนายของตัวเองพวกเ้ายังไม่คิดปกป้องก็ไม่เห็นว่าพวกเ้าจะเป็บ่าวที่ดีตรงไหน! บ่าวในจวนจงจิ้งโหวมีตั้งเยอะยังจะ้าพวกเ้าที่ไม่จงรักภักดีอีกหรือ ช่างเป็ความอัปยศของจวนจงจิ้งโหว!” นางด่าว่าเสียงดัง ที่จริงก็เพื่อข่มขู่คนเ่าั้
ถ้าหากพวกเขาพูดเหลวไหลไปถึงข้างนอกอย่างเช่นข่าวลือว่าซ่งิหลานฆ่าคนอย่างอำมหิต ซ่งิหลานนายบ่าว จะต้องรายงานเื่ที่พวกเขาไม่จงรักภักดีไม่ดูแลความเป็ตายของซ่งิหลานอย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นพวกเขาหนึ่งบ้านเกรงว่าคงได้รับโทษตาย
“เป็ความผิดของบ่าวเอง คุณหนูสามโปรดอภัย” บ่าวรับใช้เ่าั้หวาดกลัวจนใบหน้าไร้สีรีบร้อนคุกเข่าเบื้องหน้าซ่งิหลาน
“คุณหนูสามจิตใจเมตตาการุณย์ ครั้งนี้ย่อมต้องอภัยให้พวกเ้าเพียงแต่พวกเ้าต่อไปภายหน้า ควรจะรู้ สิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด”
“ไม่จำเป็ต้องมากเื่” องครักษ์คู่ใจของจิ้นอ๋องเห็นกับตาว่าฝ่าาของเขาเก็บผ้าเช็ดหน้าของผู้อื่นใบหน้าหล่อเหลาคมคายปรากฏความรู้สึกแตกต่างเป็อย่างมาก ตลอดเวลาเขาใช้สายตาดั่งเทพเซียนมองไปที่ซ่งิหลานตอนนั้นเห็นสาวใช้ผู้นั้นเอาแต่ปกป้องซ่งิหลาน ทำให้สายตาของเขาปรากฏความประหลาดใจอยู่หลายส่วนหลังจากนั้นเห็นจิ้นอ๋องมองมาที่ตนเองด้วยสายตาเ็าครู่หนึ่งรีบร้อนกล่าววาจาเจือรอยยิ้ม “ฝ่าาของพวกเราคือผู้กล้าช่วยหญิงงามหากใครกล้าพูดไปว่าไม่ใช่ฝ่าาของพวกเราช่วยคน แสดงว่าไม่เห็นฝ่าาของพวกเราอยู่ในสายตาถึงตอนนั้นหากมีคำพูดเหลวไหลออกไป ฝ่าาของพวกเราย่อมต้องโต้แย้งคืน ”
เขาหยุดไปชั่วขณะมุมปากยกขึ้นแฝงรอยยิ้มเยียบเย็น ไอสังหารแผ่ไปทั่วยิ่งทำให้บ่าวเ่าั้ขวัญผวาพูดอย่างเชื่องช้าว่า “สำหรับบ่าวที่ทรยศนายตายสถานเดียว”
ถ้าหากว่าในมือไม่มีอำนาจเป็เพียงแค่บุตรสาวฮูหยินใหญ่เล็กๆในจวนโหวอย่างซ่งิหลานพูดประโยคเหล่านี้ เกรงว่าผู้อื่นอาจจะยังลังเลใจ
ทว่าเมื่อฝ่ายจิ้นอ๋องผู้เ็าพูดอย่างนี้ออกมาชั่วขณะนั้นทำให้บรรดาบ่าวไม่กล้าแม้จะคิดพิจารณา
คิดจะเอาเื่คุณหนูสามไปฟ้องฮูหยินจงจิ้งโหวต้องดูว่าจิ้นอ๋องจะสามารถให้อภัยพวกเขาได้หรือไม่!
“ขอรับ” บ่าวรับใช้เ่าั้พึมพำตอบรับโขกศีรษะแก่จิ้นอ๋อง
จิ้นอ๋องมองไปที่องครักษ์คู่ใจด้วยสายตาพึงพอใจน้ำเสียงยังคงเ็า ตอนที่ซ่งิหลานเลิกคิ้วมองมา พูดเสียงบางเบาว่า “เ้าไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่”
ไร้เื่ให้ช่วยเหลือสาวใช้ผู้สนิทสนมน่าอบอุ่นใจก็นำคุณหนูของตัวเองยัดไว้ด้านหลังต่อไป
ไม่รู้กาลเทศะอย่างนี้องครักษ์คู่ใจจิ้นอ๋องได้แต่เบิกตากว้างเขาเห็นสายตาเ็าของจิ้นอ๋องมองไปยังสาวใช้ผู้นั้นฉับพลันกระแอมไอหนึ่งครั้งตัดสินใจว่าตัวเองเป็ผู้กล้าช่วยหญิงงามจริงๆช่วยชีวิตน้อยๆของสาวใช้ผู้มีตาแต่ไร้แวว อย่างไรก็ตามเมื่อเขากำลังจะเปิดปากพูดกลับพบว่าไกลออกไปมีรถเล็กๆวิจิตรละเอียดอ่อนหลังหนึ่งกำลังเคลื่อนมาไม่นานเท่าไหร่ รถนั้นก็มาถึงเบื้องหน้าของฝูงชน หยุดอยู่ระหว่างจิ้นอ๋องและซ่งิหลานซ่งิหลานกลับพบว่ารถแม้ไม่ใหญ่ ทว่างดงามละเอียดอ่อน มองดูแล้วสูงค่ามีราคาอดไม่ได้ต้องหันไปค้อมศีรษะขอบคุณจิ้นอ๋องอย่างซาบซึ้งใจ
“ขอบพระทัยฝ่าาที่ยื่นมือเข้าช่วยเพคะ”
รถนี้แม้ว่าสวยงามละเอียดอ่อนทว่ามองไปแล้วไม่ได้ฟุ่มเฟือยเกินงาม ซ่งิหลานพอใจเป็อย่างมาก
หากไม่ใช่บังเอิญพบจิ้นอ๋องต่อให้นางฆ่าผู้ร้าย ทว่ารถพังเสียแล้ว หรือต้องให้นางบุตรสาวฮูหยินใหญ่เดินลุยเท้ากลับเข้าจวนหรือ?
เกรงว่าคงจะเป็เช่นนั้นจริงๆในจวนจงจิ้งโหวคงจะมีคนยินดีในความโชคร้ายของนาง
คิดถึงความวุ่นวายที่จะเกิดในจวนจงจิ้งโหวแววตาของซ่งิหลานพลันดำมืด
แม้นางเป็บุตรสาวฮูหยินใหญ่แห่งจวนจงจิ้งโหวฐานะสูงส่ง ในเมืองหลวงสามารถเรียกหญิงสาวสูงศักดิ์ได้อย่างเต็มปากเพียงแต่ชีวิตอาภัพนัก นางเกิดมามารดากลับตายจากไป
ฮูหยินคนเก่าของจงจิ้งโหวตายไปยังไม่ถึงหนึ่งเดือนบุตรสาวของตัวเองยังอยู่ในผ้าห่อทารก ก็อดรนทนไม่ไหวแต่งงานซึ่งก็คือฮูหยินจงจิ้งโหวคนปัจจุบัน...หลี่ซื่อ* ต่างก็พูดกันว่ามีมารดาเลี้ยงก็เหมือนมีบิดาเลี้ยงจงจิ้งโหวเดิมทีไม่ได้ชอบพอมารดาของซ่งิหลานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจบุตรสาวที่นางเหลือไว้ด้วยเหตุนี้จึงมีแต่ความเมินเฉยมอบให้ ไม่เพียงแต่เ็าต่อซ่งิหลานกระทั่งพี่ชายร่วมมารดาของซ่งิหลาน บุตรชายคนโตของตัวเองก็ไม่สนใจไยดีเช่นเดียวกับซ่งิหลานเมื่อซ่งิเหอมีอายุได้เพียงสิบห้าปีก็ใช้ข้ออ้างว่าลูกผู้ชายที่ดีต้องรู้จักสร้างอนาคตด้วยตัวเองไม่ควรจะพึ่งพาอำนาจของตระกูล จึงได้ถูกส่งไปด่านชายแดน
จากนั้นมาซ่งิเหอน้อยครั้งนักที่เขียนจดหมายกลับมาเมื่อฮูหยินจวนจงจิ้งโหวให้กำเนิดคุณชายรองซ่งิเฟิงและคุณหนูรองซ่งิเยว่ซ่งิเหอสองพี่น้องจึงยิ่งเป็ดั่งหนามยอกอกของฮูหยินจวนจงจิ้งโหว
ซ่งิเหอใช้ชีวิตอยู่ที่ด่านชายแดนฮูหยินจงจิ้งโหวยังใช้ข้ออ้างว่าฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวสุขภาพไม่ค่อยดี ให้ซ่งิหลานไปอาศัยอารามเก่าแก่ในหุบเขาลึกทุกๆวันคุกเข่าสวดมนต์ภาวนาเพื่อฮูหยินผู้เฒ่า
คุกเข่าครั้งนี้ผ่านไปถึงแปดปี
คิดมาถึงตรงนี้มือเล็กบอบบางของซ่งิหลาน ก็ค่อยๆเกาะกุมลูกประคำหยกในข้อมือขาวผ่องของตัวเอง
แม้นถูกลืมทิ้งไว้ท่ามกลางหุบเขาลึกทุกวันสวดภาวนาจิตใจตัวเองให้ใสสะอาด ทว่านางไม่เคยเป็กังวลว่าจวนจงจิ้งโหวจะสามารถลืมตัวเองไปได้
แม้ว่าฮูหยินจงจิ้งโหวยังหวาดระแวงตัวเองทว่าซ่งิหลานรู้อยู่ตลอด ต้องมีสักวัน ฮูหยินจงจิ้งโหวบีบจมูก* เกรงว่าต่อให้ไม่ยินยอมอีก ก็ยังต้องรับตัวเองกลับเมืองหลวงอย่างเหมาะสมดังนั้นตลอดเวลาที่นางอาศัยอารามเก่าแก่บำรุงร่างกายฝึกจิตใจผ่านชั่วเวลาเ่าั้มาอย่างสงบ กระทั่งต้องใช้ตัวเองคุกเข่าสวดมนต์ภาวนาถึงแปดปีทั้งหมดตัวเองทำเพื่อคำสรรเสริญว่ากตัญญูต่อท่านย่าของตัวเอง ยังมี...
ฮูหยินจวนจงจิ้งโหวจะไม่สามารถใช้ความไร้เดียงสาของตัวเองเมื่อครั้งเยาว์วัยหาโอกาสลงมือกับตัวเองได้
ตอนนี้นางเติบโตแล้ว
ความแค้นในปีนั้นท่านแม่ของนาง พี่ใหญ่ของนางซ่งิเหอ ยังมีตัวนางเองจะต้องให้หลี่ซื่อค่อยๆชดเชยคืนมาทีละเล็กทีละน้อยจนหมด
ดวงไฟลุกโชติ่รวมตัวกันอยู่ในแววตาคู่งามเมื่อสลายไปแล้ว เปลี่ยนเป็กระแสคลื่น และความอ่อนโยนของฤดูใบไม้ผลิ
หญิงงามงดงามไร้ผู้เปรียบเปรยขณะนี้ใบหน้าจึงปรากฏเพียงความบริสุทธิ์สงบนิ่งและนิ่มนวล
นางก้มหน้าเป็เชิงขอบคุณให้จิ้นอ๋องเป็ครั้งที่สามไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อยเมื่อก้าวขึ้นไปนั่งบนรถอันวิจิตรนั้น สั่งบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งล่วงหน้าไปแจ้งข่าวแก่จวนจงจิ้งโหวให้ทางจวนรู้ว่าอีกไม่นานนางก็จะกลับถึงจวนสักครู่จึงได้ออกเดินทาง
เพียงแต่จิ้นอ๋องก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกๆแก่ซ่งิหลานตลอดเวลาเมื่อล้อรถเริ่มบดเบียดกลิ้งเคลื่อนไปข้างหน้า ซ่งิหลานอดไม่ได้ยกมือขึ้นเปิดผ้าม่านสีเขียวด้านหนึ่งขึ้นอย่างอ่อนโยนแล้วมองไปทางด้านหลังกลับพบว่ามีองครักษ์เกราะเงินไม่น้อยกรูเกรียวกันออกมาบริเวณนั้น และชายหนุ่มผู้นั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้าชั่วขณะนั้นะโลงจากหลังม้าอ้อมไปหาชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้นั่งตระหง่านเหมือนกำลังพิจารณาอะไรอยู่ในใจของนางพลันปรากฏความรู้สึกแปลกๆโดยไม่รู้ตัวชั่วพริบตาเดียวความรู้สึกเ่าั้ก็ถูกโยนทิ้งไปจากสมอง นางปล่อยม่านลง
“คุณหนูสามท่านไม่เป็อะไรนะเ้าคะ?”
อีกด้านหนึ่งใบหน้ารูปไข่อ่อนโยนของสาวใช้ปรากฏแววตื่นใ กล่าวเสียงเบา
ซ่งิหลานเพียงแค่ยิ้มส่ายศีรษะเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “สัตว์ป่าในเขาน่ากลัวกว่าคนบ้าเป็ไหนๆมิใช่ว่ามุทะลุดุดันโหดร้ายกว่าหรือ? ตอนนั้นข้ายังไม่เห็นพวกเ้าหวั่นกลัวขนาดนี้ฮุ่ยซิน เ้าอยู่ในป่าเขาฝึกจิตใจอยู่ถึงแปดปี หรือว่าความกล้าหาญของเ้าฝึกไม่สำเร็จเสียแล้ว?” อารามเก่าแก่อยู่ในหุบเขาลึกที่เงียบสงบ ทว่าท่ามกลางหุบเขาลึกลงไปมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่นับไม่ถ้วน ทั้งหมาป่า เสือ หรือประเภทที่น้อยนักจะพบเห็นซ่งิหลานอาศัยอยู่ในหุบเขามานาน รวมถึงสาวใช้ทั้งสองคนที่อดทนอยู่ในความเงียบสงัดกับตนเองล้วนแต่เคยฆ่าสัตว์ป่าเ่าั้มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น
ทว่าสัตว์ป่าอย่างไรเสียก็ไม่ใช่คนที่มีเืเนื้อสาวใช้ทั้งสองคนแน่นอนว่าอยู่ที่นั่นแปดปีย่อมแทบจะไม่ได้พบเจอผู้คนภายนอก
“เป็ความผิดของบ่าวเองเ้าค่ะ” ฮุ่ยซินร้อนรนกล่าวเสียงต่ำ
ข้างๆของสาวใช้ผู้งดงามนั้นคือสาวใช้งดงามเฉิดฉายไม่แพ้กันกล่าวด้วยความละอายใจว่า“เจินจูก็ผิดไปแล้วเ้าค่ะ”
“ภายหลังย่อมได้พบเจออีกมาก พวกเ้าก็จะไม่กลัวแล้ว” ซ่งิหลานไม่ลืมมิตรภาพเก่ากับสาวใช้ที่สู้อุตส่าห์อดทนทุ่มเทแรงกายแรงใจอยู่กับตัวเองมาถึงแปดปีย่อมเข้าอกเข้าใจเป็ธรรมดาทั้งไม่ได้ใส่ใจ
นางนิ่งไปชั่วขณะลูบดาบสันโค้งที่อยู่ในแขนเสื้อ ค่อยๆหรี่ั์ตาตัวเองลง
“นายท่านโหวครั้งนี้รับคุณหนูกลับไป หรือว่า หรือว่าคิดถึงคุณหนูขึ้นมาแล้ว?” เจินจูสบแววตาครุ่นคิดของซ่งิหลานอดไม่ได้ตบมือหัวเราะด้วยความปิติยินดีพูดออกไปว่า “คุณหนูงดงามดั่งดอกไม้แรกแย้มทำไมจะต้องอยู่ในหุบเขาป่าลึกแร้นแค้นนั่นล่ะ? ให้ข้าพูดนะนายท่านโหวครั้งนี้รับคุณหนูกลับไป ในใจย่อมต้องมีคุณหนูอยู่อย่างแน่นอนถึงตอนนั้นคุณหนูย่อมได้แต่งเข้าตระกูลดีๆแน่นอนเ้าค่ะ!” ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความเบิกบานใจพบซ่งิหลานเพียงยิ้มไม่ได้กล่าวอันใด จึงพูดเสียงต่ำว่า “หากคุณหนูสามได้แต่งกับคนดีๆ ฮูหยินิญญาฮูหยินที่อยู่บน์ย่อมมีความสุข”
“พูดก็พูดเถอะ คุณหนูก็สิบเจ็ดปีแล้ว หากยังไม่แต่งอีก ต่อไปก็...” ฮุ่ยซินวิตกกังวล
บุตรสาวผู้ดีศักดิ์เ่าั้โดยมากสิบห้าสิบหกก็ตบแต่งหรือหมั้นหมายไปแล้วมีครอบครัวมีที่พักพิงของชีวิตในภายหน้า
ทว่าสองปีก่อนซ่งิหลานอยู่ในวัยที่ควรออกเรือนแต่ภายในจวนจงจิ้งโหวกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเหมือนกับ้าให้ซ่งิหลานใช้ชีวิตตามยถากรรมอยู่ที่อารามเก่าแก่
พวกนางบ่าวที่ซื่อสัตย์ทั้งสองคนร้อนรนกระวนกระวาย ทุกวันคืนเฝ้าแต่ภาวนาสวดวิงวอน หวังให้จงจิ้งโหวไม่ลืมคุณหนูของตัวเองโดยเด็ดขาด
ตอนนี้...คุณหนูของตัวเองขมสิ้นหวานตาม*แล้ว
*氏 ซื่อ หมายความว่า เป็คำต่อท้ายชื่อสกุลของสตรีที่แต่งงานแล้ว โดยทั่วไปจะใส่ชื่อสกุลสามีหรือแซ่ของบิดาตนเองสำหรับใช้เรียก
*捏着鼻子 บีบจมูก หมายความว่า ยอมรับสิ่งๆนั้น ทั้งที่ไม่ได้ชอบ
*苦尽甘来 ขมสิ้นหวานตามหมายความว่า ต้นร้ายปลายดี
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า