สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 35 ข้อมูลทั่วไปของโลกผู้บำเพ็ญ

    วันถัดมา หลี่ซวนเดินเข้ามาภายในหอตำรา


    เนื่องจากตัวเขาเป็นเพียงศิษย์ใหม่ จึงมีสิทธิ์เข้าใช้หอตำราได้เพียงสองชั่วยามเท่านั้น เขาจึงตั้งใจว่าจะใช้เวลานี้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโลกผู้บำเพ็ญให้มากที่สุด รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับห้วงลมปราณ ส่วนตำราสมุนไพรและวิชาต่างๆ นั้น เมื่อเข้าใจพื้นฐานดีแล้ว ค่อยกลับมาอ่านภายหลังก็ยังไม่สาย


    หลังจากเข้าไปยังหมวดข้อมูลพื้นฐานของโลกผู้บำเพ็ญ หลี่ซวนก็หยิบตำราหลายเล่มขึ้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว ด้วยความจำอันยอดเยี่ยม เขาสามารถจดจำเนื้อหาทั้งหมดได้ภายในเวลาเพียงสองชั่วยาม


    ...


    ผ่านไปสองชั่วยาม


    หลี่ซวนเดินออกจากหอตำรา มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนพักของตน บัดนี้เขาเข้าใจระบบการบำเพ็ญ ระดับของสัตว์อสูร ระดับอาวุธ และข้อมูลเกี่ยวกับห้วงลมปราณมากขึ้นกว่าที่เคย


    ระหว่างทาง เขาก็อดคิดทบทวนภายในใจไม่ได้


    ‘น่ากลัวเกินไปแล้ว... นี่หรือคือโลกของผู้บำเพ็ญ แต่ละระดับไม่ได้เพิ่มเพียงความแข็งแกร่ง... แต่ยังเพิ่มอายุขัยได้อีกนับร้อยนับพันปี’


    จากตำราที่อ่านมา ระดับถัดจากลมปราณแรกเริ่มคือ ฐานวิญญาณ ซึ่งเป็นการดูดซับพลังฟ้าดินจนก่อกำเนิด "ฐาน" ขึ้นภายในห้วงลมปราณ ยิ่งฐานมั่นคงเพียงใด หนทางในอนาคตก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น


    ระดับถัดมาคือ แก่นวิญญาณ เมื่อมีห้วงลมปราณและฐานแล้ว ผู้บำเพ็ญจะต้องหล่อหลอมกายเนื้อ กระดูก และพลังธาตุในรากวิญญาณให้ควบแน่น จนก่อกำเนิดเป็น "แก่นวิญญาณ" เพื่อเตรียมรองรับวิญญาณในระดับถัดไป


    หลี่ซวนอดถอนหายใจไม่ได้ ‘ไม่แปลกใจเลย... เหตุใดผู้ที่มีรากวิญญาณสี่ธาตุจึงบรรลุระดับนี้ได้ยาก เพราะต้องควบแน่นพลังทั้งสี่ธาตุพร้อมกันนี่เอง’


    ระดับต่อมาคือ วิญญาณแรกก่อตั้ง เป็นการสร้างวิญญาณขึ้นภายในห้วงลมปราณ แต่ก่อนจะสำเร็จ ผู้บำเพ็ญจะต้องผ่าน ด่านจิตมาร เพื่อชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์ เมื่อสร้างวิญญาณสำเร็จ แม้กายเนื้อจะถูกทำลาย ก็ยังสามารถแยกวิญญาณออกจากร่างเพื่อดำรงชีวิตต่อได้ หากมีกายเนื้อใหม่รองรับ


    ระดับถัดมาคือ ตัดวิญญาณ ผู้บำเพ็ญจะต้องตัดบางสิ่งของตนเอง เพื่อแลกกับบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และต้องเข้าใจหนทางที่ตนเลือกอย่างถ่องแท้ จึงจะสามารถก้าวต่อไปได้


    ส่วนระดับสุดท้ายที่มีบันทึกอยู่ในตำรา คือ แสวงเต๋า ข้อมูลเกี่ยวกับระดับนี้มีอยู่น้อยมาก ทราบเพียงว่าผู้บำเพ็ญต้องค้นหาเต๋าของตนเองเพื่อก่อเกิดตัวตนและเดินบนหนทางนั้นโดยไม่หวั่นไหว ว่ากันว่าผู้บำเพ็ญระดับนี้แทบสูญหายไปจากโลกตั้งแต่เมื่อหกพันปีก่อน เพราะทยอยไปยังโลกเบื้องบนกันหมดแล้ว


    ‘โลกเบื้องบนงั้นหรือ...’


    แม้ตัวเขาในตอนนี้จะสนใจเรื่องโลกเบื้องบนอยู่บ้าง แต่ด้วยระดับลมปราณแรกเริ่มอันแสนอ่อนแอ ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ คือการก้าวผ่านอุปสรรคตรงหน้าไปให้ได้เสียก่อน


    เมื่อเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดแล้ว หลี่ซวนก็เข้าใจความหมายของแต่ละขอบเขตมากขึ้น


    * ลมปราณแรกเริ่ม: การก่อเกิดห้วงวิญญาณเพื่อเป็นที่พักพิงแห่งแรกของพลังวิญญาณ หรืออาจเรียกอีกอย่างว่า ห้วงลมปราณ ซึ่งทั้งสองชื่อนี้มีความหมายเหมือนกัน แล้วแต่ผู้คนจะขานเรียก


    ฐานวิญญาณ : การสร้างฐานรองรับในห้วงวิญญาณ ยิ่งฐานมั่นคง ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น


    แก่นวิญญาณ : การสร้างกายเนื้อและแก่นพลัง เพื่อรองรับวิญญาณในห้วงวิญญาณ


    วิญญาณแรกก่อตั้ง : การกำเนิดวิญญาณภายในห้วงวิญญาณ


    ตัดวิญญาณ : การตัดพันธนาการของตนเอง เพื่อให้วิญญาณสมบูรณ์ เสมือนการใส่อารมณ์ให้วิญญาณภายในร่างนั้น


    แสวงเต๋า : การค้นพบหนทางแห่งเต๋าของตน ก่อเกิดตัวตนที่แท้จริง ก่อนก้าวเข้าสู่โลกเบื้องบน


    นอกจากนั้น ตำรายังบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรเอาไว้ โดยแบ่งออกเป็น แปดระดับ เทียบเท่ากับระดับผู้บำเพ็ญ ดังนี้:


    ระดับหนึ่ง : ลมปราณแรกเริ่ม (แบ่งเป็น ต้น กลาง สูง)


    ระดับสอง : ฐานวิญญาณ (แบ่งเป็น ต้น กลาง สูง)


    ระดับสาม : แก่นวิญญาณ (แบ่งเป็น ต้น กลาง สูง)


    ระดับสี่ : วิญญาณแรกก่อตั้งขั้นต้นถึงขั้นกลาง


    ระดับห้า : วิญญาณแรกก่อตั้งขั้นปลาย


    ระดับหก : ตัดวิญญาณขั้นต้นถึงขั้นกลาง


    ระดับเจ็ด : ตัดวิญญาณขั้นปลาย


    ระดับแปด : แสวงเต๋า


    (หากเป็นอสูรที่มีสายเลือดพิเศษ ก็จะแข็งแกร่งกว่าอสูรทั่วไปในระดับเดียวกันหนึ่งขั้น)


    ส่วนอาวุธ แบ่งออกเป็น ห้าระดับ ได้แก่:


    ระดับต่ำ


    ระดับกลาง


    ระดับสูง


    ระดับเหนือฟ้า


    สมบัติเลื่องชื่อ


    และสุดท้าย ข้อสงสัยเกี่ยวกับขนาดของห้วงลมปราณก็ได้รับคำตอบ:


    ขั้นต้น : ผู้บำเพ็ญทั่วไปมีขนาด 3–4 จั้ง / อัจฉริยะมีขนาด 5–7 จั้ง


    ขั้นกลาง : ผู้บำเพ็ญทั่วไปมีขนาด 10–20 จั้ง / อัจฉริยะมีขนาด 20–35 จั้ง


    ขั้นปลาย : ผู้บำเพ็ญทั่วไปมีขนาด 30–50 จั้ง / ผู้มีพรสวรรค์มีขนาด 40–70 จั้ง


    ‘แต่ตอนนี้... ข้าอยู่เพียงลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุด ห้วงลมปราณกลับมีขนาดถึงห้าสิบจั้งแล้ว ดูเหมือนข้าจะแตกต่างจากผู้บำเพ็ญทั่วไปจริงๆ เพราะแม้แต่ในตำรา ก็ยังไม่มีบันทึกเกี่ยวกับผู้ที่มีห้วงลมปราณกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้’


    ขณะที่หลี่ซวนกำลังทบทวนข้อมูลจำนวนมหาศาลอยู่ภายในหัว เบื้องหน้าของเขากลับมีกลุ่มคนห้าถึงหกคนยืนขวางทางอยู่เสียแล้ว


    คนกลุ่มนั้นก็คือ หลินเซวียน พร้อมลูกน้องอีกหลายคน พวกเขามาดักรอหลี่ซวนเพื่อท้าประลองเดิมพันโดยเฉพาะ หลังจากเห็นหลี่ซวนเดินออกมาจากหอตำราและกำลังมุ่งหน้ากลับที่พักผ่านเส้นทางอันเงียบสงบ หลินเซวียนจึงรีบนำคนมาดักรอทันที เพราะเขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้เรื่องกระเป๋ามิติของหลี่ซวน หากข่าวแพร่ออกไป อาจมีคนอื่นตัดหน้าเขาเสียก่อน


    เมื่อหลี่ซวนเดินเข้ามาใกล้ หลินเซวียนก็ยิ้มบางๆ ก่อนกล่าวขึ้น


    "เจ้ามีนามว่าหลี่ซวนสินะ ข้า หลินเซวียน... ขอท้าประลองเดิมพันกับเจ้า หากเจ้าชนะ กระเป๋ามิติยังคงเป็นของเจ้า แต่หากข้าชนะ เจ้าต้องมอบกระเป๋ามิติให้ข้า"


    ทว่าหลี่ซวนในเวลานี้ยังคงจมอยู่กับความคิด ข้อมูลจำนวนมากจากหอตำรายังคงวนเวียนอยู่ในหัว ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องอันตราย เขาย่อมไม่คิดหยุดทบทวนในเวลานี้ ดังนั้น เขาจึงเดินผ่านหลินเซวียนและพวกไป ราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น


    เมื่อทั้งหกคนเห็นเช่นนั้น สีหน้าของทุกคนก็พลันมืดครึ้มลงทันที พวกเขายืนขวางทางอยู่เห็นๆ แถมยังเป็นศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายกลับเมินเฉยใส่กันเสียอย่างนั้น!


    "นี่มันจะมากเกินไปแล้ว!"


    ลูกน้องของหลินเซวียนคนหนึ่งรีบก้าวออกมา ก่อนเอื้อมมือไปหมายจะจับไหล่ของหลี่ซวน


    ทันทีที่ถูกแตะตัว ร่างของหลี่ซวนเกือบหันกลับไปโต้ตอบตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อนึกถึงกฎของสำนักที่ห้ามศิษย์ลงมือต่อสู้กันโดยพลการ เขาจึงระงับการเคลื่อนไหวเอาไว้ ก่อนหันกลับมาจ้องเขม็งไปยังพวกเขาและถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    "พวกเจ้ามีอันใด?"


    น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแววตาสีครามคู่นั้นกลับเย็นเยียบจนชวนให้ผู้คนหวาดหวั่น เพียงได้สบตา ลูกน้องของหลินเซวียนก็รู้สึกหนาวเย็นไปถึงสันหลัง ถึงกับเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว


    ส่วนหลินเซวียนกลับเพียงยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยขึ้น "ข้าเห็นว่าเจ้ามีกระเป๋ามิติ สนใจประลองเดิมพันกับข้าหรือไม่?"


    หลี่ซวนฟังยังไม่ทันจบ เขาก็หันหลังกลับ ก่อนกล่าวเพียงสั้นๆ


    "ไม่สนใจ"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูกน้องของหลินเซวียนต่างพากันเดือดดาล แม้ในใจจะหวาดกลัวสายตาของหลี่ซวนอยู่บ้าง แต่ด้วยจำนวนคนที่มากกว่า พวกเขาจึงคิดจะเอ่ยรั้งอีกฝ่ายไว้อีกครั้ง


    ทว่าในเวลานั้นเอง เสียงของหลินเซวียนก็ดังขึ้น


    "หนึ่งพันหินวิญญาณ..."


    "หากเจ้าชนะ หินวิญญาณหนึ่งพันก้อนเป็นของเจ้า แต่หากเจ้าแพ้... จงมอบกระเป๋ามิติให้ข้า"


    เมื่อหลี่ซวนได้ยินคำว่า ‘หนึ่งพันหินวิญญาณ’ ฝีเท้าของเขาก็พลันหยุดชะงักลงทันที


    เขาค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง


    "เจ้าพูดว่า... หนึ่งพันหินวิญญาณงั้นหรือ?"

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน