ภรรยาที่ไม่มีราคะตัณหากับสามีตัวเอง เกรงว่าคงหมดความสนใจในตัวสามีไปนานแล้ว
ดวงตาของซูจือฉือหนักอึ้ง แม้เขาจะไม่ได้คิดอะไรกับอันเยว่ แต่ก็บอกไม่ถูกว่ามันแปลกที่ตรงไหน ยามนี้เขากลับอยากลองดู ลองดูว่าสตรีผู้นี้ระอาสามีอย่างพวกเขาจริงหรือไม่
เขาจึงนำผักที่เลือกเสร็จแล้วไปวางในอ่าง และในตอนนี้เองจู่ ๆ ซูจือฉือก็ขยับเข้าใกล้อันเยว่ ทำให้นางใจนหันกลับไปมองซูจือฉือโดยไม่รู้ตัว
“จือฉือ นี่เ้า…”
“ฮูหยิน เรายังทำไม่ดีพอหรือ?”
เขาอยู่ใกล้มากจนลมหายใจของเขากระทบใบหูของอันเยว่ขณะที่พูด อันเยว่รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว และรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะกิดในหัวใจ
“ไม่ใช่ เ้าทำได้ดีมาก ข้าพอใจมาก”
อันเยว่รู้สึกกลัวเล็กน้อย จนไม่กล้าหันไปมองบุรุษข้างกาย กวางน้อยตัวนี้กำลังวิ่งชนในหัวใจของนาง
“ในเมื่อฮูหยินพอใจ เหตุใดไม่ให้ข้าจัดการธุระทุกอย่างเล่า? หรือฮูหยินไม่ไว้ใจข้า?”
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าข้าทำใจให้เ้าทำงานหนักเ่าั้ไม่ลง แต่นี่เป็การแสดงความจริงใจต่อเ้าเช่นกัน”
อันเยว่หันกลับมาสบตาซูจือฉือ ระยะห่างของทั้งคู่น้อยกว่าสองกงเฟิน เมื่อเห็นสันจมูกโด่งกับดวงตาสว่างไสวของเขา หัวใจของนางก็เต้นไม่เป็จังหวะ
เมื่อก่อน ตอนที่เห็นซูจือฉือก็มักรู้สึกว่าเขารูปงามเป็พิเศษ แม้เขาจะปฏิบัติกับผู้คนอย่างอ่อนโยน แต่ก็มักทำให้คนรู้สึกว่ามีระยะห่างเล็กน้อย
ในเวลานี้นางได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจเต้นของซูจือฉือ นางจึงเบี่ยงหน้าไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัวเพื่อหลบหลีกสถานการณ์ดังกล่าว ทว่ากลับถูกซูจือฉือโอบไหล่
“ฮูหยิน ระวังหกล้ม”
บ้าจริง ยังไม่ทันได้ซูจือฉือ ตอนนี้กลับกำลังจะถูกเขาแทนเสียแล้ว
“เอ่อ เ้าไปพักสักหน่อยเถอะ หากข้าทำเสร็จแล้วจะไปเรียก”
อันเยว่รีบหนีพ้นจากอ้อมแขนของซูจือฉือ หากไม่หนีออกมา นางกลัวจริง ๆ ว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ และหากมีอะไรกับเขาจริง ก็ยากที่จะอธิบายใด ๆ อีก
เป็เื่ง่ายหากคนสองคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันตกลงจะแยกทาง แต่หากมีข้อผูกมัดทางความรู้สึกแล้วก็เป็เื่ยาก หากนาง้าตัดใจต่อไป
เพราะความไม่สะดวกที่ขา แม้้าจะก่อกองไฟก็ทำได้ยาก เซียวสิงเยี่ยนทนมองต่อไปไม่ไหวจึงหยิบฟืนมาจากในมือของอันเยว่ แล้วนำไปวางไว้หน้าเตาดินที่สร้างเสร็จแล้ว
“ข้าไม่รู้ว่าเ้ากำลังวางแผนอะไร แต่ข้าขอเตือนเ้า หากเ้าลงมือกับพวกเขาสามคน ข้าไม่ยกโทษให้เ้าแน่นอน”
น้ำเสียงข่มขู่นี้ทำให้อันเยว่รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริง ๆ
ในฐานะภรรยาคนหนึ่ง การถูกสามีข่มขู่เกรงว่านี่คงเป็คนเดียวในราชวงศ์ต้าโจวกระมัง
“เซียวสิงเยี่ยน อย่าลืมว่าเ้าเป็สามีใหญ่ของข้า เ้าพูดกับข้าเช่นนี้หรือ?”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
บุรุษผู้นี้ช่างกำเริบเสิบสาน!
อันเยว่ส่งเสียงไม่พอใจ “เนื้อย่างในกระทะหินวันนี้ไม่มีส่วนของเ้า!”
“สตรีใจแคบ”
เห็นอยู่ว่าเซียวสิงเยี่ยนเป็ฝ่ายยั่วยุก่อน ยามนี้เขากลับบอกว่านางเป็คนใจแคบเสียอย่างนั้น อันเยว่กัดฟันกรอด หากเถียงต่อก็จะดูเหมือนว่านางเถียงมากยิ่งขึ้น
“เซียวสิงเยี่ยน เื่ในวันนี้ข้าจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเ้า เพียงแต่ วันหน้าข้าไม่อยากได้ยินคำพูดประเภทนี้อีกเป็หนที่สอง ยามนี้ข้ามีทรัพย์สินของข้า และไม่จำเป็ต้องพึ่งพาสามีอย่างพวกเ้าเลี้ยงดูอีกแล้ว หากเ้ากลัวว่าจะได้รับความอยุติธรรมที่บ้านข้า ข้าไม่เหนื่อยหรอก ก็แค่เขียนจดหมายหย่าหนึ่งฉบับ”
ก่อนหน้านี้ อันเยว่กลัวเซียวสิงเยี่ยนที่สุด และการข่มขู่ของเซียวสิงเยี่ยนก็ได้ผลที่สุดเช่นกัน
หากอันเยว่มีความคิดใดในใจ เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวสิงเยี่ยน นางไม่กล้าแสดงออกแม้แต่น้อย และจะประพฤติตัวดีมาก
แต่นั่นคืออันเยว่คนก่อน อันเยว่ในยามนี้เป็สตรีที่มีความคิดเป็ของตัวเองแล้ว!
“ได้เวลากินข้าวแล้ว!”
อันเยว่นำกระทะหินไปวางบนกองไฟแล้วทาน้ำมันลงบนกระทะหินบาง ๆ ทันทีที่วางเนื้อลงไปก็ได้ยินเสียงฉ่า ต่อมาก็ได้กลิ่นหอมของเนื้อ กลิ่นนี้ชวนให้คนอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ชายสี่คนย้ายโต๊ะกับเก้าอี้มาที่ข้างกระทะหิน จากนั้นนั่งล้อมวง และกลิ่นนี้ก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกเจริญอาหารยิ่งนัก
“เ้าใส่อะไรลงไปในนี้?”
หยูยวนเพิ่งชิมไปได้หนึ่งคำ เขาสามารถรู้รสเพียงไม่กี่รสชาติจากส่วนผสม แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่รู้
“นี่เป็ตำรับเฉพาะของข้า ย่อมบอกเ้าไม่ได้ นี่เป็ลาภปากของพวกเ้าเชียวนะที่ได้กินอาหารที่ข้าลงมือทำเอง การเป็หมาป่าเดียวดายของข้าคือวาสนาที่พวกเ้าสั่งสมไว้ั้แ่ชาติปางก่อนแน่นอน
อันเยว่กล่าวพลางคีบเนื้อคำโตใส่ปาก รสชาตินี้หาที่เปรียบไม่ได้ บอกได้เลยว่าเนื้อหมูนี้อร่อยมาก!
แม้ว่าพวกผู้ชายจะไม่พูดอะไรอีก แต่เมื่อเห็นตะเกียบของพวกเขาคีบเนื้อกันแบบไม่หยุดมือก็รู้แล้วว่าเนื้อย่างในกระทะครั้งนี้จับความเจริญอาหารของพวกเขาเป็เชลยได้อย่างแน่นอน
เมื่อนึกถึงอาหารใน่สิบปีที่ผ่านมา มันไม่ดีเลยจริง ๆ เทียบไม่ได้กับอาหารสองอย่างที่อันเยว่ปรุงแบบง่าย ๆ ด้วยซ้ำ
เมื่อกินอิ่มแล้ว อันเยว่ก็เปิดไห นางหยิบไข่เป็ดออกมาหนึ่งฟอง หลังจากทำความสะอาดอย่างละเอียดดีแล้วก็ปอกเปลือก
“ไฉนไข่เป็ดนี่ถึงใสเช่นนี้? หนำซ้ำยังมีลวดลายพิเศษด้วย?”
“นี่คือไข่เยี่ยวม้า ในนี้มีน้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว และยังมีเกลือกับส่วนผสมอื่น ๆ อีกเล็กน้อย”
อันเยว่พูดจบก็นำเต้าหู้ไข่เยี่ยวม้าไปวางในอ่าง เมื่อเทเครื่องปรุงก็ถือว่าเสร็จ
ไข่เยี่ยวม้าที่หั่นแล้วค่อนข้างดูน่ารับประทาน แต่สีของมันออกจะดำไปสักนิด และชวนให้ผู้คนอดหวาดกลัวไม่ได้
“ฮูหยิน ไข่สีดำนี้ไม่มีปัญหาจริง ๆ ใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหาแน่นอน”
อันเยว่คีบไข่เยี่ยวม้ากับเต้าหู้เข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างละเอียด ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอมอร่อย
“พวกเ้าก็ลองชิมดูสิ”
จมูกของเซียวสิงเยี่ยนไวมาก เขาได้กลิ่นฉุนทันที ซึ่งน่าจะเป็กลิ่นที่ส่งออกมาจากไข่เยี่ยวม้า ไข่ที่มีกลิ่นเช่นนี้กินได้ด้วยหรือ?
กู่หยางไม่ขยับตัว เขาจ้องไข่เยี่ยวม้าสักพัก แต่ยังไม่กล้าแตะมัน
“จือฉือ เ้าลองกินดูสักคำสิ ข้ารับรองเลยว่าอร่อย”
ในยามปกติ ซูจือฉือเป็คนรักความสะอาดมากคนหนึ่ง เขาจะไม่แตะของที่มีกลิ่นแรงเลย
เซียวสิงเยี่ยนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เกรงว่าซูจือฉือคงไม่ยอมแตะไข่เยี่ยวม้านั่นอย่างแน่นอน
หยูยวนมองดูอยู่ด้านข้าง กินไข่เป็ดที่หยิบขึ้นมาจากโคลนเช่นนี้ ช่างน่าขำ
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของทุกคนคือ ในเวลานี้ซูจือฉือคีบไข่เยี่ยวม้าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ส่วนอันเยว่ก็มองดูเขานำไข่เยี่ยวม้าเข้าปากด้วยสายตาคาดหวัง
“ปากของจือฉือใช้การไม่ได้อีกแล้ว”
หยูยวนปิดปากหัวเราะ แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากที่ซูจือฉือเคี้ยวอย่างละเอียด เขากลับแสดงแววตาชื่นชมให้เห็น มิหนำซ้ำยังยกนิ้วโป้งให้อันเยว่
เพราะการกระทำดังกล่าวของซูจือฉือ กู่หยางจึงคีบไข่เยี่ยวม้าเข้าปากบ้าง ตอนที่นำเข้าปากรสชาติแรงไปสักหน่อย แต่ภายหลังก็ได้กลิ่นหอมจนทำให้คนสงสัยว่านี่เป็ไข่เป็ดจริง ๆ หรือ
“พรุ่งนี้เราจะเริ่มขายไข่เยี่ยวม้า!”