ตอนที่ 2 เคลื่อนฝ่ามือ
ตอนที่ 2 เคลื่อนฝ่ามือ “ปะ…เป็นไปได้ยังไง” ชายวัยกลางคนก้าวถอยหลังสามก้าวอย่างไม่รู้ตัว ภาพตรงหน้าของเขาคือบุรุษรูปงามเหนือจินตนาการซึ่งกำลังจับจ้องมาทางตนด้วยสายตาเฉยเมย ยิ่งเห็นแววตาของชายวัยกลางคนยิ่งเบิกโตกว้างจนสุด สนามพลังของหน้าผาล้างเทพคือที่สุดของที่สุดในดินแดนเทวะ มันคือสาเหตุที่ทำให้หน้าผาแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่สุดอันตรายที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดคิดเข้าใกล้ กระทั่งพื้นดินที่ชายวัยกลางคนเหยียบอยู่ตรงนี้ยังได้รับอิทธิพลจากตัวหน้าผาล้างเทพเลย โดยอิทธิพลสนามพลังของผาล้างเทพกินอาณาบริเวณเป็นวงกลมกว้างกว่าพันกิโลเมตรซึ่งแบ่งโซนออกเป็นสี่โซนตามระดับความรุนแรงของสนามพลัง แน่นอน ยิ่งไกลออกจากตัวหน้าผาสนามพลังยิ่งเบาบางลงเท่านั้น เขตที่ 1 [โซนที่มีแรงดึงดูดอ่อนแอที่สุด] [อยู่ห่างจากผาล้างเทพแปดร้อยกิโลเมตร] หากระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าราชันยุทธจะถูกแรงดึงดูดใต้หน้าผาดึงดูดตกสู่ใต้หน้าผาไป เขตที่ 2 [โซนที่มีแรงดึงดูดระดับกลาง] [อยู่ห่างจากผาล้างเทพสองร้อยกิโลเมตร] หากระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าจักรพรรดิจะถูกแรงดึงดูดใต้หน้าผาดึงดูดลงสู่ใต้หน้าผาไป เขตที่ 3 [โซนที่มีแรงดึงดูดสูงอย่างมาก] [อยู่ห่างจากผาล้างเทพร้อยกิโลเมตร] หากระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าราชันจักรพรรดิจะถูกแรงดึงดูดใต้หน้าผาดึงดูดลงสู่ใต้หน้าผาไป เขตที่ 4 [โซนที่มีแรงดึงดูดมหาศาลไร้เทียมทาน] โซนนี้พิเศษตรงต้องอยู่ในบริเวณหน้าผาเท่านั้นก็คือบริเวณที่ไม่มีพื้นดินรองรับ อทิเช่น เมื่อท่านยืนอยู่ขอบหน้าผาแล้วยื่นมือออกไปทางหน้าผาไร้ก้นบึ้ง ท่านจะถูกผาล้างเทพดูดลงไปด้วยแรงดึงดูดมหาศาลไร้เทียมทาน เขตที่ 4 ไม่เคยมีใครทำข้อมูลเกี่ยวกับเขตนี้ได้เนื่องจากผู้ที่คิดทำข้อมูลล้วนตกตายจนหมดสิ้น กระทั่งเซียนขั้น9 ผู้มีความเข้าใจลึกซึ้งในพลัง ทันทีที่เขาลอยเข้าเขตที่สี่ยังถูกดูดลงไปในชั่วพริบตาเดียว แน่นอน เทพปีศาจโกลาหลในตำนาน สิ่งมีชีวิตที่สังหารเซียนขั้น9เพียงโบกมือยังมิอาจต้านทานแรงดึงดูดของผาล้างเทพ ถ้าเช่นนั้นแล้ว…บุคคลตรงหน้าคือใครกัน? ชายชราเซียนผู้มีปฏิภาณไหวพริบสูงที่สุดในหมู่เซียนเหล่านี้ ชายชราหยิบลูกแก้วขนาดเท่าหัวทารกออกมาจากแหวนมิติพลันซัดไปทางเขตที่ 4 อย่างไม่ลังเล ชายวัยกลางคนอีกเจ็ดคนที่ยืนข้างเขาบางส่วนถึงกับอุทานออกมาด้วยความเสียดายยิ่ง “แก้วทรราช!” แก้วทรราช หนึ่งในสมบัติชาติของจักรวรรดิหลงเทียน แก้ววิเศษลูกนี้มีความต่อต้านสนามพลังอยู่ในระดับเซียนขั้น9 มันถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณแสนปีก่อนโดยจักรพรรดิที่หนึ่งแห่งหลงเทียน เซียนขั้น9ที่มีความเข้าใจในพลังปราณเซียนสูงที่สุดในตอนนั้น พวกท่านต้องเข้าใจก่อนว่าเหล่าเซียนที่แท้จริงนั้นไม่ได้แบ่งแยกตามคำพูดของระดับพลัง พวกเซียนไม่มีขั้น1 2 3 4หรือกระทั่งขั้น9 พวกเขาเพียงเรียกขึ้นมาเพื่อแบ่งความสามารถของเซียนแต่ละคนโดยง่าย แต่ทว่า เมื่อผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียรเข้าสู่ขอบเขตของเซียน พวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นตามความเข้าใจในปราณเซียน ยิ่งเข้าใจมากยิ่งแข็งแกร่งมาก ดังนั้น เซียนขั้น9 บางคนจึงไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากันทุกคน ยกตัวอย่างเช่น ให้เซียนขั้น9 สองคนมาประลองกันกลับมีฝ่ายหนึ่งถูกอีกฝ่ายจัดการในหนึ่งกระบวนท่า สืบเนื่องจากพวกเขามีความเข้าใจในปราณเซียนที่แตกต่างกันมากจนเกินไป ทันใดนั้นเองที่แก้วทรราชเข้าสู่เขตที่4 มันถูกผาล้างเทพฉุดลงไปในชั่วพริบตาเดียว หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย… ชายวัยกลางคนที่เข้าโจมตีหญิงสาวพลันร่างแข็งทื่อดุจรูปปั้น แผ่นหลังเปียกชุ่มด้วยเหงื่อเย็นเยียบ เขาเป็นถึงเซียนขั้นที่สาม! ผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ขอบเขตเซียนย่อมมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา พวกเขาฝึกปรือบำเพ็ญตนหลายพันหลายหมื่นปีกว่าจะเข้าสู่ขอบเขตเซียน ต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มลงมาเหล่าเซียนไม่แม้แต่จะกระพริบตา กลับยังคงความสงบนิ่งดุจผิวน้ำด้วยซ้ำ แต่ทว่า เซียนผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ราวกับมิใช่เซียนที่ปุถุชนทั่วไปเข้าใจ เขาตกใจจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงบนพื้นดิน “ผะ…ผี!!” “ผะ…ผู้อาวุโสคือเทพปีศาจโกลาหลในตำนานหรือ” ชายชรามีความฉลาดหลักแหลมมากที่สุด เขายังเป็นคนที่รอบรู้มากที่สุดในหมู่เซียนตอนนี้ มีตำนานกล่าวขานกันเมื่อสิบล้านปีก่อน เทพปีศาจโกลาหลได้ถูกผลักลงสู่ผาล้างเทพไป บนโลกใบนี้มีเพียงสองสายพันธุ์เท่านั้นที่สามารถจำแลงกายเป็นอัตภาพมนุษย์ได้ “ปีศาจ” และ “มังกร” ซึ่งตำนานกล่าวขานกันว่าเมื่อเทพปีศาจโกลาหลจำแลงกายเป็นมนุษย์ มันเป็นบุรุษรูปงามหาใดเปรียบเนื่องจากเทพปีศาจโกลาหลมีเกล็ดสีดำแดง อาภรณ์ที่มันสวมจึงมีสีดำและเผ้าผมดำ นัยน์ตาดำ เมื่อเซียนชรากล่าวออกไปดังนั้น เหล่าลูกศิษย์เจ็ดคนต่างพากันเลิกคิ้วขึ้นสูง พวกมันทั้งประหลาดใจและสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน เทพปีศาจโกลาหลสามารถสังหารเซียนขั้นเก้าเพียงแค่โบกมือ!! แต่จู่ๆ ใบหน้าของพวกมันกลับยกยิ้มปริศนาขึ้น หญิงสาวคล้ายคืนสติด้วยอากัปกิริยาแปลกประหลาดของพวกมันเมื่อครู่ เซียนผู้ยิ่งใหญ่กำลังทำสีหน้าหวาดกลัว? ยิ้ม? เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างกายของเซียนทั้งเก้าค่อยๆแปรเปลี่ยนไปอย่างเชื่องช้า ร่างกายของชายชราผลัดเปลี่ยน ปีกสีดำสยายกว้างงอกเงยขึ้นจากแผ่นหลังอันเหี่ยวย่น ผิวพรรณมนุษย์กลับคืนสู่เกล็ดสีดำทมิฬทุกสัดส่วน นัยน์ตาดำขาวคืนสู่ตาสีแดงสดเต็มประดา ฟันมนุษย์กลับกลายเป็นคมเขี้ยวแหลมคม ใบหน้าอัปลักษณ์แต่กลับแผ่บรรยากาศน่าอึดอัดออกมา นอกจากเซียนชราแล้ว เหล่าลูกศิษย์ต่างก็จำแลงกายกลับคืนสู่ร่างจริงทั้งหมด ชายวัยกลางคนที่กำลังจะฆ่าหญิงสาวก็กลับคืนสู่ร่างแท้จริง เพียงสามลมหายใจ พวกมันทั้งหมดต่างก้มศีรษะแนบดินมอบเกียรติแก่เทพปีศาจโกลาหลเบื้องหน้าเคารพบูชา “ข้าน้อย หนึ่งในสิบหกปีศาจต้นกำเนิด ปีศาจต้นกำเนิดลำดับที่สี่ ลุกซุริอา บาปแห่งราคะ ตัวข้าน้อยและผู้ติดตามทั้งแปดน้อมรับบัญชาเทพปีศาจโกลาหล นายเหนือหัวแห่งข้า” ลุกซุริอากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพอย่างถึงที่สุด มันคิดมาตลอดว่าเทพปีศาจโกลาหลไม่มีทางตายเพราะแค่หน้าผาเป็นแน่ ในตำนานของปีศาจที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล เทพปีศาจโกลาหลเป็นเทพปีศาจที่แข็งแกร่งเป็นลำดับที่ห้าในบรรดาเทพปีศาจทั้งสิบสองตน ท่านจะมาตายเพราะหน้าผาได้เช่นไร? ลุกซุริอาเลือดเนื้อเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้นอย่างยิ่ง มันกล่าวเสริมต่อในทันที “ข้าน้อยคิดไว้แล้วว่าเซียนมนุษย์ไม่มีทางที่จะปลิดชีพนายเหนือหัวได้อย่างแน่นอน เผ่าปีศาจทั้งหมดรอคอยการกลับมาของท่านเสมอมา” ในบรรดาปีศาจต้นกำเนิด พวกมันมีพลังในการสื่อสารผ่านกระแสจิต ลุกซุริอาส่งสารกระแสจิตไปหาปีศาจต้นกำเนิดอิราด้วยความตื่นเต้น หญิงสาวใบหน้าเลื่อนลอย นางครุ่นคิดในใจดุจไร้วิญญาณ “ข้าไม่ได้ถูกมนุษย์หลอก พวกเขาคือปีศาจนี่เอง ว่าแล้วเทพเซียนของมนุษย์ไม่ได้โกหกจริงๆด้วย นี่ข้าถูกปีศาจหลอกใช้มาตลอดเลยงั้นหรือ… ข้าขอโทษ…ท่านพ่อ …ท่านแม่ …น้องสาวสุดที่รักทั้งสอง” หญิงสาวเลอโฉมเป็นพยานในเหตุการณ์วันโลกาวินาศก็มิปาน เทพปีศาจโกลาหลคืนชีพงั้นหรือ… พ่อแม่ของนางเล่าให้ฟังบ่อยมากๆ เกี่ยวกับการร่วมมือของท่านเทพมังกรขาวและเทพมังกรดำที่ไม่เคยร่วมมือกันมาก่อน สืบเนื่องจากการตื่นขึ้นของเทพปีศาจโกลาหล นางที่สิ้นหวังมากเพราะสูญเสียครอบครัว การที่นางจะคิดสั้นล้วนไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด อย่างไรก็ตาม นางไม่เหลืออะไรอีกแล้ว “ฆ่าข้าเถอะ” นางอยากจะกล่าวออกไปแบบนั้นเนื่องจากความกลัวที่เพิ่มพูนสูงขึ้น ปากไม่แม้แต่จะขยับ… นางที่อยากโดดลงไปใต้หน้าผาล้างเทพด้วยตัวเอง สองขาก็ไม่แม้แต่จะขยับ… “ไม่ใช่” จวินอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดา ท่าทางการกล่าวของเขาราวกับพูดเบาๆเท่านั้น ทว่า เสียงทรงพลังนั้นกลับสะท้านก้องในหูของเซียนทั้งเก้า หญิงสาวไม่แม้แต่จะหันขวับไปทางจวินอวี่ นางสิ้นหวังอย่างถึงที่สุดแล้วราวกับเปลวไฟของเทียนที่กำลังมอดดับลง ทันใดนั้นเองที่เซียนปีศาจทั้งเก้าตนเงยศีรษะมองไปทางจวินอวี่ด้วยนัยน์ตาเบิกโพลง พวกมันทั้งสับสนและฉงนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปีศาจต้นกำเนิดลุกซุริอา “นายเหนือหัวโปรดอย่าล้อเล่นผู้น้อยเลย นายเหนือหัวมิมีทางเป็นเซียนไปได้ เนื่องจากท่านสวมอาภรณ์สีดำขอรับ” ลุกซุริอาอธิบายเหตุผลที่ตนเข้าใจว่าทำไมจวินอวี่ถึงเป็นเทพปีศาจโกลาหลในตำนาน เซียนทั้งหลายล้วนสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน การที่ลุกซุริอาปลอมตัวเข้าไปอยู่รวมกับพวกมนุษย์ มันยังต้องสวมอาภรณ์สีขาวเลย ไม่เว้นแม้กระทั่งช่วงเวลานี้ก็ตาม “ใครบอกเจ้าว่าเซียนสวมอาภรณ์ดำไม่ได้? อีกอย่าง ผู้ใหญ่น่ะเหมาะกับสีดำ” จวินอวี่กล่าวน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี สาเหตุที่เขาปลีกกายออกจากโลกก็คือ…ครอบครัว เพื่อนพ้อง ถูกคนชั่วและปีศาจฆ่าตาย จวินอวี่เคลื่อนฝ่ามือเบาๆ ฟิ้ว~ ปรากฏการณ์สะเทือนโลกบังเกิดขึ้น ปีศาจต้นกำเนิดและผู้ติดตามของมันพลันแหลกสลายไปกลายเป็นเถ้าธุลีลอยหายไปกับอากาศ เก้าชีวิตถูกเทพมรณะฉุดคร่าอย่างไม่รู้ตัว เซล่าจับจ้องสถานการณ์เบื้องหน้าอย่างโง่งม คิ้วสีเงินงามของหญิงสาวเลิกสูงขึ้นจนสุด รูม่านตาหดรีดเล็กลงสุดขั้วขณะมองเหล่าเซียนปีศาจที่สลายกลายเป็นเถ้าธุลีอากาศ หยาดน้ำตาที่กำลังไหลรินหยุดชะงักงัน ทันใดนั้นเองที่จวินอวี่ซึ่งกำลังลอยล่องอยู่ในอากาศค่อยๆลอยตัวลงมาอย่างช้าๆ “ข้ามีความแค้นกับพวกมังกรก็จริง แต่เหมือนเจ้าจะเป็นมังกรโลหิตซึ่งเผ่ามังกรด้วยกันเองยังชิงชัง เช่นนั้นข้าจะไม่ฆ่าเจ้าก็แล้วกัน” จวินอวี่กล่าวน้ำเสียงเฉยชา เขาหันกายกลับไปในทันที แน่นอน ประการหลักที่ตนยังอยู่ในดินแดนเทวะคือการตามหาเพื่อนพ้องที่ไว้ใจได้ เขาย่อมต้องเดินทางไปอาณาจักรมนุษย์อยู่แล้ว เขาอยากที่จะเดินด้วยเท้าเปล่ามากกว่าตัดมิติไป อย่างน้อยก็ชมบรรยากาศและวิวทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปจากเมื่อล้านล้านปีก่อน บางทีระหว่างเดินเท้าอาจได้พรรคพวกสักคนก็เป็นได้ “ทะ…ท่านมีนามว่าอะไรเหรอคะ” เซล่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างมาก “จวินอวี่” จวินอวี่ขานตอบไม่คิดอะไรมาก เขาไม่แม้แต่จะชำเลืองหางตามอง “ข้าขอไปกับท่านด้วยได้ไหม…” เซล่ารวบรวมความกล้าทั้งหมดเท่าที่จะมากได้เพื่อเอ่ยคำถามนี้ออกไป อย่างไรเสียนางก็ไม่มีที่ไปอีกแล้ว มังกรโลหิตถูกรังเกียจจากเผ่ามังกรด้วยกันเป็นเรื่องจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ สืบเนื่องจากมังกรโลหิตนั้นอ่อนแออย่างมากจนถูกเผ่ามังกรทั้งหมดตราหน้าว่าเป็นความอัปยศอดสูของเผ่ามังกรทั้งปวง นางสู้ติดตามผู้มีพระคุณไม่ดีกว่าหรือ? “ขะ…ข้าไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว ยังไงข้าก็คิดจะตายอยู่แล้ว ชีวิตนี้ก็ถูกท่านช่วยเอาไว้” ฝ่าเท้าของจวินอวี่ชะงักงันในฉับพลัน เขาหันกายกลับมาพลางเลิกคิ้วสูงขึ้น “หือ…”