เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 ดันชิดต้นไม้?

            ลั่วเสี่ยวซีเดินอย่างหงุดหงิดไปตลอดทาง

            การเดินจ้ำๆๆ อย่างระบายอารมณ์แบบนี้ดูแปลกอยู่บ้าง แต่มันช่วยคลายความโกรธในใจได้เป็นอย่างดี เธอหยุดเดินก่อนจะถอนหายใจยาว หยาดเหงื่อไหลลงมาเป็นสาย

            ลั่วเสี่ยวซีหยุดลงตรงหน้าสัญญาณไฟเพื่อรอข้ามถนน เธอหันกลับไปมองซูอี้เฉิงซึ่งเดินเว้นระยะจากเธอไม่ใกล้ไม่ไกล

            เมื่อซูอี้เฉิงเดินเข้ามาใกล้เธอจึงถามเขาว่า

            “รองเท้าราคาเท่าไร เดี๋ยวฉันจ่ายคืน”

            “ไม่ต้อง” ซูอี้เฉิงตอบ “คิดซะว่าเป็นการขอบคุณที่เธอเลี้ยงมื้อเที่ยงฉัน”

            ลั่วเสี่ยวซีรู้ราคาของรองเท้ายี่ห้อนี่อยู่บ้าง กินข้าวสิบมื้อยังไม่เท่าราคาหนึ่งในสิบของรองเท้าคู่นี้เลย เธอยิ้มก่อนเอ่ย

            “นายขาดทุนเยอะนะ”

            แต่ซูอี้เฉิงไม่สนใจ เขายืนรอสัญญาณไฟอย่างเงียบๆ

            จะว่าไป ครั้งสุดท้ายที่เขายืนรอสัญญาณไฟจราจรแบบนี้คือเมื่อไรกันนะ หลายปีมานี้เขายุ่งอยู่แต่กับงาน ทั้งเรื่องบริหารบริษัทและการตอบโต้ซูหงเยวี่ยน ทำให้ไม่มีเวลาว่างมาเดินริมถนนรอไฟเขียวแบบนี้

            กว่าสิบวินาทีต่อมา สัญญาณไฟก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว ลั่วเสี่ยวซีก้าวเท้าออกไปทันที แต่หลังก้าวไปได้เพียงก้าวเดียว เธอก็สังเกตเห็นรถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าที่กำลังเลี้ยวมาจากถนนด้านหลัง ซึ่งตอนนี้ขับตรงมาทางเธออย่างรวดเร็ว

            คนขับกดแตรไม่ยั้งอย่างตกใจ ลั่วเสี่ยวซีช็อกไปจนขยับตัวไม่ออก

            ทำไงดี? ทำไงดี? เธอจะโดนรถชนแบบนี้ไม่ได้นะ พรุ่งนี้เธอต้องไปถ่ายแบบ!

            ซูอี้เฉิงส่งเสียงเรียกเธอ แต่เธอไม่ขยับเขยื้อน เขาวิ่งตรงเข้าไปก่อนจะลากลั่วเสี่ยวซีกลับมาบนทางเท้า วินาทีต่อมารถมอเตอร์ไซด์คันนั้นก็ขับผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            ถ้าลั่วเสี่ยวซียังยืนอยู่ที่เดิม มีหวังโดนชนเข้าเต็มๆ

            ลั่วเสี่ยวซีเพิ่งเรียกสติกลับคืนมาได้ เธอตกใจจนใจสั่นไปหมด ความหวาดกลัวทำให้เธอชาไปทั้งตัว

            ซูอี้เฉิงกลัวว่าเธอจะโดนรถเฉี่ยวเข้า จึงมองอย่างสำรวจ และพบว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน

            เขาพูดต่อว่าด้วยความโมโห “ลั่วเสี่ยวซี เวลาเดินเธอมัวแต่มองอะไรอยู่!”

            “ก็มองถนนไง” ลั่วเสี่ยวซียักไหล่ “ใครจะไปรู้ว่าจะมีรถขับมาจากด้านหลังเล่า”

            เธอมักจะเป็นแบบนี้ หาข้ออ้างได้ตลอด แถมยังทำท่าเหมือนตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร

            ซูอี้เฉิงไม่อยากทะเลาะกับเธอให้มากความ เขาจูงเธอเดินเข้าทางม้าลายไป

            สัญญาณไฟสีเขียวเริ่มกะพริบเพื่อเตือนคนข้ามถนน สิบเก้า...สิบแปด...สิบเจ็ด...

            ลั่วเสี่ยวซีจับมือของซูอี้เฉิงพลางคิดว่า ถ้าเธอมีเวทมนตร์ก็คงดี เธอจะทำให้เวลาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสิบเก้าเป็นยี่สิบ...ยี่สิบเอ็ด...เธอจะเสกให้ทางม้าลายยาวจนไม่มีที่สิ้นสุด แบบนี้ซูอี้เฉิงจะได้ไม่ปล่อยมือจากเธอ

            แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีมนตร์วิเศษใดๆ ฉะนั้นเมื่อข้ามมาถึงฝั่งตรงข้าม เธอจึงปล่อยมือจากเขา

            สิบกว่าปีที่ผ่านมา ซูอี้เฉิงสะบัดมือเธอมานับครั้งไม่ถ้วน เธอเกลียดความรู้สึกนั้นจึงเป็นฝ่ายปล่อยมือจากเขาก่อน มันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทิ้งเขา ซึ่งช่วยปลอบใจเธอได้บ้าง เธอเป็นคนฉลาดใช่ไหมล่ะ

            หลังเดินไปอีกสักระยะ ลั่วเสี่ยวซีก็เห็นร้านขายอุปกรณ์ออกกำลังกาย

            สองวันมานี้เธอกินเยอะจนรู้สึกผิดต่อตัวเอง ถ้าได้ออกกำลังกายสักนิดคงรู้สึกดีขึ้นแน่ๆ!

            ลั่วเสี่ยวซีเดินเข้าไปในร้านอย่างกระตือรือร้น เจ้าของร้านรูปร่างแข็งแรงกำยำเดินเข้ามาต้อนรับ

            “คนสวย สนใจจะซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกายเหรอครับ” เขาพูดพลางมองสำรวจเรือนร่างของลั่วเสี่ยวซี ก่อนจะชูนิ้วโป้งขึ้นมา “ไม่เลวนะครับเนี่ย ชอบไปฟิตเนสเหรอครับ”

            “ฉันอยากซื้อเครื่องวิ่งน่ะค่ะ” ลั่วเสี่ยวซีหลีกเลี่ยงการเข้าหาของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยการชี้แจงจุดประสงค์ของตน

            “เชิญทางนี้เลยครับ” เจ้าของร้านนำทางลั่วเสี่ยวซีไปยังโซนเครื่องวิ่งที่อยู่มุมห้อง ก่อนจะให้คำแนะนำอย่างละเอียด และจบประโยคด้วยคำว่า “ถ้าเลือกได้แล้วบอกผมนะครับ เดี๋ยวลดให้พิเศษเลย สามสิบเปอร์เช็นต์”

            “ช่วงนี้ที่ร้านจัดโปรโมชั่นเหรอคะ” ลั่วเสี่ยวซีถามอย่างสนใจ

            เจ้าของร้านส่ายหน้า “เปล่าเหรอครับ แต่เห็นสาวสวยที่รักการออกกำลังกายแบบคุณแล้ว ผมยินดีลดให้เป็นกรณีพิเศษน่ะครับ”

            คำพูดหวานเลี่ยนแบบนี้เธอเจอมาเยอะแล้ว เธอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปยังเครื่องวิ่งเครื่องหนึ่ง

            “เครื่องนี้ค่ะ จ่ายบัตรนะคะ”

            “ได้เลยครับ” เจ้าของร้านพาเธอไปยังแคชเชียร์ “เดี๋ยวอีกสักครู่ผมจะนำมันไปส่งที่บ้านของคุณด้วยตัวเอง รบกวนเขียนที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ให้หน่อยครับ ผมจะได้ติดต่อพนักงานส่งของเลย”

            ถ้าเมื่อกี้ยังชัดเจนไม่พอ คำพูดนี้ของเขาก็คงชัดเจนแล้วว่าเขาต้องการอะไร

            ขณะที่ลั่วเสี่ยวซีกำลังลังเลว่าจะเขียนข้อมูลของตัวเองลงไปดีหรือไม่ ซูอี้เฉิงก็ปรากฏตัวขึ้น เขาหยิบใบส่งของจากมือเจ้าของร้านก่อนจะกรอกข้อมูลลงไป

            “...” ลั่วเสี่ยวซีนิ่งอึ้งไป

            เขียนไปเขียนมา จู่ๆ ซูอี้เฉิงก็ชะงัก เขาหันมามองลั่วเสี่ยวซี

            “บ้านของเราอยู่ตึกที่เท่าไรนะ”

            บะ บ้านของเรา? บ้านของเราอะไรกัน!

            ลั่วเสี่ยวซีคิดอย่างสับสนอยู่สักพักก่อนตอบ

            “ตึกหนึ่ง”

            “อืม” ซูอี้เฉิงตอบรับก่อนจะยื่นเอกสารให้เจ้าของร้าน “จะไปส่งที่บ้านของพวกเรากี่โมงครับ”

            ความมั่นใจเมื่อครู่ของชายร่างกำยำตรงหน้าถึงกับสูญสิ้น เขามองที่อยู่ก่อนตอบว่า

            “ใกล้ขนาดนี้ ภายในหนึ่งชั่วโมงก็คงถึง”

            “ขอบคุณ”

            ซูอี้เฉิงรับใบเสร็จกับใบส่งสินค้ามา ก่อนจะจูงมือลั่วเสี่ยวซีเดินออกจากร้านไป

            ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน เธอปล่อยให้ซูอี้เฉิงจูงมือเดินไปเรื่อยๆ อยู่นานกว่าจะได้สติ

            “ซูอี้เฉิง เมื่อกี้นายหมายความว่าไง”

            ซูอี้เฉิงไม่ตอบ แถมยังมองลั่วเสี่ยวซีด้วยสายตาเย็นเยียบ

            “เธอช่วยใช้สมองหน่อยได้ไหม ผู้ชายคนเมื่อกี้คิดจะทำอะไรเธอไม่รู้หรือไง!?”

            “เขาก็อยากไปหาฉันที่บ้านมีอะไรกับฉันน่ะสิ ฉันรู้” ลั่วเสี่ยวซีเคยเจอผู้ชายพวกนี้มาเยอะแล้วมีหรือจะไม่เข้าใจ “แต่นายมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องของฉัน”

            ซูอี้เฉิงโมโห “ถ้าฉันไม่ยุ่ง เธอคงเขียนเบอร์โทรลงไปแล้วใช่ไหม”

            แน่นอนว่าไม่ เธอคงเขียนเบอร์ประชาสัมพันธ์ที่ชั้นล่างลงไป พรุ่งนี้เธอจะได้เข้าวงการนางแบบเต็มตัวแล้ว เบอร์มือถือของเธอต้องเป็นความลับถึงจะถูก!

            แต่เธอไม่คิดจะบอกความจริงกับซูอี้เฉิงหรอก

            “ถ้าใช่แล้วจะทำไม” เธอเชิดหน้าก่อนตอบซูอี้เฉิง “นายไม่ให้โอกาสฉันไม่พอ ยังจะมาขวางไม่ให้ฉันให้โอกาสคนอื่นอีกงั้นเหรอ?”

            โอกาสที่เธอจะให้กับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกคืออะไร?

            ซูอี้เฉิงกัดฟันกรอด ก่อนจะพูดชื่อเธออย่างโมโห

            “ลั่วเสี่ยวซี!”

            ลั่วเสี่ยวซีเลิกคิ้วอย่างเท่ๆ “ทำไม?”

            ซูอี้เฉิงเดือดถึงขีดสุด เขาจับลั่วเสี่ยวซีดันชิดกับต้นไม้

            พวกเขาเดินมาถึงบริเวณสวนของอพาร์ทเมนท์แล้ว ตอนนี้ที่นี่ไม่มีใครอื่น มีเพียงแสงไฟริมทางหลากสีที่ส่องขึ้นมาจากบนพื้น บรรยากาศมืดมิดดูเป็นใจ

            ลั่วเสี่ยวซีก่นด่าละครน้ำเน่าตามทีวีในใจอีกครั้ง ดันชิดผนังกดลงเตียงอะไรนั่นเวลาถ่ายทำออกมาดูสวยชวนฝัน แต่เธอกลับโดนดันชิด...ต้นไม้เนี่ยนะ นี่มันเรื่องอะไรกัน?

            บ้าชะมัด ไม่เห็นโรแมนติกสักนิด!

            คิดได้ดังนั้นลั่วเสี่ยวซีจึงผลักซูอี้เฉิง แต่เมื่อเธอแตะตัวเขา ซูอี้เฉิงก็ก้มลงมาปิดปากเธอในทันที

            ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต เธอขยับตัวไปไหนไม่ได้ไปชั่วขณะ

            ครั้งที่สองแล้ว นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาจูบเธอก่อน

            ครั้งที่แล้วคือเมื่อตอนงานเลี้ยงครบรอบของเครือลู่ จู่ๆ เขาก็จูบเธอ เธอเลยตบหน้าเขาไปหนึ่งฉาด

            ครั้งนี้เขาไม่ได้ดูไร้เหตุผลแบบคราวก่อน แถมเธอก็มีสติดีทุกอย่าง เธอนึกไปถึงคำพูดที่ซูเจี่ยนอันพูดไว้ว่า ซูอี้เฉิงรู้สึกอะไรกับเธอ

            ความยินดีเข้ามาในจิตใจ ลั่วเสี่ยวซียกมือจับเสื้อของซูอี้เฉิงไว้

            ซูอี้เฉิงไม่ได้จูบอย่างบ้าคลั่งป่าเถื่อนเหมือนคราวก่อน เขากอดเธอพลางพรมจูบแผ่วเบาราวกับรักเธอมากอย่างไรอย่างนั้น

            ลั่วเสี่ยวซีรอคอยจูบนี้ของเขามาหลายปี รอจนเธอต้องเข้าไปจูบเขาก่อน

            เดิมทีเธอนึกว่าวันนี้คงมาไม่ถึง เธอนึกว่าคำพูดติดปากของเธอที่ว่า ‘สักวันซูอี้เฉิงจะกลายมาเป็นแฟนฉัน’ จะเป็นได้แค่คำพูดตลอดไป เธอคงต้องตามตื๊อเขาไปตลอดชีวิต

            แต่ตอนนี้เขากำลังจูบเธอ!

            ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้!

            ลั่วเสี่ยวซีลองจูบตอบ การจูบที่อ่อนหัดทำให้เธอเผลอกัดริมฝีปากของเขา บ้างก็เกือบกัดโดนลิ้นของเขา

            แต่น่าแปลกที่ซูอี้เฉิงไม่โกรธสักนิด ตั้งแต่เธอรู้จักเขามา เขาไม่เคยเป็นคนว่าง่ายขนาดนี้นี่

            การที่เธออ่อนหัดแบบนี้มันแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้จูบกับใครมามากมายขนาดนั้น ซูอี้เฉิงคิดอย่างดีใจ แล้วทำไมเขาต้องโกรธด้วยล่ะ?

            จู่ๆ ตัวเองก็เข้าไปจูบลั่วเสี่ยวซี เรื่องนี้ซูอี้เฉิงก็ตกใจไม่น้อย แต่ไหนๆ ก็จูบแล้ว ถ้าเขาผลักเธอออกคงดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเท่าไร อีกอย่าง ใจเขาก็ไม่อยากปล่อยเธอไป

            ว่าแล้วซูอี้เฉิงก็เริ่มจูบอย่างหนักหน่วงจนริมฝีปากของลั่วเสี่ยวซีเริ่มเจ็บขึ้นมา เขายังรัดเธอไว้แน่นจนเธอแทบขยับตัวไม่ได้

            “อื้อ ซูอี้เฉิง...” เธอร้องประท้วง “เจ็บ”

            ซูอี้เฉิงผ่อนแรงก่อนจะจูบเธอช้าๆ ราวกับไม่อยากจากไปไหน และปล่อยตัวเธอในที่สุด

            ลั่วเสี่ยวซีผู้กล้าเผชิญหน้ากับการจีบทุกรูปแบบของชายหนุ่ม เวลานี้กลับหน้าแดงก่ำอย่างหาได้ยาก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอโดน ‘รังแก’ ทว่ากลับไม่กล้าสู้หน้าคนคนนั้น

            สิงโตสาวผู้เก่งกล้ากลับกลายเป็นกระต่ายน้อยสีขาวในพริบตา

            “เสี่ยวซี” ซูอี้เฉิงประคองหน้าเธอให้หันมามองเขา

            “ถ้าเธอเชื่อฟังฉันมากกว่านี้ เรื่องของพวกเรา...ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

            เวลาเขาถูกใจใคร เขามักจะลงมือคว้ามาในทันที มีเพียงลั่วเสี่ยวซีที่เขาลังเลใจมานาน

            แต่จากนิสัยของเธอ หากเขายังลังเลไปมากกว่านี้ ข้างกายเธอคงมี “เพื่อนชายคนสนิท” โผล่ออกมาไม่หยุดหย่อน เมื่อก่อนเวลาเห็นเธอคุยเล่นกับผู้ชายพวกนั้นเขาก็แค่เบือนสายหนี ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ที่จริงเขาไม่ได้รำคาญ แต่กำลังอิจฉาอยู่ต่างหาก

            ตอนที่เจ้าของร้านบอกให้เธอเขียนที่อยู่กับเบอร์โทรทิ้งไว้ บอกว่าวันนี้จะไปส่งของถึงที่บ้าน การกระทำที่ชัดเจนขนาดนั้น เธอกลับยิ้มออกมาได้ วินาทีนั้นเขาอยากจะพุ่งเข้าไปต่อยผู้ชายคนนั้นสักหมัด

            เขาไม่ใช่คนมีวิชาติดตัวอะไร เขาคิดมาโดยตลอดว่าการใช้ความรุนแรงไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น ถึงมันจะเป็นวิธีระบายความโกรธที่ดีที่สุดก็ตาม แต่ตอนนั้นในใจเขากลายเป็นคนป่าเถื่อนขึ้นมาจริงๆ

            เขาเพิ่งรู้สึกถึงความอิจฉาที่ทำให้เขาแทบคลั่งเป็นครั้งแรก

            ในเมื่อเขาไม่อยากให้ข้างกายลั่วเสี่ยวซีมีผู้ชายโผล่มาอีก วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการเอาเธอมาอยู่ข้างกายซะ เขาเลยบอกเธอว่าเรื่องของเราเป็นไปได้

            แต่ทำไมเขาไม่สารภาพรักกับเธอไปล่ะ?

            เขามีแฟนมาแล้วหลายคน แต่เขาไม่เคยพูดกับผู้หญิงคนไหนเลยว่าเขาชอบเธอ ไม่ต้องพูดถึงคำพูดที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น

            เขามักจะถามผู้หญิงเหล่านั้นว่า จะยอมเป็นแฟนกับเขาไหม?

            แฟนสาวที่มีไว้ไปดูหนังกินข้าวด้วยกัน แฟนที่ไม่พูดถึงเรื่องลูกหรือเรื่องอนาคต ด้วยเหตุนี้เขาจึงมักจะพาพวกเธอไปที่โรงแรม ไม่ใช่ที่บ้าน

            แล้วทำไมวันนี้เขาถึงบอกลั่วเสี่ยวซีไปแบบนั้นกันนะ เขาบอกเธอว่าระหว่างเรามีความเป็นไปได้

            หรือว่า สำหรับเขาแล้วเธอแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ผ่านมา?

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604