“ดี! ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงกันตามนี้” หยวนชิงหลินพยักหน้าอย่างว่าง่าย
มู่ช่างเหลือบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว เขาคิดเอาไว้ไม่ผิด นางน่าจะมีใจให้กับเหรินหย่งไฉ
“ในเมื่อเราตกลงกันได้แล้ว ก็เข้าไปข้างในกันเถิด เราอาจจะต้องพบกันอีกสักสามสี่ครั้ง จากนั้น เ้ากับข้าก็ไม่ต้องฝืนใจตนเองแล้ว”
“เ้าค่ะ”
สองหนุ่มสาวเดินตามกันออกมาจากสวน ระหว่างเดินผ่านสุมทุมพุ่มไม้ หยวนชิงหลินได้ยินเสียงนก นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง
นกฝูงนกบินวนเวียนอยู่เหนือต้นไม้ใหญ่ในสวน พลันในหัวของนางผุดความทรงจำหนึ่งขึ้นมา
‘นี่มันช่าง...ช่างเหมือนกับวันนั้น วันที่ข้าได้รับาเ็แล้วศิษย์พี่ช่วยเหลือเอาไว้’
ความเ็ปที่ท้องคล้ายจะรุมเร้า หยวนชิงหลินรู้สึกเวียนหัวจนเดินซวนเซ มู่ช่างสังเกตฝีเท้าของนางที่ผิดปกติจึงหันไปมอง
“เ้าเป็อันใดไปหรือ”
“ข้า....” นางกล่าวเพียงเท่านั้นแล้วคล้ายจะล้มลง
ชายหนุ่มผวาเข้าไปประคอง มือของเขาจับเข้าที่ข้อมือของนางพอดี หยวนชิงหลินร้อนวูบไปทั้งร่าง ความทรงจำหลากประเดประดังเข้ามาในหัวของนาง
...เป็เขา...เป็เขานั่นเอง....
มู่ช่างช้อนอุ้มร่างบางของนางแล้วเดินรี่ตรงไปยังห้องนอนของหยวนชิงหลินตามที่สาวใช้ชี้นำ
“ทางนั้นเ้าค่ะ คุณชาย”
คนในจวนสกุลหยวนวุ่นวายในทันทีที่ได้ยินว่านางเป็ลมหมดสติ หยวนจื่อจิงรีบสั่งให้พ่อบ้านไปตามท่านหมอที่เคยตรวจรักษานางมาอย่างเร่งด่วน
มู่ช่างถอยออกไปรอฟังเหตุการณ์อยู่ในห้องโถงกับมู่โจว หยวนฮูหยินไปเฝ้าอยู่ข้างเตียงบุตรสาวอย่างใกล้ชิด ขณะนั้นใต้เท้าหยวนยังไม่กลับจากท้องพระโรง
“มิใช่ว่านางอาการเก่ากำเริบหรอกนะพี่ช่าง”
“อืม น่าแปลกจริง แค่นางเงยหน้ามองดูฝูงนกที่บินวนเวียนบนกิ่งไม้ จู่ๆ ก็เป็ลมไป ตัวนางร้อนมากเลยทีเดียว ไม่รู้ว่านางจะอาการหนักหรือไม่”
ท่านหมอเยียนถูกรับตัวมาตรวจอาการของคุณหนูหยวน ไม่นานนักหญิงสาวก็ฟื้นขึ้นมา แต่นางกลับไม่ตอบสนองต่อคำถามใดๆ ดวงตายังคงเลื่อนลอย
“ให้คุณหนูดื่มยาแล้วนอนพักไปสักคืน พรุ่งนี้อาการก็จะดีขึ้นเองขอรับ” เยียนเจาบอกกับหยวนฮูหยิน
เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวอาการไม่หนัก หยวนฮูหยินก็สบายใจขึ้น หยวนจื่อจิงกลับออกมาบอกกับมู่ช่างและมู่โจว
“อาการของหลินเอ๋อร์ไม่น่าเป็ห่วงแล้ว เพียงแต่นางคงต้องนอนพักสักคืนตามคำสั่งของท่านหมอเยียน ข้าละอายใจนักที่ไม่อาจต้องรับขับสู้พวกท่านสองพี่น้องได้อย่างเหมาะสม คงต้องรบกวนพวกท่านกลับไปพักผ่อนก่อน โอกาสหน้าข้าค่อยชดเชยให้”
“คุณชายหยวนอย่าได้เกรงใจ เป็เราสองคนต่างหากที่มารบกวน หวังว่าคุณหนูรองจะแข็งแรงในเร็ววัน” มู่ช่างประสานมือตอบ “พวกเราขอตัวกลับก่อน”
บ่ายวันนั้นมู่ช่างกับมู่โจวออกไปสำรวจรอบๆ เมืองหลวง พวกเขาคิดถึง่ที่กำลังปราบฏ ครานั้นเพราะไม่ชำนาญเส้นทางในเมืองหลวงทำให้พลาดท่าเสียทีให้กับทหารฏ จากนั้นสกุลมู่ก็ให้ทหารหน่วยพยัคฆ์กับหน่วยสายฟ้าศึกษาเส้นทางในเมืองหลวงให้ละเอียด
กระทั่งหัวค่ำ สองพี่น้องจึงไปรับประทานอาหารที่เหลาสุราต้นถนนไป๋เติ้งโหลง
“พี่ช่าง ท่านคงอยากจะเห็นจิ้งจอกแดงอีกใช่หรือไม่”
“เ้ารู้ใจข้าจริง” มู่ช่างอมยิ้ม “เป็เช่นนั้น ข้าอยากให้วรยุทธ์ของเขาอีกสักครา”
“ข้าก็ด้วย” มู่โจวเอ่ยพลางรินสุราให้พี่ชาย
ทั้งสองตกลงกันเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คล้ายชาวบ้านเพื่อไม่ให้เด่นสะดุดตา ส่วนทหารติดตามก็ให้กระจายตัวแทรกอยู่ตามผู้คน เผื่อเหตุฉุกเฉินจะได้ช่วยเหลือกันได้ทัน
ฟางจิ่นรองหัวหน้าหน่วยพยัคฆ์ก็แต่งกายเป็ชาวบ้าน เขาปะปนอยู่กับผู้คนที่เดินขวักไขว่บนท้องถนน สอดส่ายสายตาหากลุ่มนักเลงที่เป็ลูกน้องของหน้ากากจิ้งจอกแดง
ในเมื่อหัวหน้ามู่ทั้งสองชื่นชมในตัวนักเลงใหญ่ที่คุมถนนไป๋เติ้งโหลง ตัวเขาก็ต้องสืบเื่คนผู้นี้ให้ชัดเจน สักพักข่าวก็มาถึง ฟางจิ่นรีบดิ่งไปหาหัวหน้าหน่วยของตน
“ได้ความแล้วขอรับ ฉินอี้กับสวีเถิงคนสนิทของหน้ากากจิ้งจอกแดง มีบ้านอยู่เลยไปอีกสองถนน พวกเขามักจะเปลี่ยนที่พักทุกสองเดือน”
มู่ช่างได้ยินก็เลิกคิ้ว “เพราะเหตุใด”
“ได้ยินว่าศัตรูมักจะตามหาและคิดจะลอบสังหาร หากแต่ทำไม่เคยสำเร็จ”
มู่โจวกวาดตามองไปรอบๆ “ผลประโยชน์บนถนนสายนี้มีมหาศาล ในเมื่อหน้ากากจิ้งจอกแดงควบคุมทุกร้านเอาไว้ได้ เงินทองย่อมหลั่งไหลไปที่เขา ผู้อื่นคงคิดจะโค่นล้มเพื่อก้าวขึ้นมาแทน”
“คงเป็เช่นนั้น” มู่ช่างผงกศีรษะ “เหล่าฟาง มีคนรู้ที่พักของหน้ากากจิ้งจอกแดงหรือไม่”
ฟางจิ่นส่ายหน้า “ไม่ขอรับ คนผู้นี้ไม่เคยมีผู้สะกดรอยได้สำเร็จสักครา”
“ฝีมือระดับองครักษ์ลับ มีหรือจะให้คนทั่วๆ ไปสะกดรอยได้” มู่ช่างยิ้ม “สมแล้วที่เป็ยอดฝีมือ”
มู่โจวมองดูยิ้มของพี่ชายแล้วก็หัวเราะเบาๆ “เห็นทีคราวนี้องครักษ์ลับคงไม่ลับเสียแล้ว เพราะพี่ชายข้าอยากจะสืบเื่ของเขาเต็มที”
“เ้ามันรู้มาก” มู่ช่างหันมาตบบ่าน้องชายเบาๆ
ตกดึกวันนั้น หน้ากากจิ้งจอกแดงก็ออกมาตรวจตราตามถนน ฉินอี้กับสวีเถิงเดินตามอยู่ด้านหลัง ระหว่างนั้นคุณชายเจ็ดเผยกับพี่ชายก็นำคนกลุ่มหนึ่งมาขวาง
“จิ้งจอกแดง ครั้งที่แล้ว เ้าทำข้าเจ็บแสบนัก กล้าส่งคนของข้าไปสำนักมือปราบ ทำให้ท่านพ่อลงโทษข้า”
“คุณชายเจ็ดเผย ท่านโชคดียิ่ง มีบิดาที่รู้ว่าบุตรชายของตนทำตัวเป็อันธพาลจึงได้ทำการลงโทษ ซุนจิ้งโหวนับว่าเป็ผู้เปี่ยมคุณธรรมสมคำร่ำลือ”
เผยเหวินโหรวหันไปหาพี่ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “พี่ห้า ท่านดูเอาเถอะ คนผู้นี้ไม่เกรงกลัวเราเลยสักนิด”
จิ้งจอกแดงหันไปมองหน้าบุรุษที่ยืนอยู่ข้างเผยเหวินโหรว “ท่านนี้เอง เผยเหวินฉี ข้าเคยได้ยินชื่อมาตั้งนาน เพิ่งได้พบตัวจริงก็คราวนี้”
เผยเหวินฉีเป็ขุนพลอยู่กองทัพแดนใต้ เพิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้านได้สองสามวัน น้องชายต่างมารดาก็แจ้นไปฟ้องว่าถูกรังแก เมื่อเผยเหวินโหรวเอ่ยชื่อ ‘หน้ากากจิ้งจอกแดง’ ออกมา เผยเหวินฉีก็รู้สึกสนใจ
เขารู้ว่าน้องชายของตนเป็คนเสเพล ที่คนของเผยเหวินโหรวถูกจับตัวไปก็น่าจะเป็เพราะไปรังแกผู้อื่น ไม่เช่นนั้นบิดาคงไม่ลงโทษให้ไปคุกเข่าในศาลบรรพบุรุษถึงสองวัน
“ข้าเองก็ได้ยินจากหลายคนว่าหน้ากากจิ้งจอกแดงผู้ดูแลถนนไป๋เติ้งโหลงแห่งนี้เป็ผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ไม่เคยพ่ายแพ้ผู้ใด”
“นี่ท่านคงไม่ได้คิดมาหาเื่ข้าเพราะน้องชายเสเพลของท่านหรอกนะ”
“ข้าเป็ทหาร ย่อมรักษากฎหมายอย่างแข็งขัน ในเมื่อคนของน้องเจ็ดทำผิดกฎหมาย เ้าจับพวกเขาส่งทางการก็สมควรแล้ว แต่ที่ข้าออกมาด้วยในคืนนี้ก็เพราะอยากจะขอประลองยุทธ์กับเ้า”
“พี่ห้า! ข้านึกว่าท่านออกมาเพราะอยากแก้แค้นแทนข้าเสียอีก นี่ท่านแค่อยากประลองกับเขาอย่างนั้นหรือ”
เผยเหวินฉีหันไปทำหน้าดุใส่น้องชาย “เ้าไปรอด้านโน้น อย่าทำตัววุ่นวาย หาไม่ ข้าจะให้ท่านพ่อลงโทษเ้าเพิ่ม”
คนรับใช้ของเผยเหวินโหรวรีบขยับเข้ามากระซิบ “คุณชายขอรับ หากว่าคุณชายห้าเอาชนะได้ ฝ่ายนั้นต้องาเ็แน่ ก็เท่ากับล้างอายแทนท่านแล้วนะขอรับ”
“เออ จริงด้วย” เผยเหวินโหรวยอมหลบไปข้างทาง
*********
