ทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล]

    บทที่ 39 แก่นอสูรก่อเรื่อง

    เช้าวันรุ่งขึ้นฮวาชิงเหยียนกำลังปรุงโอสถอยู่ในห้องพอกินมื้อเช้าเสร็จก็เริ่มรักษาขาของฮวาเฮ่าเย่ว์ทันที 

            ไม่ว่าจะเป็นซูซื่อเสี่ยวเหมย หรือเซี่ยจู๋ต่างมองอยู่ข้างๆ ด้วยความประหม่า มีเพียงฮวาเฮ่าเย่ว์กับฮวาชิงเหยียนที่ดูต่างออกไป คนหนึ่งมีสีหน้าเบิกบานอีกคนกลับจริงจังเคร่งขรึม

            ฮวาชิงเหยียนยกขาที่ลีบเล็กของฮวาเฮ่าเย่ว์ขึ้นมาหลังจากกดจุดไม่กี่แห่งก็บีบขาเขาอย่างแรงจนได้ยินเสียงกระดูกดัง ‘กรอด!’

            “เฮือก!” เสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋พากันสูดลมหายใจลึกต่างรู้สึกเจ็บแทนฮวาเฮ่าเย่ว์ ซูซื่อเองก็กำมือเขาไว้แน่น

            ทว่าฮวาเฮ่าเย่ว์กลับพูดด้วยความประหลาดใจ “น้องสาว เจ้า...ทำได้อย่างไร ข้าไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด!”

            ฮวาชิงเหยียนยิ้มเล็กน้อยโดยไม่ตอบอะไรนางลูบกระดูกของฮวาเฮ่าเย่ว์เบาๆ แล้วใช้วิธีแปลกประหลาดกดและบิดอีกสองสามตำแหน่งจากนั้นก็ออกแรงดันอีกครั้ง จนได้ยินเสียงกระดูกเข้าที่ดัง ‘กึก!’

            “ส่งไม้เรียบกับผ้าพันมาให้ข้า”

            เสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋รีบส่งไม้เรียบกับผ้าพันที่เตรียมไว้ตั้งแต่เช้าให้นาง

            จากนั้นฮวาชิงเหยียนก็ต่อกระดูกขาอีกข้างของฮวาเฮ่าเย่ว์ด้วยวิธีเดียวกันเมื่อจัดการเสร็จก็คลายจุดที่กดไว้

            “อืม...รู้สึกเจ็บนิดหน่อยแฮะ” ฮวาเฮ่าเย่ว์กัดฟันพูดแต่ซูซื่อกลับสังเกตเห็นว่าเขากำพนักแขนของรถเข็นแน่นอีกทั้งยังมีเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากเช่นนี้คงไม่ใช่แค่เจ็บนิดหน่อยแน่ๆแต่เจ็บจนแทบทนไม่ไหวต่างหาก

            ซูซื่อกำลังจะเอ่ยถามทว่าไม่ทันได้ปริปากฮวาชิงเหยียนก็ยกโอสถที่ปรุงไว้แล้วยื่นให้ฮวาเฮ่าเย่ว์เสียก่อน

            “พี่ชาย ดื่มนี่เสีย ภายในหนึ่งชั่วยามนี้อย่าขยับขาเด็ดขาด”

            ฮวาเฮ่าเย่ว์พยักหน้าแล้วดื่มโอสถโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

            “ยังเจ็บอยู่หรือไม่”

            ฮวาเฮ่าเย่ว์ฝืนยิ้มก่อนส่ายหน้าอย่างอดกลั้นซูซื่อจึงรีบหันไปทางฮวาชิงเหยียนด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

            “ท่านแม่วางใจ เจ็บถึงจะดีแสดงว่าช่องลมปราณที่ขาของพี่ชายยังไม่ฝ่อไปทั้งหมดเป็นผลดีกับการฟื้นฟูตันเถียนและทะลวงเส้นลมปราณในภายหลังเจ็บสักหน่อยจะช่วยกระตุ้นลมปราณได้เจ้าค่ะ”

            ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ได้ยินดังนั้นก็พากันถอนหายใจโล่งอกราวหนึ่งก้านธูปถัดมา ฮวาเฮ่าเย่ว์มีท่าทีอยากพูดแต่ก็ลังเล

            “น้องสาว ข้ารู้สึกแปลกๆ ตรงแผล...มันคันๆ แต่ไม่เจ็บแล้ว”

            แม้ฮวาเฮ่าเย่ว์จะแสดงท่าทีใจเย็นมาโดยตลอดแต่แท้จริงแล้วเขาใส่ใจขาของตนยิ่งกว่าผู้ใดเมื่อรู้สึกไม่เจ็บก็กลัวว่าจะเป็นเพราะเส้นลมปราณที่ขามีปัญหา

            “อืม ท่านรู้สึกคันก็แสดงว่าแผลกำลังสมาน ถือว่าไม่มีปัญหาแล้วไม่เกินครึ่งชั่วยาม ขาของท่านจะไม่มีปัญหาอีกต่อไป เพียงแต่เพราะไม่ได้เดินมานานกล้ามเนื้อจึงฝ่อลีบจำเป็นต้องแช่โอสถและทำกายภาพอีกครึ่งเดือนถึงจะกลับมายืนได้ดังเดิม”

            ได้ฟังข่าวดีเช่นนี้ซูซื่อก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่โผเข้ากอดฮวาเฮ่าเย่ว์กับฮวาชิงเหยียนแน่น

            “ดีเหลือเกิน ดีเหลือเกินจริงๆ”

            ในดวงตาของฮวาเฮ่าเย่ว์เองก็มีน้ำใสเอ่อคลอใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น ฮวาชิงเหยียนจับมือเขาไว้ข้างหนึ่งอีกข้างช่วยเช็ดน้ำตาให้ซูซื่อ

            เสี่ยวเหมยกับเซี่ยจู๋ล้วนดีใจเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเซี่ยจู๋ซึ่งติดตามฮวาชิงเหยียนมาตั้งแต่เล็กนางย่อมรู้ว่าฮวาเฮ่าเย่ว์เคยเป็นผู้มีพรสวรรค์เพียงใด หากเขากลับมาฝึกตนได้อีกย่อมต้องสะท้านยุทธภพอย่างแน่นอน

            หลังกล่าวให้กำลังใจกันเล็กน้อยฮวาชิงเหยียนก็ปรุงโอสถอีกสองสามขนานในห้องก่อนจะออกไปตั้งแผงขายพอมาถึงหน้าร้านโอสถเทียนชิง ที่ตั้งแผงของนางก็มีฝูงชนมุงดูอยู่ไม่น้อย

            ขณะที่ฮวาชิงเหยียนเดินเข้าไปไม่รู้ว่าใครเป็นคนเห็นนางเข้าจึงร้องเสียงดัง

            “เร็วเข้าๆ นักหลอมโอสถฮวามาแล้ว!”

            เสียงโห่ร้องดังขึ้นเมื่อฝูงชนเบี่ยงตัวหลบก็เผยให้เห็นหลัวชิงกับอันเหนียงภรรยาเขายืนรออยู่ตรงกลาง

            “จะเรียกว่านักหลอมโอสถฮวาได้อย่างไร ต้องเรียกว่า ‘ท่านจอมโอสถฮวา’ต่างหาก มาๆ พวกเจ้าหลบทางให้จอมโอสถฮวาตั้งโต๊ะก่อน”

            เมื่อเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของอันเหนียงดังขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะผู้คนรอบด้านก็พากันหลบออกไปเล็กน้อย

            ในโลกยุทธภพผู้ที่จะถูกขนานนามว่า ‘จอมโอสถ’ ได้นั้น ต้องเป็นนักหลอมโอสถระดับหกขึ้นไปและในแคว้นหลงลี่มีนักหลอมโอสถระดับห้าเพียงคนเดียวเท่านั้นคือหวังเฟิง

            การที่พวกเขาเรียกฮวาชิงเหยียนว่า‘ท่านจอมโอสถฮวา’ จึงเป็นการยกย่องนางอย่างที่สุด

            ฮวาชิงเหยียนยิ้มตอบอย่างเป็นมิตรจากนั้นจึงจัดแผงของตนให้เรียบร้อย

            “ท่านจอมโอสถฮวา ข้าขอบคุณท่านมากจริงๆ โอสถของท่านช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน”อันเหนียงหันไปมองหลัวชิงด้วยสายตาเปี่ยมสุขเมื่อนึกถึงเมื่อสองวันก่อนที่นางยังคิดว่าต้องหย่ากับหลัวชิงแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าฮวาชิงเหยียนเป็นผู้รักษาความรักของนางไว้

            “ใช่ นี่เป็นของเล็กๆ น้อยๆ จากข้ากับภรรยา ท่านจอมโอสถต้องรับไว้ให้ได้นะ”หลัวชิงพูดพลางยื่นของบางอย่างที่ห่อด้วยหนังสัตว์อสูรให้นาง

            เมื่อคลี่หนังสัตว์อสูรออกก็เผยให้เห็นแก่นสีแดงใสดุจอัญมณีขนาดเท่ากำปั้นลูกหนึ่ง

            “โห! แก่นอสูรนี่นา! ใหญ่ขนาดนี้ต้องเป็นของสัตว์อสูรระดับห้าแน่ๆมีแต่ยอดฝีมือระดับก่อแก่นปราณเท่านั้นถึงจะฆ่าสัตว์อสูรระดับห้าได้ หลัวชิงเจ้าไปหามาได้อย่างไรกัน!”

            แก่นอสูรก็คือแก่นพลังภายในเป็นศูนย์รวมพลังปราณของสัตว์อสูร สามารถใช้หลอมอาวุธ ทำโอสถ ทำยันต์ วางค่ายกลได้เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์ ซ้ำยังหายากเพราะไม่ใช่สัตว์อสูรทุกตนจะมีแก่นนี้ และราคาก็สูงมาก แก่นอสูรระดับห้าหนึ่งลูกมูลค่ากว่าหนึ่งหมื่นตำลึงทองเลยทีเดียว

            ฮวาชิงเหยียนมองสภาพการแต่งกายของหลัวชิงกับอันเหนียงที่ดูไม่ได้ร่ำรวยนักดูก็รู้ว่าเป็นคนที่ต้องออกล่าสัตว์อสูรหาเลี้ยงชีพเป็นประจำไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีของมีค่าขนาดนี้

            “ข้ารับแก่นอสูรระดับห้านี่ไม่ได้หรอก ข้ารักษาอาการของพวกเจ้าพวกเจ้าก็จ่ายค่าตอบแทนครบถ้วน ข้ารับความจริงใจของพวกเจ้าไว้แล้ว เอาแก่นอสูรนี้กลับไปเถิด”

            “ไม่ๆๆ นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเรา หากไม่มีท่านข้ากับสามีคง...” อันเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นเมื่อนึกถึงตอนนั้นที่เกือบจะหย่าร้างกับหลัวชิงเพราะเข้าใจผิดว่าเขาไม่ยอมแตะต้องตนเพราะเรื่องบางอย่างหากตอนนั้นไม่ได้ฮวาชิงเหยียนช่วยไว้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคงยากจะประสาน

            ขณะที่ฮวาชิงเหยียนยังคงยืนยันไม่ยอมรับของขวัญนั้นเสียงแหลมสูงเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา “แก่นอสูรระดับห้า?!อยู่ที่ไหน!”

            ทุกคนสะดุ้งตกใจก่อนพากันหันไปมองทางต้นเสียงเห็นหญิงสาวชุดสีชมพูวัยราวสิบเจ็ดสิบแปดปีผู้หนึ่งยืนอยู่พร้อมเหล่าทหารติดตามอีกทั้งสีหน้านางยังเต็มไปด้วยโทสะ

            เมื่อฝูงชนที่มุงดูอยู่เห็นทหารยืนเรียงรายอยู่เบื้องหลังนางก็ถึงกับหลีกทางให้อย่างไม่รู้ตัว

            หญิงสาวชุดชมพูเห็นกลุ่มของฮวาชิงเหยียนที่อยู่กลางวงล้อมกับแก่นสีแดงวางอยู่บนโต๊ะก็ตาเบิกโพลงโทสะยิ่งทวีคูณ

            “ใช่แล้ว แก่นอสูรนั่น! ที่แท้ก็พวกเจ้าขโมยไปนี่เอง! จับพวกนั้นให้หมด!”

            พูดจบก็ชักกระบี่ออกมาสั่งการเหล่าทหารทันที

            ฝูงชนไม่กล้าอยู่ต่อพากันแตกกระเจิงไปทั่วทิศ ทำให้บนถนนเหลือเพียงฮวาชิงเหยียน หลัวชิงและอันเหนียงสามคนโดดเด่นเป็นเป้า

            ทหารจึงรีบล้อมทั้งสามคนไว้ทันที

            “คุณหนูสามสกุลหลิ่ว ข้าว่าท่านคงเข้าใจอะไรผิด แก่นอสูรนั่นน่าจะไม่ใช่ของที่ท่านกำลังตามหา”ผู้ดูแลร้านหลินที่เคยยืนอยู่ข้างหญิงสาวรีบตามมาพูดเตือนด้วยน้ำเสียงสุภาพ

            “เข้าใจผิดอะไร! พวกนั้นขโมยแก่นธาตุไฟที่ข้าอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตล่าหมาป่าเพลิงระดับห้าจากหุบเขาหมื่นสัตว์อสูรไป!หลักฐานก็อยู่ตรงนั้น!”

            หญิงสาวชุดชมพูพูดอย่างมั่นใจพลางใช้กระบี่ชี้ไปยังแก่นตรงหน้า นางจ้องฮวาชิงเหยียนเขม็งแล้วสั่งการเสียงกร้าว

            “จับพวกนั้นให้หมด! กล้าขโมยแก่นธาตุไฟของคุณหนูผู้นี้ข้าจะให้พวกเจ้าอยู่ในเมืองนี้ไม่ได้อีก!”

            ฮวาชิงเหยียนมองหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะยกยิ้มมุมปากยิ้มเล็กน้อยช่างบังเอิญเสียจริงนางก็คือหลิ่วเหวินเยียนที่ต้าโถวพูดถึงเมื่อวานว่าเป็นคนแย่งสมุนไพรของเขาไป

            หลัวชิงกับอันเหนียงรีบกล่าวแก้ต่าง

            “คุณหนูสามหลิ่ว พวกเราเสี่ยงชีวิตล่ามันมาด้วยความยากลำบาก แก่นนี่เป็นของเราจริงๆไม่ได้ขโมยมาจากหมาป่าเพลิงของท่าน”

            หลัวชิงหันมาพูดกับฮวาชิงเหยียนด้วยความร้อนใจ “ท่านจอมโอสถฮวา พวกเราค่อยๆ เก็บสะสมแก่นเหล่านี้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงจริงๆพวกเราไม่มีวันทำเรื่องชิงทรัพย์จากผู้อื่นเด็ดขาด”

            ในแววตาของหลัวชิงกับอันเหนียงมีแต่ความร้อนรนและจริงใจฮวาชิงเหยียนจึงส่งสัญญาณให้ทั้งสองใจเย็น

            ดูเหมือนหลิ่วเหวินเยียนเพิ่งจะจำฮวาชิงเหยียนได้นางจ้องอีกฝ่ายอย่างตกใจ เมื่อหันไปเห็นป้ายด้านข้างน้ำเสียงก็เปลี่ยนทันทีทั้งยังกล่าวอย่างหัวเราะลั่น “ฮวาชิงเหยียน? จอมโอสถฮวาอย่างนั้นหรือ! ฮ่าๆๆ ฮวาชิงเหยียน เจ้าก็แค่คนไร้ค่ายังกล้าตั้งป้ายว่า ‘รักษาผู้สิ้นหวังไร้ทางเยียวยาโดยเฉพาะ’อีกหรือ เหตุใดเจ้าไม่ลองรักษาร่างไร้ค่าของเจ้าก่อนเล่า!”

            แววตาของฮวาชิงเหยียนเย็นเยียบนางยิ้มบางพลางกล่าว “เทียบกับเจ้าที่กินโอสถมาตั้งสิบเจ็ดปีแต่เพิ่งฝึกถึงระดับหลอมปราณขั้นห้าเจ้าไม่คิดหรือว่าตัวเองก็เป็นคนไร้ค่าเหมือนกัน”

            “ฮวาชิงเหยียน! เจ้ากล้าดูถูกว่าข้าเป็นคนไร้ค่าหรือ!เช่นนั้นเจ้ากล้าประลองกับข้าสักตั้งหรือไม่ ใครแพ้ต้องคุกเข่าขออภัยแล้วตะโกนต่อหน้าคนทั้งถนนว่า ‘ข้าคือคนไร้ค่า’ สามครั้ง!”

            หลิ่วเหวินเยียนในวัยสิบเจ็ดปีแม้ตระกูลหลิ่วจะมีโอสถสนับสนุนมากมาย แต่นางเพิ่งบรรลุเพียงระดับหลอมปราณขั้นห้าเมื่อเทียบกับบุตรหลานของสามตระกูลใหญ่แล้ว ถือว่าเป็นคนไร้พรสวรรค์ แต่เพราะยังมีฮวาชิงเหยียนที่ฝึกตนไม่ได้เลยคอยเป็นเป้ารองรับนางจึงรู้สึกได้เปรียบและมักใช้โอกาสนี้ดูหมิ่นอีกฝ่ายอยู่เสมอและเพราะมาที่จวนฮวาอยู่บ่อยๆ จึงสนิทสนมกับฮวาเย่ว์โหรวจนกลายเป็นสหายสนิทกัน

            เจ้าของร่างเดิมเคยกลัวหลิ่วเหวินเยียนจนไม่กล้ามองหน้าเพราะอีกฝ่ายชอบท้าประลองอยู่ร่ำไป หากแพ้ต้องยอมคุกเข่าหรือทำตัวเป็นสุนัขหากเจ้าของร่างเดิมปฏิเสธก็จะถูกบีบบังคับด้วยพลังฝึกตนจนต้องยอม

            ฮวาชิงเหยียนมองอีกฝ่ายที่ยังมีสีหน้าภาคภูมิใจไม่เลิกก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง “ได้”

            “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องไม่กล้า...เดี๋ยว เจ้าว่าอะไรนะเจ้าตอบตกลงอย่างนั้นหรือ!” หลิ่วเหวินเยียนร้องเสียงหลงทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงความยินดีล้นปรี่ นางประกาศเสียงดัง “ฮวาชิงเหยียน เจ้าตอบตกลงแล้วนะ! ฮ่าๆ ทุกคนได้ยินกันหมดแล้วฮวาชิงเหยียนตอบตกลงจะประลองกับข้า! เจ้าห้ามกลับคำเด็ดขาด! ถ้ากลับคำเจ้าต้องคุกเข่าต่อหน้าข้าแล้วสารภาพว่าเจ้าคือคนไร้ค่า!”

            หลิ่วเหวินเยียนตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮวาชิงเหยียนคนไร้ค่าไม่เคยกล้ารับคำท้าของนางมีแต่โดนตบตีจนยอมแพ้ ซึ่งไม่น่าภูมิใจนางอยากจะเห็นฮวาชิงเหยียนถูกซัดล้มกลางถนนให้คนทั้งตลาดเห็นว่าใครกันแน่ที่ไร้ค่าอย่างแท้จริง

            “ท่านจอมโอสถฮวา โปรดไตร่ตรองให้ดี...”

            หลัวชิงกับอันเหนียงรู้ดีว่าฮวาชิงเหยียนไร้พลังฝึกตนพวกเขารู้สึกผิดไม่น้อยที่การนำแก่นอสูรระดับห้ามามอบให้กลับกลายเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายนี้

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาหมอหญิงอย่างข้าจะยิ่งใหญ่ในใต้หล้าให้ดู [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน