บทที่ 44 เจ้าคือพระชายารุ่ย
นี่มันตรรกะบ้าอะไร ลู่จือฉิงไม่สนใจตรรกะของเขาแน่นอน ถ้าอยากจะลบล้างตรรกะนี้ ต้องเริ่มจากต้นตอ ลู่จือฉิงจึงถามว่า “ท่านมีเหตุผลอะไรถึงบอกว่าข้าเป็นพระชายาของท่าน ท่านไม่ได้บอกว่าข้าเป็นมือสังหารหรอกหรือ?”
น้ำเสียงของนางฟังดูเหมือนว่ายอมเป็นมือสังหารยังดีซะกว่าจะเป็นพระชายาของเขา ชิวหลินรุ่ยเหลือบมองนางอย่างเย็นชา ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ
ลู่จือฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นของสิ่งนั้น นี่ไม่ใช่หยกที่นางมอบให้หลานเฉิงหรอกหรือ? แต่หลานเฉิงจะมอบให้ชิวหลินรุ่ยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วเขาจะหยิบมันออกมาทำไม พวกเขากำลังปรึกษาเรื่องสำคัญกันอยู่ไม่ใช่หรือ?
ชิวหลินรุ่ยถือหยกชิ้นหนึ่งไว้ในมือ หยกชิ้นนั้นเปล่งประกายอ่อนโยนภายใต้แสงแดด ดูแล้วทำให้จิตใจสงบ เห็นได้ชัดว่าเป็นหยกแกะสลักเนื้อแกะชั้นเลิศที่หาได้ยาก
ลู่จือฉิงเคยพกติดตัวตลอดแม้ในยามยากลำบากที่สุดก็ไม่เคยคิดขาย หากไม่ใช่เพื่อช่วยชีวิตตัวเองและเซี่ยมู่ในตอนนั้น นางไม่มีทางมอบให้ท่านอ๋องเป็นอันขาด
หยกชิ้นนี้ไม่ใช่หยกธรรมดา บนหยกยังสลักลวดลายอันวิจิตรงดงาม ด้านหนึ่งแกะสลักเป็นนกกางเขน นกกางเขนตัวนั้นดูมีชีวิตชีวา ขนนกแต่ละเส้นราวกับสั่นไหวอยู่ในสายลม ราวกับจะบินออกมาจากหยกได้ทุกเมื่อ
ลู่จือฉิง ไม่เคยเห็นหยกที่ไหนแกะสลักได้วิจิตรขนาดนี้มาก่อน ตั้งแต่ที่นางเดินทางข้ามเวลามาก็พกติดตัวตลอด บางทีอาจเป็นหยกที่ครอบครัวมอบให้ตั้งแต่เกิด ไม่ว่าอย่างไรลู่จือฉิงก็ทะนุถนอมมันเป็นพิเศษ
ชิวหลินรุ่ยจ้องมองหยกขาวอย่างเหม่อลอย เช่นเดียวกันกับตอนที่หลานเฉิงมอบมันให้เขา ก่อนหน้านี้ชิวหลินรุ่ยไม่เคยสังเกตเห็นหยกชิ้นนี้บนตัวลู่จือฉิงมาก่อน หากรู้ก่อนหน้านี้ชิวหลินรุ่ยไม่มีทางปล่อยให้นางหลุดมือไปได้
หยกชิ้นนี้ผู้อื่นอาจไม่รู้จัก แต่ชิวหลินรุ่ยรู้จักดีมันคือหยกที่เขาสวมให้กับพระชายารุ่ยด้วยมือของเขาเองในวันที่เขาแต่งตั้งนางเป็นพระชายา
นกกางเขนที่สลักอยู่บนหยกนั้น เป็นความลับที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้ ในวันที่พระมารดาให้กำเนิดเขา มีฝูงนกกางเขนบินวนเวียนอยู่เหนือวังหลวงไม่ขาดสาย
ในตอนนั้นพระมารดารู้สึกว่าเป็นมงคล จึงตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า‘เชวี่ยเอ๋อร์’ และให้ช่างฝีมือแกะสลักหยกขาวเป็นรูปนกกางเขน แทนความหมายมงคล โชคลาภ ชิวหลินรุ่ยถูกพระมารดาเรียกว่า ‘ชวี่ยเอ๋อร์’ มาโดยตลอด
จนกระทั่งชิวหลินรุ่ยอายุได้ห้าขวบ ฮ่องเต้รู้สึกว่าชื่อ ‘เชวี่ยเอ๋อร์’ ฟังดูเหมือนชื่อสตรีเกินไป จึงห้ามไม่ให้พระมารดาเรียกเขาแบบนั้นอีก ชื่อนี้จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน มีเพียงพระมารดาและเขาเท่านั้นที่ยังจำได้
แต่หยกชิ้นนั้นยังคงอยู่ พระมารดาบอกว่าจะเก็บไว้ให้ลูกสะใภ้ในอนาคต ในวันที่ชิวหลินรุ่ยแต่งตั้งลู่จือฉิงจึงได้สวมหยกขาวรูปนกกางเขนนี้ให้กับนางด้วยมือของเขาเอง เป็นการยอมรับว่านับแต่นี้ไปลู่จือฉิง คือฮูหยินที่เขาแต่งเข้าจวนอย่างถูกต้องตามประเพณี
ห้าปีผ่านไปหยกชิ้นนี้ได้กลายเป็นแผลเป็นในใจของชิวหลินรุ่ย ในตอนนั้นไม่พบหยกบนร่างของลู่จือฉิง สกุลลู่บอกว่านางตกหน้าผาหยกคงแตกละเอียดไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้หยกชิ้นนี้กลับปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้ง เรื่องราวในอดีตผุดขึ้นมาในความทรงจำ ลู่จือฉิงที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ว่าจะนิสัยใจคอหรือรูปลักษณ์ภายนอกจะแตกต่างจากลู่จือฉิงในอดีตมากเพียงใด ชิวหลินรุ่ยก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางคือพระชายารุ่ยของเขา
บางทีนางอาจจะความจำเสื่อมหลังจากตกหน้าผา หรือบางทีนิสัยของนางอาจจะเปลี่ยนไปหลังจากหายดีแล้ว แต่ในที่สุดลู่จือฉิงก็กลับมา กลับมาอยู่เคียงข้างเขาอีกครั้ง ความสุขที่ได้พบเจอหลังจากที่ต้องสูญเสียไป ทำให้ชิวหลินรุ่ยไม่อาจซ่อนความยินดีไว้ได้
ลู่จือฉิงมองชิวหลินรุ่ย นางไม่เข้าใจว่าเขาหยิบหยกชิ้นนี้ออกมาหมายความว่าอย่างไร “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ชิวหลินรุ่ยตั้งสติได้ ก่อนจะกำหยกในมือแน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหายไปอีกครั้ง ในใจของเขามีเรื่องราวมากมายที่อยากจะบอก แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมาเพียงไม่กี่คำ “เอาเป็นว่าเจ้าคือพระชายาของข้า”
เพียงคำพูดเดียวของเขาลู่จือฉิงก็ต้องตกเป็นพระชายาของเขาแล้วหรือ? เคยคิดถึงจิตใจของนางว่านางเต็มใจหรือไม่ ลู่จือฉิงได้แต่ส่ายหน้า บางทีในสายตาของชิวหลินรุ่ยคงไม่มีผู้ใดในโลกนี้ที่จะปฏิเสธเขาได้
เซี่ยมู่แอบกระตุกชายเสื้อของลู่จือฉิง พร้อมกับส่งสายตาให้ราวกับจะบอกว่า ‘วีรบุรุษย่อมไม่ถือสาหาความเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้’ การเป็น พระชายาย่อมดีกว่าต้องไปอยู่ในคุก เอาไว้หาทางหนีทีหลังตอนนี้เอาใจเขาก่อนเป็นดีที่สุด
ลู่จือฉิงเข้าใจความหมายที่เซี่ยมู่ตั้งใจจะสื่อเป็นอย่างดี ที่เซี่ยมู่พูดมาก็มีเหตุผล ถึงให้ชิวหลินรุ่ยสงสัยว่าพวกนางเป็นสายลับ นางก็คงไม่ดีใจหรอก สิทธิพิเศษของสายลับจะไปสู้พระชายาได้อย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่จือฉิงก็มีทีท่าทีสงบลง ชิวหลินรุ่ยมองไปที่ลู่จือฉิง เห็นว่านางยอมรับแล้วเขาก็รู้สึกโล่งใจ ไม่รู้เหตุใดถึงได้กังวลว่านางจะปฏิเสธ
การเป็นพระชายายังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือสามารถอยู่กับเซี่ยมู่ได้ ไม่ต้องทนทุกข์กับการพลัดพรากจากบุตรชายอีกต่อไป
พวกเขาพักอยู่ที่สวนฮวาเหยียน ซึ่งอยู่ใกล้กับเรือนพักของชิวหลินรุ่ย มากที่สุด เขาสามารถมาตรวจตราได้ตลอดเวลา แล้วท่านอ๋องรุ่ยจะมาตรวจตราอะไรที่ห้องของหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างนางกัน
เว้นแต่ว่าในอนาคต ลู่จือฉิงจะได้เป็นถึงพระชายาของท่านอ๋องรุ่ย ย่อมต้องมีโอกาสออกไปภายนอกบ้าง แต่ตอนนี้ลู่จือฉิงไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่เห็นเค้าความเป็นพระชายา แม้แต่กิริยามารยาทของกุลสตรีก็ยังไม่มี เช่นนี้แล้วลู่จือฉิงจะไปปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางได้อย่างไร
ดังนั้นทางจวนรุ่ยอ๋องจึงตัดสินใจฝึกฝนพระชายาอย่างเข้มงวด
ฝึกฝนอย่างเข้มงวดหรือ?
ลู่จือฉิงเพิ่งจะได้ยินเรื่องนี้ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ย้ายเข้ามาพักที่สวนฮวาเหยียน ฝึกฝนอย่างเข้มงวดคืออะไร หมายความว่าชิวหลินรุ่ยจะมาฝึกนางด้วยตัวเองหรือไง
ต่อมานางก็ได้รู้ว่าไม่ใช่ยักษ์มารมาฝึกฝน แต่การฝึกฝนนั้นโหดร้ายราวยักษ์มาร แต่ลู่จือฉิงก็ยังไม่เข้าใจนางเพิ่งจะกลับมาที่จวนท่านอ๋องรุ่ย จะต้องฝึกฝนอะไรอีก
เช้าตรู่ของวันใหม่ก็มีคนพาแม่นมผู้ดูแลมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาของแม่นมผู้นั้นแฝงไปด้วยแววตาเย็นชา แม้ว่าจะยิ้มอย่างนอบน้อม แต่ก็ทำให้ลู่จือฉิงรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งร่าง
แม่นมผู้นั้นยืนอยู่หน้าม่านที่หนาหลายชั้น กล่าวด้วยท่าทางเคารพว่า
“แม่นางลู่ ข้าเป็นแม่นมที่ท่านอ๋องรุ่ยส่งมาเพื่อสอนมารยาทให้แก่ท่าน ขอเชิญแม่นางลุกขึ้นแต่งตัวเถิดเจ้าค่ะ อย่าได้เสียเวลาเลย”
สอนมารยาทหรือ? ลู่จือฉิงไม่เข้าใจ ชิวหลินรุ่ยผู้นั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่ หรือว่าเขากำลังจะบอกว่านางไม่มีมารยาท? แต่มารยาทของคนโบราณนางก็เคยอ่านมาจากในหนังสือไม่น้อย คิดว่าตัวเองก็ทำได้ดีแล้วนี่นา
แต่นางก็เป็นถึงแม่นมที่ถูกเชิญมาลู่จือฉิงคงไม่เสียมารยาทตั้งแต่วันแรกที่พบกัน วันข้างหน้าคงไม่มีอะไรดีอย่างไรเสียขอรักษาน้ำใจกันไว้ก่อนก็แล้วกัน
ลู่จือฉิงจึงลุกขึ้นจากเตียงอย่างว่าง่าย เมื่อออกมาจากม่านกั้นถึงได้เห็นว่า มีสาวใช้ยืนอยู่หน้าเตียงถึงเจ็ดแปดคน
ในมือแต่ละคนถือถาดใส่เครื่องประดับและผ้าเนื้อดีมากมาย บางอย่าง ลู่จือฉิงรู้จักบางอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ลู่จือฉิงมองเครื่องประดับจนครบทุกชิ้นแล้วจึงค่อยหันไปมองแม่นมผู้นั้น
เห็นได้ชัดว่าแม่นมผู้นี้คงจะอยู่ในจวนรุ่ยอ๋องมาหลายปีแล้ว ดูต่างจากสาวใช้ทั่วไป แม้ว่าจะเป็นเพียงคนรับใช้เหมือนกันแต่ท่าทีของนางดูสง่างาม แม้แต่เจ้านายก็ยังต้องให้เกียรติอยู่สามส่วน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลู่จือฉิงที่ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน
คนส่วนใหญ่ในจวนล้วนไม่ยอมรับลู่จือฉิง นางมองแม่นมผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง แม้ว่าแม่นมผู้นั้นจะเป็นคนเก่าคนแก่ในจวนรุ่ยอ๋องแต่ก็เป็นแค่คนรับใช้ ถูกเจ้านายจ้องมองเช่นนี้ในใจก็เริ่มหวั่นไหว
แม้ว่าลู่จือฉิงจะมาจากไหนไม่มีใครรู้ แต่ท่านอ๋องรุ่ย ให้ความสำคัญเช่นนี้ ในอนาคตตำแหน่งย่อมไม่ธรรมดา แม่นมผู้นั้นเพิ่งเคยพบกับเจ้านายผู้นี้เป็นครั้งแรกจึงยังไม่รู้ว่านิสัยใจคอเป็นเช่นไร เมื่อถูกจ้องมองเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าตนได้ทำอะไรผิดไปหรือไม่
ในขณะที่กำลังกระวนกระวายใจ ลู่จือฉิงก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าพลางเอื้อมมือคว้ามือของแม่นมไว้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “นับว่าเป็นโชคดีของข้าที่ท่านอ๋องรุ่ยส่งท่านมาสั่งสอน ข้าผู้นี้มิรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ ขอท่านได้โปรดเมตตาด้วย”
เดิมทีแม่นมที่กำลังกังวลใจก็รู้สึกโล่งอก ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกนิยมชมชอบในตัวลู่จือฉิงขึ้นมา นางช่างเป็นเจ้านายที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน
ครั้นเห็นลู่จือฉิงยังคงยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นไม้ นางจึงรีบค้อมกายลงแล้วเอ่ยว่า “แม่นางลู่กล่าวหนักเกินไปแล้ว แม่นางลู่เพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญา ข้ามิอาจเอื้อมคำว่าเมตตาได้”
กล่าวจบนางก็หันไปตวาดเหล่าสาวใช้ว่า “พวกเจ้าตาบอดกันรึ! รีบนำรองเท้ามาให้แม่นางลู่สวมใส่เดี๋ยวนี้ ถ้าหากแม่นางลู่เท้าเย็นแล้วไม่สบายขึ้นมาพวกเจ้าได้ถูกลงโทษกันแน่!”
เหล่าสาวใช้จึงรีบรุดหน้าเข้ามาช่วยลู่จือฉิงเปลี่ยนเสื้อผ้า อาภรณ์เหล่านี้ล้วนประณีตบรรจงยิ่งกว่าชุดที่ลู่จือฉิงเคยสวมใส่มาตลอดยี่สิบปี ทำให้นางสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องสวมเครื่องแต่งกายเช่นนี้ด้วย