ภายในห้องพักเลิศหรูมีการแบ่งซอยพื้นที่การใช้งานอย่างคุ้มค่าลงตัว ทั้งห้องรับแขกห้องทำงาน ห้องนอนใหญ่ และห้องนอนเล็กตามสไตล์คนมีคลาสที่นิยมจ่ายเงินปึกใหญ่เพื่อซื้อความพึงพอใจโดยไม่ระคายมือ
ระรินดาวนั่งจัดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอย่างไร้อารมณ์ภายในห้องนอนเล็กห้องที่ผู้เป็เ้าของชี้นิ้วส่งๆ ไล่มา
“นั่นที่ซุกหัวนอนเธอ แล้วอย่ามัวอ้อยอิ่งอยู่ล่ะ”
เธอบุ้ยปากประชดเอากับตะกร้าผ้าราวกับมันคือตัวต้นเหตุ “เ้าคร่าคุณชายบ่าวจะรี๊บรีบ ไม่มัวชักช้าอยู่หรอกเ้าค่ะ” ครั้นสิ้นคำน้ำตาก็ร่วงเผาะ
ทำไมต้องเป็ฉัน!
คนว้าวุ่นสับสนเหลือบมองเสื้อผ้าสองสามชุดที่เตรียมมาซึ่งล้วนแต่เรียบง่ายใส่สบายแบบที่เธอชอบหนักไปทางผ้ายืดเป็ส่วนใหญ่ เพราะกะว่ามาล่วงหน้าเป็อาทิตย์คงมีเวลาไปเลือกหาซื้อชุดพื้นเมืองมาใส่ร่วมงาน
แต่คงไม่ต้องแล้ว
ยิ่งตอกย้ำให้ใจเจ็บลึก
“เหมาะกับการต้องมาเป็คนรับใช้ตาเมอยาฟนั่นจริงๆ” คงไม่พ้นโดนโขกสับสารพัดมือบางปาดน้ำตาทิ้งแบบลวกๆ เหนื่อยหัวใจจนต้องทิ้งตัวพิงกับผนัง
นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่!
เป็การตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วใช่ไหมที่ตกปากรับคำยอมทำตามเงื่อนไขทั้งที่ไม่รู้เื่อะไรเลย
น่าแปลก! ที่คำพูดของเขาช่างมีมนต์ขลังและทรงพลังขนาดทำให้เธอเชื่อได้เพียงนี้เชียวหรือความเชื่อที่มาจากดวงตาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่ จริงจัง และเปิดเผย
เขาโกรธและเกลียดอัลฟาลจริงๆ
เมอยาฟไล่อ่านทุกรายละเอียดบนหน้ากระดาษอย่างตั้งใจแม้กระทั่งเสียงโทรศัพท์ที่มุมโต๊ะยังมิอาจดึงสมาธิเขาไปได้จนระบบตัดเข้าสัญญาณฝากข้อความนั่นแหละ
“เฮ้ย! ทำไมไม่รับสายวะเมอยาฟทั้งที่นั่งหัวโด่อยู่นั่นฉันรู้นะว่านายกำลังอ่านประวัติแม่สาวน้อยหน้าหวานคนนั้นอยู่”เป็เหตุให้สายตาคมกริบละจากหน้าเอกสารเพื่อกลอกตามองบนอย่างจนใจ
“จะแก้แค้นอะไรเขาก็นึกถึงหัวใจตัวเองหน่อยนะกลัวเพื่อนจะเป็ฝ่ายถูกเล่นงานซะเองฉันว่าจะให้ดีนายเผด็จศึกเ้าหล่อนซะคืนนี้เลยสิ”เสียงหัวเราะชอบใจตบท้ายของคนที่กล้าแหย่หนวดเสือทำเอาเสือใหญ่รีบตัดสัญญาณทิ้ง
“ไอ้บ้าเอ้ย! เจอหน้าจะชกสักเปรี้ยง” คนถูกกวนอารมณ์เริ่มนั่งไม่เป็สุข“ไม่น่าเล่าให้ฟังเลย ให้ตาย!”เพราะเหตุการณ์บนเครื่องบินมันกลายเป็เื่ให้ไอ้เพื่อนตัวแสบคอยเอามาจี้จุดกันเสียนี่
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูทำคนกำลังยัวะจัดหันขวับ “จะเข้าก็เข้ามาซิ เคาะอยู่ได้!”
..เงียบ..
“เอ้า! หูแตกหรือไง! จะเข้าก็เข้ามา”
สุดท้ายคนที่แหกปากอยู่ฝ่ายเดียวต้องลุกพรวดมาเปิดประตู
“ฉันอนุญาตแล้ว ไม่ได้ยินหรือไง..”คำตะคอกขาดหายเมื่อหญิงสาวตรงหน้าทำให้เขาตะลึง
คนที่รัฐคาฮาลไม่ว่าหญิงหรือชายยังคงรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบพื้นเมืองที่เน้นโทนสีสุภาพไม่ฉูดฉาดแต่สำหรับเสื้อยืดแขนยาวคอกลมสีครีมลายช่อดอกไม้เก๋ไก๋กับกางเกงผ้าสีดำที่หญิงสาวสวมอยู่เวลานี้
ถึงจะแปลกตาสำหรับเขา..แต่กลับดูเข้ากันดีอย่างไม่น่าเชื่อแม้ผมดำขลับที่เคยปล่อยยาวสลวยเมื่อแรกเจอจะถูกรวบมัดตึงก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าน่ามอง
ระรินดาวพิจารณาตัวเองอย่างเข้าใจไปอีกทาง
“ฉันไม่ถนัดใส่เสื้อผ้าพื้นเมือง หวังว่าคุณคงไม่ว่า”ประกอบกับคนหน้าสวยพยายามซ่อนเร้นความรันทดของตัวเองจนเสริมความน่ารักน่ามองโดยไม่รู้ตัว
“อีกอย่างฉันก็..ไม่มีด้วยค่ะ”
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวหาให้”
นั่นปะไร! พูดออกไปจนได้
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวอีกวันสองวันทางบ้านฉันคงจะส่งเสื้อผ้าบางส่วนตามมา”คนเผลอพลั้งปากจะหาให้ได้ทีทำเฉยเพราะเข้าทางที่อีกฝ่ายรีบออกตัวปฏิเสธ
“นี่พ่อเธอรีบให้มาซะจนว่าจัดกระเป๋าไม่ทันเชียวเรอะอัลฟาลนี่น่าทึ่งจริง” คนฟังอยากอ้าปากเถียงว่าบิดาไม่เกี่ยว และอาจไม่รู้เื่ด้วยซ้ำ
แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรจะบอกดีไม่ดีอาจโดนเขาประณามยกตระกูล..คนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ยังทำกันได้ที่สำคัญเพราะเธอไม่คิดจะออกไปไหนไกล ‘ลูกหนี้รอชดใช้’คงได้อยู่แค่ในห้องหับมิดชิด ไม่ต้องข้องแวะกับใคร แม้เขาจิกใช้สารพัดก็ต้องทำยอมให้เขาใช้งานกันจนตายไปข้างหนึ่ง..ดีกว่าเขาคิดย่ำยีเธอเพียงเพื่อความ ‘สะใจ’
ภายในห้องซึ่งอยู่กันตามลำพังสองคนจึงไม่อยากเข้าไปทั้งที่รู้ดีว่าไม่ว่าจะห้องไหนในนี้มันก็เป็ห้องของเขาทั้งนั้น ระรินดาวถอนหายใจเบาบางก่อนพูดรวบรัด
“คุณบอกฉันดีกว่า ว่าจะให้ฉันทำอะไรบ้าง”เท่านั้นคนร่างเล็กก็ถูกกระชากผ่านประตูเข้าไปอย่างง่ายดาย หญิงสาวขืนข้อมือแล้วถอยกรูจนชิดผนัง
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าความรู้สึกบนใบหน้าได้รูปของตัวเองกับอาการตกตื่นในแววตามันสะท้อนความกระวนกระวายออกมาได้แจ่มชัดพอที่ผู้ชายคนหนึ่งจะดูออก
“ทำไม กลัวฉันรึไง”
“เปล่าค่ะ ไม่ได้กลัวซะหน่อย” เธอตอบเสียงสั่น แวบหนึ่งเหมือนเห็นรอยขบขันในแววตาของเขาจนคิดว่าตัวเองอาจตาฝาดไปมากกว่า ถึงอย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจ แม้เขาจะเคยออกปากว่าขยะแขยงและรังเกียจเธอแต่ควรสงวนความห่างให้มากไว้เป็ดี
แค่คิดชายหนุ่มก็ปราดเข้ามาใกล้ให้เธอรีบดีดตัวหนี คราวนี้แขนยาวๆของเขารวบไว้ทัน
“จะไปไหน”
คนตัวเล็กในอ้อมกอดพยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการที่ทำให้หัวใจเธอร้อนวูบวาบ แต่เหมือนถูกแกล้งเมื่ออีกฝ่ายยิ่งกระชับแน่นไปอีก
“ปล่อยสักทีได้ไหม คุณทำกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ”ไม่รู้ว่าเขาหูตึงหรือหูแตกไปแล้วเพราะนอกจากไม่ยอมปล่อยกลับตวัดเธอขึ้นพาดบ่าแล้วเดินตรงดิ่งยังห้องนอนใหญ่
“นี่คุณ! จะทำอะไรฉันน่ะ! ปล่อยฉันเหอะ!”อาการดิ้นขลุกขลักของคนตัวเล็กไม่เป็ผลอะไรกับคนตัวใหญ่แม้แต่น้อย ไม่นานก็สมใจตามคำขอเมื่อเขาเหวี่ยงเธอลงบนเตียงแล้วหย่อนตัวลงข้างๆ ใช้สายตากวาดมองเรือนร่างอย่างหยาบคายมากกว่าจะเสน่หา
“คิดว่าฉันจะทำอะไรเธองั้นเหรอ” ระรินดาวกัดฟันแน่น
คนบ้า!
แม้คนสั่นกลัวจะถูกปล่อยตัวให้เป็อิสระแต่แววตาวับวาวที่ยังคงจ้องเธอนั้นมันทำให้รู้สึกอกสั่นขวัญแขวน
กระทั่งชายหนุ่มะเิเสียงหัวเราะพร้อมคำพูดหยันตบท้ายที่ทำให้คนฟังถึงกับฟิวส์ขาด
“อย่าห่วงเล้ยยยย..สติฉันยังดีอยู่ สารรูปอย่างเธอน่ะ..ขนาดคนกักขฬะที่สุดในคาฮาลยังเมินแน่ฉันรับรอง”
“ไอ้คนบ้า! คุณมันบ้าชัดๆ” คนฟังเลิกคิ้ว
“บ้ายังไง บ้าที่ไม่คิดจะทำอะไรเธองั้นสิ”
“ทุเรศ! ใครจะไปคิดอย่างนั้น แกล้งให้ฉันกลัวจนประสาทจะกินอยู่แล้วยังไม่พอยังมาดูถูกฉันอีก”
“อ่ะ! ไหนว่าไม่กลัว” เมอยาฟลอบมองอาการหัวเสียของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มดูแคลน“เลยอยากพิสูจน์ดูว่าจริงรึเปล่า”
ระรินดาวพยายามระงับสติอารมณ์ของตัวเองอย่างยากลำบากรู้ดีว่าเปล่าประโยชน์จะต่อล้อต่อเถียง “ทีนี้คุณก็รู้แล้วนี่คะว่าฉันกลัว”เธอยอมรับตามตรงให้เขาเผยยิ้มพอใจ
ชายหนุ่มตวัดตัวยืนนิ่ง ดวงตาวับวาวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็เคร่งขรึม
หมดเวลาหยอกเล่นสักที
“จำไว้..ฉันคือคนที่เธอต้องกลัว และขอเตือน..อย่าลองดีกับฉัน”คนฟังเม้มริมฝีปาก
บ้าอำนาจที่สุด!
“ชอบอยู่บนนั้นมากรึไง เข้าข่ายเชิญชวนนี่..เกิดฉันอยากสนองขึ้นมาจะมาว่ากันไม่ได้นะ_”
คุณพระช่วย นี่เตียงเขา!
ระรินดาวถลาลงมายืนตัวลีบอยู่มุมห้องอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าเขาจะทำอะไรอย่างที่พูดส่งผลให้อีกฝ่ายถือดีหัวเราะเยาะใส่อย่างไร้มารยาทเป็รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
“คนบ้า! โรคจิต” เมอยาฟหันขวับ
“ระวังคำพูดหน่อย ไม่งั้นฉันอาจจะมีบทเรียนบทร้อนเสี้ยมสอนปากน่าจูบของเธอก็ได้อยากลองไหมล่ะ..เอาไหม!” คนฟังรีบเม้มปากแน่นกว่าเดิมใครจะไปสนบทเรียนอุบาทว์น่าเกลียดนั่น
นี่หรือคือบทสรุปของการเป็ ‘ทาส’ ของเขาช่างน่าสมเพชสิ้นดี
หลังจากถูกยัดเยียดสถานะน่าอดสูให้เต็มตัว ทาสตัวเล็กจึงได้ประเดิมงานแรกกันตรงนั้นโดยผู้เป็นายนั่งสบายพิงเก้าอี้ตัวนุ่มคอยเฝ้าราวคนว่างงานคงสะใจคนสั่งไม่น้อยเพราะเ้าหล่อนต้องสำรวจตรวจตราเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของเขาเรียกได้ว่าั้แ่หัวจรดเท้าทีเดียวหนำซ้ำยังต้องจัดและนำออกมารีดใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะชุดสูทสากลชุดพื้นเมืองและชุดลำลองมากมาย ตู้เสื้อผ้าบิ้วอินตลอดแนวผนังห้องรูปตัวแอล คิดดูเถอะว่ามันมีกี่ชุดเพียงเพราะคำพูดลอยๆ ที่ว่า
“เตรียมชุดสำหรับวันพรุ่งนี้ให้ฉันด้วย”
พอย้อนถามว่า้าชุดแบบไหน สำหรับงานอะไร กลับได้คำตอบชวนมึนตึ๊บ
“ไม่รู้..ยังไม่ได้คิด เตรียมไว้ละกันเดี๋ยวฉันจะเลือกเอง”
ให้ตาย!
จบเพียงแค่นั้นเพราะเธอไม่ได้ซักความใดต่อ เตรียมใจไว้แล้วว่าอาจต้องเจอเื่แบบนี้นึกขอบคุณคุณยายของเธอเหลือเกินที่คอยเคี่ยวเข็ญเื่งานบ้านงานเรือนมิให้ขาดตกบกพร่องอย่างที่เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักละเลยและมองข้ามไป
"ผู้หญิงเราน่ะ ไม่ว่ายุคสมัยไหน บ้านเมืองไหนเื่ดูแลเอาใจใส่ครอบครัวเป็ไม่พ้นไปได้”
“แล้วถ้าไม่มีครอบครัวล่ะยาย หนูไม่คิดมีใครอยากอยู่กับยายไปตลอดชีวิตเลย ยายจะได้ไม่ต้องมาคอยสอนให้เมื่อยไง”
เธอจำได้ดีว่าตอนนั้นโดนคุณยายค้อนใส่หลายขวับก่อนจะแลเห็นแววหม่นหมองเจือจางในดวงตาท่าน
“อย่าทำพูดไป เมื่อถึงเวลานั้นไม่มีใครห้ามได้หรอก”
“ห้ามพรหมลิขิตน่ะเหรอยาย”
“ห้ามใจตัวเองต่างหากไม่อย่างนั้นแม่เราคงไม่ยอมไปอยู่กับพ่อเราทั้งที่รู้ว่าเขาเ้าชู้มีเมียหลายคน”
เธอยอมรับว่าจนกระทั่งบัดนี้ยังคงไม่ค่อยเข้าใจคำพูดนั้นของคุณยายสักเท่าไหร่ไม่รู้ว่าแม่ยอมแต่งงานกับพ่อเพราะอะไร จะว่าเพราะทรัพย์สินเงินทองก็คงไม่ใช่
เพราะบ้านสวนที่เธออยู่กับคุณยายยังคงสภาพเดิมๆไม่ได้รื้อทิ้งปลูกใหม่ใหญ่โตอย่างที่คนอื่นทำกันเงินทองส่วนใหญ่ที่ใช้จ่ายในบ้านแต่ละเดือนก็เป็เงินำาญจากการเกษียณอายุราชการของคุณตา
คงเป็เหตุผลเดียวที่มนุษย์โลกนิยมบอกว่ามันคือ‘ความรัก’