เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 ใครอยู่บนเวที

            สีหน้าของหลินไห่ดูไม่ค่อยดีนักความแข็งแกร่งที่หลินเฟิงได้แสดงในวันนี้นับว่าเกินความคาดหมายของเขาเป็นอย่างมากและทำให้หลินไห่รู้สึกปลาบปลื้มอยู่ในใจแต่การที่หลินป้าต้าวกล้าพูดข้อเสนอนี้ออกมาแสดงว่าเขาต้องมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะสามารถต่อสู้กับหลินหงได้แล้วรอบต่อไปที่ต้องต่อสู้กับหลินเชียนล่ะ? หลินป้าต้าวต้องการให้หลินเฟิงตาย

             “ทำไม? หรือว่าผู้นำตระกูลหลินไม่มีความกล้า??? หากเจ้าปฏิเสธจะทำให้รุ่นเยาว์ของพวกเราแสดงความสามารถที่แท้จริงได้อย่างไร”หลินป้าต้าวมองหลินไห่ขณะพูด

             “ท่านพ่อตอบตกลงกับเขาไปเถอะ”

            ในใจของหลินเฟิงพลันเย็นชาขึ้นมาทั้งๆ ที่เขากับหลินป้าต้าวไม่เคยมีความอาฆาตแค้นใดๆ ต่อกัน มิหนำซ้ำยังเป็นญาติสนิทกันอีกต่างหากแต่ถึงอย่างนั้นหลินป้าต้าวกลับไม่เพียงแค่ต้องการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลของท่านพ่อแต่ยังต้องการเอาชีวิตของเขาอีกด้วย ในเมื่อเจ้าไร้คุณธรรม ข้าก็ไม่ลังเลที่จะสู้!

            หลินไห่หันไปสบตาหลินเฟิงดวงตาคู่นั้นกระจ่างใสและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจริมฝีปากของหลินไห่จึงขยับและพูดออกมาคำหนึ่งว่า “ได้”

             “เยี่ยมสมแล้วที่เป็นผู้นำตระกูลหลิน เด็ดเดี่ยวดีมาก ในเมื่อผู้นำตระกูลเห็นด้วย งั้นเริ่มการประลองได้แล้วผู้อาวุโสหกให้หลินเชียนกับหลินเหินประลองก่อนเป็นคู่แรกเถอะ” เห็นได้ชัดว่าหลินป้าต้าวดูมีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงเป็นอย่างมากเมื่อหลินไห่ยอมรับข้อเสนอ เขาก็แทบจะรอชมตอนจบที่น่าสนุกนี่ไม่ไหวแล้ว

            “อืม”ผู้อาวุโสหกพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

             “ยอมแพ้ซะเถอะเจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า” หลินเชียนเดินขึ้นไปบนเวทีประลองอย่างหยิ่งยโสด้วยเสื้อคลุมสีแดงเพลิง

             “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่คู่มือของเจ้าแต่ข้าก็จะสู้” ปณิธานในการต่อสู้ได้ลุกโชนขึ้นมาเมื่อหลินเหินปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิงออกมา อากาศรอบๆ กลายเป็นความบ้าคลั่งทันที

            “จิตวิญญาณของเจ้าตื่นขึ้นแล้วนี่นับว่าไม่เลว แต่น่าเสียดายที่ยังคงเป็นได้แค่จิตวิญญาณแห่งเปลวเพลิงธรรมดาๆระหว่างการตื่นคงไม่เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นสินะ เจ้าน่ะ… หมดโอกาสที่จะเอาชนะข้าได้แล้ว”หลินเชียนกล่าวอย่างเย็นชา

            ก้าวแรกในเส้นทางแห่งนักรบก็คือการเลื่อนขึ้นเป็นขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ เมื่อได้เลื่อนระดับแล้วจิตวิญญาณแห่งนักรบก็จะตื่นขึ้น และในระหว่างที่จิตวิญญาณกำลังจะตื่นขึ้นนั้น จะมีผู้ฝึกยุทธ์ส่วนน้อยที่จิตวิญญาณแห่งนักรบของตัวเองเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาซึ่งการกลายพันธุ์นี้จะทำให้จิตวิญญาณแห่งนักรบแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า

            สำหรับหลินเชียนนั้นหลังจากที่จิตวิญญาณแห่งนักรบได้ตื่นขึ้น จิตวิญญาณของนางก็ได้เกิดการกลายพันธุ์และกลายเป็นจิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็ง

            จิตวิญญาณที่ผสมผสานระหว่างเพลิงกับน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของหลินเชียนมันเป็นเปลวไฟในน้ำแข็ง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชนได้ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะสีขาวอันงดงามอย่างหาที่เทียบไม่ได้ บรรยากาศก็แปรปรวนขึ้นมา เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก

             “เคยได้ยินมาว่าหลังจากที่จิตวิญญาณแห่งนักรบของหลินเชียนได้ตื่นขึ้นมันก็กลายเป็นจิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็ง ข่าวลือพวกนั้นล้วนเป็นความจริงหลินเชียนเป็นยอดอัจฉริยะของตระกูลหลินพวกเรา เทียบกับขยะอย่างหลินเฟิงแล้วช่างแตกต่างกันมาก”

             “ใช่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้อาวุโสหลายท่านถึงได้สนับสนุนหลินเชียนจิตวิญญาณเพลิงน้ำแข็ง ไม่เพียงแค่แข็งแกร่งเท่านั้นแต่ยังสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาและเทคนิคทั้งธาตุไฟและน้ำแข็งได้ในอนาคตต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งคนหนึ่งอย่างแน่นอน”

            ได้ยินเสียงจากด้านล่างที่ซุบซิบนินทากันรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินป้าต้าวก็ยิ่งกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่สีหน้าของผู้อาวุโสที่อยู่ข้างๆ ก็ดูเชิดขึ้นน้อยๆ

             “อาณาจักรหิมะ”

            หลินเชียนกล่าวอย่างเย็นชาทันใดนั้นผืนดินก็เปลี่ยนเป็นทุ่งน้ำแข็ง หมอกสีขาวกระจายไปทั่วทุกทิศทางราวกับสวรรค์โปรยหิมะลงมา

            น้ำแข็งสามารถข่มไฟได้ดังนั้นหลินเชียนจึงใช้เคล็ดวิชาน้ำแข็งก่อน

             “ฝ่ามือลาวา”หลินเหินตะโกน ทันใดนั้นบนฝ่ามือของเขาก็เกิดเปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นมาก่อนจะพุ่งเข้าไปหาหลินเชียนอย่างรวดเร็ว

             “ธารน้ำแข็ง”หลินเชียนยกฝ่ามือที่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งขึ้นมาต้านรับฝ่ามือลาวาของหลินเหินอย่างไม่เกรงกลัว ทันใดนั้นเสียงชี่ชี่ก็ดังขึ้นพริบตาเดียวมือของหลินเหินก็ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งทันที

            “ลุกไหม้”จบประโยคของหลินเชียน น้ำแข็งก็ระเหยกลายเป็นไอหมอกทันทีหลินเหินรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นมาจากฝ่ามือ ก่อนจะมีเสียงระเบิดดังขึ้นจากนั้นร่างของเขาก็กระเด็นออกไป ฝ่ามือของหลินเหินเหลือเพียงเนื้อแดงๆ และมีบางส่วนที่ไหม้จนเป็นสีดำ

             “หลินเหิน”ผู้อาวุโสหกกล่าวอย่างกังวล

             “ข้าไม่เป็นไร”หลินเหินกัดฟันแน่นจนเกิดเสียงฟันกระทบกันเห็นได้ชัดว่าเขาต้องอดทนต่อความเจ็บปวดมากขนาดไหน

             “ข้าจะขอท้าทายเจ้าอีก”หลินเหินกล่าวขณะมองไปที่หลินเชียน จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปทำให้ผู้อาวุโสหกถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงแม้ว่าพรสวรรค์ของหลินเหินจะไม่ดีเท่าหลินเชียนแต่อย่างน้อยเขาก็มีความเพียรและความมุ่งมั่น หากมีโอกาสเขาจะแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้  

            “เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้”หลินเชียนกล่าวอย่างหยิ่งยโส ความสำเร็จของนางไม่เคยมีใครในตระกูลหลินเทียบเคียงได้ และไม่มีใครสามารถเอาชนะนางได้

             “เพลิงน้ำแข็งพริบตาที่นางใช้พลังทั้งสองชนิดนี้ พลังของมันก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นหลายเท่า” หลินไห่ขมวดคิ้ว ยิ่งหลินเชียนแข็งแกร่งขึ้นเท่าไรหลินเฟิงก็ยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น

             “ตาเจ้าแล้ว”หลินเชียนยิ้มเยาะขณะที่ปรายตามองไปยังหลินเฟิงจากนั้นก็เดินลงจากเวทีประลอง

            หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองพระอาทิตย์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า

            ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นไปบนเวทีประลองที่นั่นหลินหงได้รอเขาอยู่ก่อนแล้ว

             “ข้าและหลินเชียนรอการต่อสู้นี้มานานแล้ว” หลินหงกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่งพลางมองไปที่หลินเฟิง

             “ข้ารู้”หลินเฟิงพยักหน้า

             “เจ้าไม่ต้องเพ้อฝันไปหรอกว่าจะชนะข้าได้เจ้าไม่มีโอกาสนั้นหรอก ไม่ว่าจะพบข้าหรือหลินเชียนสุดท้ายแล้วเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”

            หลินเฟิงหัวเราะเบาๆตอนนี้เองทั่วทั้งร่างของหลินหงได้ปลดปล่อยลมปราณออกมา ท่าทางของเขาดูมั่นใจมากหลินเฟิงในสายตาของเขาเป็นเหมือนขยะที่ไม่มีค่าใดๆ

             “เจ้าหัวเราะอะไร?”หลินหงกล่าวอย่างเย็นชา “หรือเจ้าคิดว่าการที่สามารถเอาชนะหลินอู๋ได้แล้วจะมีคุณสมบัติมาต่อสู้กับข้า? ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟังอย่างหนึ่งนะหากเจ้าคิดแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็ ช่างไร้เดียงสาเกินไปแล้ว”

             “ทำไมเจ้าไม่พูดตรงๆไปเลยว่าเจ้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้ว จะมัวมายืนพล่ามอะไรไร้สาระอยู่ได้น่ารำคาญ!” หลินเฟิงเยาะเย้ยออกมาเขาไม่ได้บังคับให้หลินอู๋ยอมแพ้ แต่ทำให้หลินอู๋กลิ้งออกไปต่างหากหลินเฟิงรู้ดีว่าถ้าหลินหงไม่ได้บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วล่ะก็ไม่มีทางที่เขาจะมีท่าทางมั่นใจขนาดนี้แน่

            เมื่อหลินหงได้ยินคำพูดของหลินเฟิงสีหน้าของเขาจึงแข็งทื่อขึ้นมา

             “รู้แล้วจะทำไมยังไงเจ้าก็ตายอยู่ดี” ฉับพลันสีหน้าของหลินหงก็เปลี่ยนไปที่ด้านหลังของเขาปรากฏจิตวิญญาณแห่งน้ำแข็งขึ้นมาและปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าเกรงขามกระจายไปทั่วเวทีประลอง

             “นั่นมันขอบเขตแห่งจิตวิญญาณนี่หลินหงก็บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณเช่นกันหรือ เขาปกปิดได้แนบเนียนมาก” ฝูงชนต่างอุทานออกมา

             “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมลุงใหญ่ถึงมีอิทธิพลต่อตระกูลหลินนักเพราะลูกชายกับลูกสาวของเขาต่างมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งมากและยังสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณได้ทั้งคู่ ถ้าหากพวกเขาเติบโตขึ้นตระกูลหลินของพวกเราก็จะรุ่งเรืองขึ้นด้วย ดูเหมือนว่าคงถึงเวลาเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำแล้ว”รุ่นเยาว์หลายๆ คนของตระกูลหลินต่างหวั่นไหวขึ้นมาถ้าหากหลินป้าต้าวได้เป็นผู้นำ ตระกูลหลินของพวกเขาจะต้องรุ่งโรจน์แน่ๆและในไม่ช้าก็จะกลายเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหยางโจว

             “งานชุมนุมประจำปีในวันนี้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า เวทีนี้เป็นของข้ากับหลินเชียนส่วนเจ้าก็เป็นได้แค่คนที่น่าเวทนาและอ่อนแอเท่านั้น” หลินหงเริ่มเผยเขี้ยวเล็บออกมาท่าทางสุภาพนุ่มนวลก่อนหน้านี้ได้แตกกระจายไม่มีชิ้นดี

            กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกได้แพร่กระจายไปทั่วทุกทิศทางหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานจะรับเฉพาะผู้ที่มีจิตวิญญาณน้ำแห่งแข็งเท่านั้นเพราะพวกเขามีเคล็ดวิชาเกี่ยวกับน้ำแข็งที่แข็งแกร่งมาก ตั้งแต่ที่หลินหงเดินทางออกมาจากหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานร่างกายของก็เขาแผ่กระจายความเย็นออกมาตลอดเวลาและความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลินเชียนเลย

            ร่างกายของหลินเฟิงถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวอย่างรวดเร็วการต่อสู้ยังไม่ทันได้เริ่ม หลินหงก็สามารถส่งผลกระทบให้กับหลินเฟิงได้

            “อัสนีกัมปนาท”หลินเฟิงโจมตีก่อน เสียงอสนีบาตคำรามกึกก้องไปทั่วเวทีฝูงชนพากันตกตะลึง เมื่อเห็นประกายแสงจากดาบที่เจิดจ้าอยู่บนเวทีตอนนี้พวกเขาได้ค้นพบแล้วว่าหลินเฟิงเองก็เปล่งประกายเช่นกันแต่ทว่าก็ยังเทียบกับหลินเชียน หลินหง และหลินเหินไม่ได้เพราะพวกเขาล้วนบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้ว

            หลินหงไม่สนใจเขาปล่อยหมัดสวนออกไปด้วยท่าทางไร้กังวล ลมปราณอันหนาวเย็นยะเยือกได้พุ่งเข้าหาหลินเฟิงในขณะเดียวกันดาบยาวของหลินเฟิงก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว

             “อัสนีกัมปนาท”หลินเฟิงสะบัดข้อมืออย่างรวดเร็วทำให้หิมะที่ปกคลุมอยู่แตกออกและแทงดาบไปอีกครั้ง

             “หึ”หลินหงยิ้มเยาะ ก่อนจะตบฝ่ามือใส่ดาบที่แทงมาตรงๆ โดยไม่หลบเลยสักนิดด้วยลมปราณเย็นยะเยือกที่แข็งแกร่งทำให้ดาบสั่นสะท้านขึ้นมาเบาๆก่อนจะหยุดอยู่กับที่

             “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณไม่เพียงแค่พละกำลังที่มหาศาลขึ้น กระทั่งลมปราณก็น่าเกรงขามมากขึ้นอีกด้วยเมื่อเทียบกับขอบเขตนักรบลมปราณแล้ว ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า”หลินเฟิงรู้สึกได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งสะท้อนกลับมาตามดาบในใจก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย แต่สีหน้ากลับไม่เปลี่ยนแปลง  

             “คลื่นสวรรค์เก้ากระแทก”หลินเฟิงดึงดาบกลับก่อนจะใช้มือซ้ายปล่อยคลื่นสวรรค์เก้ากระแทกออกไป ทันใดนั้นอากาศก็พลันส่งเสียงดังกึกก้องออกมา

             “หืม?”หลินหงขมวดคิ้ว เขาคิดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะสามารถใช้เคล็ดวิชาทั้งสองอย่างพร้อมกันได้แน่นอนว่าการใช้เคล็ดวิชาสองชนิดพร้อมกันจะทำให้ควบคุมพลังได้ลำบากแต่ทว่าหลินเฟิงกลับสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

             “ไสหัวไปซะ”หลินหงตะโกนอย่างฉุนเฉียว ทั้งๆ ที่เขาเป็นถึงผู้บ่มเพาะในระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแต่ทว่ากลับไม่ได้ครองความได้เปรียบอย่างที่คิด  

             “อัสนีคำรน”หลินเฟิงยังคงสงบนิ่งดุจเขาไท่ซาน เสียงอสนีบาตดังกึกก้อง ดาบของเขาราวกับมังกรที่ดุร้ายทุกการเคลื่อนไหวของมันล้วนดุดันและทรงพลัง

             “เยี่ยม”หลินไห่กล่าวออกมาอย่างพึงพอใจนี่คงเป็นศักยภาพที่แท้จริงของหลินเฟิง เคล็ดวิชาตัวเบาของเขายอดเยี่ยมมากกระทั่งดาบยังเปี่ยมไปด้วยความดุดันและความเร็ว

             หลินหงถูกบังคับให้ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวสีหน้าของเขาดูย่ำแย่มาก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวก็เถอะแต่ในฐานะที่เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณและก่อนหน้านี้ก็เพิ่งกล่าววาจาโอหังไปหลายประโยค ดังนั้นเขาไม่ควรที่จะถูกหลินเฟิงไล่ต้อนจนต้องก้าวถอยหลังแบบนี้ สีหน้าของหลินหงดูหมองคล้ำลงเป็นอย่างมาก

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน