เล่มที่2 บทที่36 ผลประโยชน์ใหญ่หลวงจากการท้าดวล
และนั่นก็มีความต่างกันราวฟ้ากับเหว!
จั่วเฉินย้อนคิดถึงเรื่องที่ถูกช่วงชิงพลังไปในวัยเด็ก เขาลำบากฝึกฝนอยู่เป็นสิบปีจนปลุกพลังสำเร็จและมีทุกอย่างในตอนนี้โชคชะตาที่ผันแปรนี้ทำให้เกิดความรู้สึกมากมาย
หลังการฝึกจบลง จั่วเฉินก็ออกจากห้องมายังโถงกลาง
ภายในโถงกลางและแท่นประลองต่างๆ มีคนมากมายกำลังโห่ร้องและชมการต่อสู้อย่างดุเดือดเห็นดังนั้นจั่วเฉินก็รู้สึกสนใจขึ้นมา เขาจ้องมองทุกอย่างตรงหน้าแล้วก็เกิดความรู้สึกฮึกเหิม
จั่วเฉินเห็นว่าบางแท่นประลองการต่อสู้ได้จบลงแล้ว จากนั้นผู้ชมก็เริ่มแลกเปลี่ยนแผ่นป้ายกัน
นี่กำลังพนันค่าผลงานกันอยู่หรือ?
“น่าสนใจ” จั่วเฉินพึมพำ สายตาเหลือบมองไปยังแท่นประลองที่หนึ่งเมื่อศิษย์สองคนก้าวขึ้นสู่แท่นประลอง คนที่ดูอยู่เบื้องล่างก็เริ่มพนันกัน
“หวังหลิน อัตราชดใช้ หนึ่งจุดห้าเท่า!”
“เจียงเชียนจั๋ว อันตราชดใช้หนึ่งจุดสองเท่า! ทุกคนรีบมาลงพนันกันเร็ว!”
ศิษย์ผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้นใต้แท่นการประลอง พร้อมกับหรี่ตามองศิษย์คนอื่นๆที่อออยู่ตรงหน้า จากนั้นคนอีกไม่น้อยก็แห่กันเอาแผ่นป้ายผลึกใสมาลงพนัน ซึ่งชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่พนันข้างเจียงเชียนจั๋ว
พวกเขาต่างก็คุ้นเคยกับศิษย์ทั้งสองนี้ดี เมื่อเทียบความสามารถกันดูแล้วเจียงเชียนจั๋วน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่า
จั่วเฉินกวาดตามองดูลานประลอง พอเห็นร่างทั้งสองบนแท่นประลองแล้วก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาแม้ทั้งสองจะมีพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าเหมือนกันทว่าเจียงเชียนจั๋วกลับดูมีรากฐานแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย ดังนั้น เพียงแค่เริ่มการต่อสู้เจียงเชียนจั๋วก็มีชัยไปก่อน
ผู้ลงพนันส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะพนันข้างเจียงเชียนจั๋ว
หลังจากหรี่ตาดูอยู่ครู่หนึ่ง จั่วเฉินก็ปลดปล่อยแรงปณิธานออกมาเพื่อสำรวจพลังของคนทั้งคู่ที่กำลังต่อสู้กันไม่นาน เขาก็ก้าวเข้าไปถามศิษย์คนที่รับแทงพนัน
“ข้าไม่มีแผ่นป้ายผลึกใส ทว่าแผ่นป้ายแสดงสถานะของข้ามีค่าผลงานอยู่ไม่รู้ว่าสามารถถ่ายโอนได้หรือไม่”
“ได้”
ศิษย์ผู้นั้นหรี่ตาด้วยท่าทางหลักแหลม ก่อนจะเดินนำจั่วเฉินมายังแท่นอักขระยันต์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
จั่วเฉินล้วงเอาแผ่นป้ายแสดงสถานะออกมาก่อนจะโอนถ่ายค่าผลงานหนึ่งพันแต้มเพื่อลงพนันข้างหวังหลิน คนรอบข้างที่เห็นเช่นนั้นก็เผยสีหน้าเสียดายออกมาศิษย์บางคนถึงกับเดินมาเอ่ยกับจั่วเฉิน
“เจ้าโง่หรือเปล่า ไม่เห็นหรือว่าเจียงเชียนจั๋วแข็งแกร่งกว่า ลงพนันข้างหวังหลินเช่นนี้ เจ้าได้เสียค่าผลงานเปล่าๆ พอดี”
จั่วเฉินเพียงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ใต้แท่นประลองมีศิษย์รายล้อมอยู่เกือบสามสิบคน ทว่าคนที่พนันข้างหวังหลินกลับมีไม่ถึงห้าคนนอกจากจั่วเฉินแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ทำท่าทางราวกับปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิตคาดว่าคงคิดจะเสี่ยงดวงกับอัตราชดใช้ที่สูงกว่าเพื่อหวังจะได้โชคลาภก้อนใหญ่กระมัง
ทั้งสองคนบนแท่นประลองยังคงเคลื่อนไหวและเข้าปะทะกันไม่หยุดต่างก็ระเบิดพลังอันน่ากลัวออกมา ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป แนวโน้มของการต่อสู้ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
แม้พลังของเจียงเชียนจั๋วจะแข็งแกร่งกว่า ทว่าการต่อสู้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับพลังเสมอไปเห็นได้ชัดว่าหวังหลินสามารถควบคุมจังหวะการต่อสู้ได้ดีกว่าเจียงเชียนจั๋วมากอีกอย่าง จั่วเฉินเองก็รู้สึกได้ ว่าแม้พลังของหวังหลินจะต่ำขั้นกว่าเล็กน้อยทว่ารากฐานกลับแน่นกว่ามาก ตรงกันข้าม เจียงเชียนจั๋วผู้นั้นกลับให้ความรู้สึกกลวงโบ๋จั่วเฉินเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะใช้ยาลูกกลอนบางอย่างเพื่อฝืนพัฒนาระดับพลังแน่
เช่นนั้นแล้ว หากเจียงเชียนจั๋วไม่สามารถเอาชนะหวังหลินได้ในเวลาอันรวดเร็วล่ะก็สถานการณ์หลังจากนี้ก็จะพลิกผัน และเพราะรู้ได้ถึงจุดนี้ จั่วเฉินจึงเลือกพนันข้างหวังหลินแทนแม้ภายนอกหวังหลินจะไม่ได้ดูแข็งแกร่ง แต่ความจริงแล้วตรงกันข้าม
หนึ่งเค่อหลังจากนั้น เจียงเชียนจั๋วก็ได้ปะทะเข้ากับหวังหลินและเพราะเขามีรากฐานไม่สมบูรณ์ จึงถูกหวังหลินซัดฝ่ามือใส่จนกระเด็นตกจากแท่นประลอง
ไม่นานการต่อสู้ก็จบลง และแน่นอนว่าจั่วเฉินพนันได้ถูกข้าง
“อะไรนะ หวังหลินชนะหรือ”
ศิษย์จำนวนไม่น้อยหน้าเขียวขึ้นมาทันที เดิมทีพวกเขามั่นใจในผลการต่อสู้จึงทุ่มค่าผลงานทั้งหมดลงพนันข้างเจียงเชียนจั๋ว คิดไม่ถึงว่าเจียงเชียนจั๋วผู้นี้จะไม่ได้เรื่องมีระดับพลังสูงกว่าแท้ๆ กลับพ่ายแพ้เสียได้
ส่วนจั่วเฉินกับห้าคนที่เหลือพลันมีรอยยิ้มประดับใบหน้า พวกเขาลงพนันข้างหวังหลินแม้จะไม่ได้ลงหนักแต่ก็ถือว่าได้กำไรมาไม่น้อย
สำหรับจั่วเฉิน สิ่งนี้เหมือนกับเขาได้ค่าผลงานเพิ่มมาห้าร้อยแต้มโดยไม่ต้องทำอะไร
หลังจากรับค่าผลงานมาแล้ว จั่วเฉินก็เบนสายตาไปทางอื่น ค่าผลงานห้าร้อยแต้มที่ได้มาเมื่อครู่เทียบได้กับการทำภารกิจระดับสองซึ่งการหาค่าผลงานด้วยวิธีนี้ดูจะไม่เลวนัก
ทุกคนในหอประลองต่างก็รู้กันว่าการพนันนี้ได้ค่าผลงานมาง่าย ทว่าก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกันพวกเขาใช้ได้เพียงสายตาในการประเมินการต่อสู้เท่านั้น แถมระหว่างการต่อสู้ก็มักจะเกิดการผลิกผันได้บ่อยๆสิ่งที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกจึงไม่แน่นอนเอาเสียเลย
เทียบกันแล้ว จั่วเฉินนั้นได้เปรียบมากกว่า ด้วยแรงปณิธานที่แข็งแกร่งเขาจึงสามารถวิเคราะห์พลังและรากฐานของทั้งสองฝ่ายเพื่อคาดการณ์ผลแพ้ชนะได้และความแม่นยำของมันก็ไม่ใช่ระดับที่คนทั่วไปสามารถทัดเทียมได้
หลังจากตระเวนดูอยู่รอบหนึ่ง จั่วเฉินก็ลงพนันต่ออีกสี่ห้าครั้งมีครั้งหนึ่งที่เขาทายพลาด ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ได้ค่าผลงานเพิ่มมาอีกเกือบสามพันแต้ม
หลายครั้งที่จั่วเฉินพนันข้างที่คนส่วนมากไม่เห็นด้วยทว่าน่าแปลกที่สุดท้าย ฝั่งที่เขาพนันก็เป็นฝ่ายชนะ
เพียงครู่เดียวก็ผ่านไปหลายชั่วยาม จั่วเฉินได้ค่าผลงานจากการพนันมากเกือบแปดพันแต้มซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียวการทำภารกิจระดับสองนั้นได้ค่าผลงานเพียงสามถึงสี่ร้อยแต้ม สิ่งที่จั่วเฉินได้มาในวันนี้จึงเทียบได้กับการทำภารกิจระดับสองถึงยี่สิบภารกิจ
ไม่นานก็มีคนสังเกตเห็นจั่วเฉิน ต่างก็พากันมองเขาด้วยสายตาประหลาดและงุนงงหากไม่ใช่เพราะที่นี่มีการต่อสู้หลายสนามและมีคนต่อสู้กันมากมายล่ะก็พวกเขาคงคิดว่าจั่วเฉินได้นัดแนะกับคนเหล่านั้นเพื่อโกงพนันแน่นอน เรื่องเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
จากนั้นเหตุการณ์ที่ทำให้จั่วเฉินไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีก็เกิดขึ้นหลังจากเขามาถึงหน้าจุดลงพนันก็ถูกปฏิเสธ
“เจ้าห้ามลง”
“อะไรนะ แบบนี้มันกีดกันข้านี่ ทำไมข้าถึงลงพนันไม่ได้” จั่วเฉินถามอย่างไม่สบอารมณ์ดูท่าความฝันที่จะได้ค่าผลงานเป็นกอบเป็นกำที่นี่จะพังทลายลงแล้ว
ทว่าในตอนนั้นเอง ศิษย์ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาหลังจากจ้องมองจั่วเฉินอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยออกมา
“เจ้ากล้าที่จะดวลกับข้าจ้าวจื่อซานสักยกหรือไม่”
“หืม? เพราะอะไร” จั่วเฉินจ้องอีกฝ่าย
“ใช้ค่าผลงานห้าพันแต้มเป็นเดิมพัน หากข้าแพ้ค่าผลงานห้าพันแต้มนี้จะเป็นของเจ้า แต่หากข้าชนะ เจ้าก็ต้องจ่ายข้ามาห้าพันแต้มเช่นกัน”จ้าวจื่อซานอธิบาย
ได้ยินดังนั้นจั่วเฉินก็หรี่ตาพินิจมองอีกฝ่าย รับรู้ได้ถึงพลังของจ้าวจื่อซานลางๆดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นหก นับว่ามีความสามารถไม่ธรรมดาเดาว่าน่าจะเป็นศิษย์เก่าแก่ในตำหนักนภาปราณยุทธ
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจั่วเฉินก็เข้าใจ การที่เขาลงพนันและได้ค่าผลงานมาไม่น้อยในระยะเวลาสั้นๆคงจะถูกคนหมายตาเข้าแล้ว และตอนนี้อีกฝ่ายก็มาหาถึงที่เพื่อจะทวงเอาค่าผลงานเหล่านั้นกลับไป
“ได้” จั่วเฉินตอบรับ
ได้ยินดังนั้นจ้าวจื่อซานก็เผยสีหน้ายินดีออกมา แม้จะไม่รู้ว่าทำไมจั่วเฉินถึงมั่นใจขนาดนี้แต่ในเมื่อกล้ารับคำท้า จ้าวจื่อซานก็ไม่คิดมากอีก ด้วยพลังระดับหลอมรวมขั้นหกของเขาหากปะทะกับศิษย์ระดับหลอมรวมขั้นห้าอย่างจั่วเฉิน คงเรียกได้ว่าง่ายดายราวกับปอกกล้วย
พอคิดว่ากำลังจะได้ค่าผลงานห้าพันแต้ม จ้าวจื่อซานก็อดใจรอไม่ไหว
คนรอบข้างพอเห็นดังนั้นแล้วก็รู้สึกเสียดาย คิดว่าทำไมตนเองไม่ชิงท้าดวลกับจั่วเฉินเสียก่อนค่าผลงานตั้งห้าพันแต้มเชียว ตอนนี้ถูกจ้าวจื่อซานช่วงชิงไปหมดแล้ว
ไม่นานคนทั้งสองก็มายืนอยู่บนแท่นประลอง ทว่าก่อนที่จะลงมือจ้าวจื่อซานก็เอ่ยปากอีกครั้ง
“ตกลงกันแล้วนะ ทุกคนเป็นพยานได้หากเจ้าแพ้จะต้องมอบค่าผลงานห้าพันแต้มให้ข้าแต่โดยดี”
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ทำเรื่องขายหน้าเช่นนั้นหรอก” จั่วเฉินตอบพร้อมรอยยิ้ม
ทันใดนั้น เงาทั้งสองก็ลงมือใส่กันทันที พลังปราณสายหนึ่งระเบิดออกมาจากตัวจ้าวจื่อซานก่อนที่เขาจะซัดฝ่ามือออกมาข้างหน้า
ดวงตาของจั่วเฉินที่จ้องจ้าวจื่อซานอยู่พลันเข้มขึ้น เขาก้าวเท้าขวาออกไปพร้อมกับกำนิ้วมือทั้งห้าก่อนจะชกหมัดออกไป
ตู้ม!
เบื้องหน้าจั่วเฉินเกิดคลื่นเสียงระลอกหนึ่ง พลังหมัดของเขาระเบิดออกมาเต็มที่กระทั่งอากาศก็คล้ายจะถูกอัดระเบิดไปด้วย
ขุมพลังอันดุดันสายหนึ่งพุ่งใส่กลางฝ่ามือของจ้าวจื่อซานพร้อมกับพลังปราณทันใดนั้นจ้าวจื่อซานก็หน้าเปลี่ยนสี เขาร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด
พริบตาถัดมา จั่วเฉินก็ชกหมัดที่สองตามออกไปและได้ส่งพลังปราณพิเศษของตนเองอัดเข้าใส่ตัวจ้าวจื่อซาน
จ้าวจื่อซานรู้สึกว่าพลังปราณธาตุดินในตัวคล้ายจะถูกพลังอันแข็งแกร่งผลักไสอยู่ทำให้พลังปราณเกิดติดขัดขึ้นมาจนยากจะโคจรพลังได้อีก เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรงจึงถูกอัดกระเด็นลอยออกไปไกลห้าเมตร
จ้าวจื่อซานที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นหก เพียงรับไปแค่สองหมัดก็หมดกำลังจะต้านทานต่อได้แต่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น จ้องมองมาทางจั่วเฉินด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“เกิดอะไรขึ้น เจ้ามีพลังระดับหลอมรวมขั้นห้าไม่ใช่หรือทำไมถึงแข็งแกร่งเช่นนี้เล่า หรือว่าจะเป็นอัจฉริยะที่มีร่างพิเศษกัน แล้วเมื่อครู่ทำไมข้าถึงไม่สามารถโคจรพลังได้ คล้ายกับพลังถูกผนึกเอาไว้”
จ้าวจื่อซานตกตะลึงมาก หลังจากรับรู้ทุกสิ่งในตัวของจั่วเฉินแล้วก็ขมวดคิ้วเขารู้สึกได้ว่าทุกอย่างในตัวจั่วเฉินล้วนธรรมดา แม้แต่ร่างกายก็ยังเหมือนคนทั่วไปไม่ใช่อัจฉริยะอย่างที่คิดไว้
“จะสู้ต่ออีกหรือไม่” จั่วเฉินเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าจ้าวจื่อซานด้วยรอยยิ้ม
“ไม่แล้ว ยังจะสู้ทำบ้าอะไรอีก”จ้าวจื่อซานตอบด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย
เดิมคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ค่าผลงานก้อนใหญ่มาแท้ๆ ที่ไหนได้กลับเจอคนจริงเข้าให้ ทั้งที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นหก แต่เขากลับไม่สามารถเอาชนะจั่วเฉินได้แค่เปิดฉากการต่อสู้ก็ถูกซัดจนหมดท่าเสียแล้ว
จั่วเฉินพยักหน้า “เช่นนั้นค่าผลงานห้าพันแต้มเล่า”