ตอนที่ 19 อย่าลดเกียรติของตัวเอง
ซินมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาแปลกใจเขาไม่แน่ใจว่ามันเป็เพราะเขาหรือเปล่าที่ทำให้มันแสดงผลลัพธ์ออกมาแบบนี้แต่ตอนนี้เขาสามารถมองเห็น ค่าสถานะ ของแต่ละคนได้ ค่าสถานะที่ว่านั้นเป็สิ่งที่ถูกซ่อนเอาไว้ ไม่ว่าจะหวังดีหรือหวังร้ายก็ไม่ควรเปิดเผยค่าสถานะของอีกฝ่ายเพราะว่ามันจะเป็ตัวกำหนดชีวิตของเขาไปในอีกทิศทางหนึ่งทันที
เช่นถ้าซินเห็นค่าเวทมนตร์ที่สูงผิดปกติของทหารยามคนหนึ่งเข้า เขาไปบอกเธอให้ไปเป็นักเวทซะ เื่แบบนี้เกิดขึ้นได้เป็ผลดีของเธออย่างแน่นอนเขาคิดแบบนั้น แต่มันก็เป็การกำหนดชีวิตของเธอโดยทางอ้อมซึ่งซินคิดไว้ว่าเขาจะใช้พลังนี้ในการมองค่าสถานะของศัตรูหรือเพื่อช่วยเหลือคนที่สมควรช่วยเท่านั้น
“หน้ากากนี้มันทำอะไรได้บ้างหรือ” ซินถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เขาไม่กล้าบอกว่าตนเองค้นพบอะไร
“โอ้หน้ากากนั้นหรือ ปกปิดตัวตนกับพรางตัวนะ ทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะข้าไม่ถนัดด้านสลักเวท” ลุงกิลดาสบ่นออกมาเล็กน้อย
“ที่จริงแล้วแม้ว่าจะไม่เชี่ยวชาญแต่ข้าทำให้ทั้งสองนั้นเชื่อมโยงกันได้เ้าลองถือดาบดูสิ” ลุงกิลดาสกล่าวก่อนที่จะส่งดาบมาให้เขา
ซินรับไว้อย่างง่ายดายก่อนที่จะััได้ถึงการเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกับเขา เขาััได้ว่าออร่าของดาบเริ่มลดลงไปก่อนที่จะดูเหมือนกลายเป็ดาบธรรมดา จนทำให้ซินพยักหน้าอย่างพอใจ
เขาไม่้าอะไรที่มันทำให้เขาสะดุดตาเกินไป แม้ว่าใส่หน้ากากสุดเท่กับพกดาบเล่มใหญ่ก็สามารถทำให้เขาไม่เป็จุดสนใจจากผู้คนได้เขาคิดว่าการทำงานของทั้งสองคนนั้นสุดยอดมาก
“ทั้งสองคนจะไปที่ดินแดนของผมเลยหรือเปล่าครับ” ซินถามด้วยความสงสัยเพราะว่าเขาอยากจะให้ทั้งสองออกไปเสียตอนนี้เลยจนลืมถามความเห็นของทั้งสอง
“ไปสิทำไมไม่ละ เดี๋ยวพวกข้าเก็บของแป๊บหนึ่ง” ลุงกิลดาสกล่าวก่อนที่จะนำแหวนวงหนึ่งออกมาจากกระเป๋าก่อนที่จะดูดของทำงานทั้งหมดของเขา เข้าไปในนั้น
‘ไม่คิดว่าจะสามารถสร้างแหวานมิติได้ด้วย’ ซินมองไปที่แหวนด้วยดวงตาเป็ประกายก่อนที่จะถามว่า
“ลุงทำแหวนมิติได้ด้วยเหรอ”
“ได้สิถ้ามีวัตถุดิบอะนะ” ลุงกิลดาสกล่าวพร้อมยังเก็บของลงแหวนเหมือนเดิมโดยที่มีพีบีคอยช่วยจัดของด้วยส่วนเซมที่เดินไปไหนมาไม่รู้ก็กลับมาจากข้างบนและกล่าวบอกว่าเธอได้บอกเื่นี้ให้ภรรยาของกิลดาสฟังแล้วและเธอก็เคารพการตัดสินใจของเขา
ซินมองทั้งสองเก็บของก่อนที่จะเริ่มมองค่าพร์ของทุกคนในห้องนี้
โดยที่เริ่มส่งไปที่ลุงกิลดาส
[ตีเหล็ก ระดับ 7] [ค้อน ระดับ 10] [สลักเวท ระดับ 5]
และไปที่พีบีแต่เขาก็ต้องใเมื่อไม่สามารถที่จะมองค่าความสามารถที่ซ้อนไว้ของเธอได้
[???]
‘ดูเหมือนไม่ใช่ทุกคนที่จะดูค่าสถานะได้สินะ มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันหรือเปล่านะ’
ส่วนซินสำรวจค่าสถานะทุกคนไปทั่วเมื่อกิลดาสเก็บของเสร็จเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจการของมันสักเท่าไหร่ จนไปถึงที่ป่ากิลดาสบอกไม่้าที่จะลาใครซินได้ส่งครอบครัวของกิลดาสเข้าประตูวาปไปโดยที่มีเซจังนำทางทั้งสามคนไปยังที่พักของตน
ระหว่างทางซินไม่ได้ตกเป็เป้าสายตาของใครสักคนทำให้เขาดีใจมากแล้วเซ็งนิดหน่อย แบบเห้ฉันอยู่ตรงนี้สนใจฉันหน่อยสิ
ตอนนี้เขาเริ่มสับสนแล้วตัวเอง้าอะไรกันแน่
เขาเดินทางไปยังจุดนัดพบก็เจอกับรถม้าขนทาสหนึ่งคัน ในนั้นเต็มไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ที่สีหน้าเต็มไปด้วยจิตใจที่แตกสลาย
สายตาของพวกเขาหวาดกลัวและเหม่อลอย บางคนก็สั่นกลัวเงียบ ๆ ที่มุม
ซินมองทั้งหมดด้วยสายตาเฉยเมยก่อนที่จะไปสะดุดเข้ากับหญิงและชายคู่หนึ่ง เขามีผิวสีแทนและผมสีเงิน ั์ตาสีเทา
ทั้งสองคล้ายกันมากเขาเดาว่าทั้งสองน่าจะเป็พี่น้องกัน สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่เื่สีผิวหรือที่เขาดูโดดเด่นเื่หน้าตา
แต่เป็เพราะว่าค่าสถานะของพวกเขาที่เด่นชัดเจนเื่การเป็นักรบชั้นยอดไม่ก็ยอดขุนพล
ชื่อ??
ค่าสถานะ [ธนู ระดับ 10] [ฟันดาบ ระดับ 7] [ขี่สัตว์ ระดับ 5] [สื่อสารสัตว์เทพ ระดับ 1]
เมื่อเขามองสถานะของผู้หญิงดูดี ๆ ก็พบว่าหญิงสาวนั้นมีทักษะที่ไม่ธรรมดาเลยส่วนผู้ชายก็
ชื่อ??
ค่าสถานะ [ดาบ ระดับ 10] [ขี่สัตว์ ระดับ 5] [ธนู ระดับ 3]
ทั้งสองคนนั้นเรียกได้ว่าเขาไม่คิดเลยว่าจะได้เจอทาสที่มีความสามารถระดับนี้ ไม่สิพร์ระดับนี้
ความสามารถพอ ๆ ทักษะนี่พอ ๆ กับ ลุงกิลดาสเลย เผลอ ๆ อาจจะมากกว่าก็ได้ แถมเขาไม่สามารถััพลังของทั้งสองได้เลย มีความเป็ไปได้ว่าทั้งสองนั้นจะไม่ได้ฝึกฝนวิชาพลังพื้นฐาน
หรือมีอีกความเป็ไปได้หนึ่งที่เขาเคยได้ยินมา ก็คือพวกนั้นเป็ชาวเกาะแดนใต้ดินแดนที่เต็มไปด้วยทะเลทราย พวกเขานับถือเทพดวงอาทิตย์และเทพีแห่งผืนป่า พวกเขาจะมีสีผิวแทนและผมสีเงิน พวกเขาเชื่อเื่พลังแห่งเทพและจะสื่อสารกับเทพเพื่อยืมพลัง
‘จากที่เคยได้ยินมาก็คือทั้งสองคนชัด ๆ เลยนี่ หว่า’ ซินคิดในใจก่อนที่จะเลิกสนใจทั้งสองเพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องมานั่งสนใจใคร ถูกจ้างมาเป็คนคุ้มกันเฟ้ย ไม่ได้ถูกจ้างมาเป็คนนั่งดูคนที่น่าสนใจ
ซินกลัวส้นเท้าตัวเองในใจก่อนที่จะเดินไปทำงานด้วยท่าทางราวกับไม่สนใจโลก เขาแบ่งแยกตัวกับทหารคุ้มกันโดยสมบูรณ์ราวกับพวกโชว์เหนือไม่สนใจพวกที่อ่อนแอกว่า
ส่วนเซมเดินไปหาคนคนหนึ่งก่อนที่จะพูดคุยกันเล็กน้อย สายตาเ้าอ้วนนั้นมองเซมอย่างน่าขยะแขยง ส่วนซินก็มองเซมอย่างสงสัยเป็เขาจะต่อเ้านั้นตาแตกไปแล้วแต่ทำไมเซมยังทน
เมื่อทั้งคู่แยกกันเ้าอ้วนก็มองมาทางซินด้วยสายตาไม่เป็มิตรปนหวาดกลัวก่อนที่จะขึ้นรถม้ากลับเข้าเมืองไปด้วยความเร่งรีบ
“ทำไมเธอไม่เผาตาเ้าอ้วนนั้นสักหน่อยละ” ซินถามอย่างสงสัย
“คนคนนั้นคือเ้าเมืองค่ะนายท่านการจะทำอะไรเขานั้นจะทำให้แผนของเขาส่งผลกระทบได้” เซมกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าดูเหมือนเธอก็อดทนกับมันพอสมควร
“เซมฟังผมนะ เื่ของพวกเรานั้นมีร้อยพันหมื่นหนทางในการแก้ไข ถ้าใครมาดูถูกหรือดูิ่เธอแบบนั้นอีกละก็ อย่าได้เกรงกลัวผลที่จะตามมาต่อให้อีกฝ่ายเป็พระเ้าผมก็จะอยู่ข้างเธอเสมอ” ซินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนที่เขาจะไปเด็ดใบไม้มาหนึ่งใบ
ก่อนที่จะซัดมันไปที่ล้อรถม้าของเ้าเมืองจนล้อรถม้าขาดกระเซ็น
“ฟังผมนะ ตัวของผมนั้นคือผู้พิชิต ผู้ที่จะไม่ยอมให้ใครดูิ่และเหยียดหยาม ผู้ที่จะไปเหนือราชันและาา ผู้ที่จะพิชิตโลกใบนี้ด้วยสองมือของตน” ซินมองเซมด้วยสายตาแข็งกร้าว
“อย่าให้ใครดูิ่เธออีกเป็ครั้งที่สอง เธอไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะต้องยอมก้มหัวให้เ้าหมูโสโครกนั้น เธอคือคนของผม คนของผู้พิชิต เธอคือขุนพลของผม ความภาคภูมิใจหายไปไหนแล้ว เซม มันหายไปเพราะว่าตอนนี้เธออยู่ท่ามกลางความสงบสุขมากเกินไปเหรอ ถ้าเป็แบบนั้นจริง ๆ แม้ผมจะผิดหวังในตัวเธอ แต่ผมก็จะทำให้านี้เริ่มต้นเร็วขึ้นเอง” ซินมองไปยังขอบฟ้าอีกครั้งโดยที่ไม่สนใจเซม
ตัวของเธอสั่นสะท้านจากคำพูดของเขา ใช่ เธอลืมไปได้ไงว่าตัวเธอเป็ขุนพล ระดับ สีรุ่งผู้ทรงเกียรติ เธอคือขุนพลที่สามารถเปลี่ยนแปลงสนามรบแห่งหนึ่งให้นองเืโดยพลิกฝ่ามือ
“ดิฉันเข้าใจแล้วเ้าค่ะ” เซมคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อเห็นเธอเข้าใจในสิ่งที่เขา้าจะสื่อก็สบายใจขึ้น แต่เขาก็นึกถึงตัวเอง
‘เพราะผมหรือเปล่านะที่ทำให้เธอเป็แบบนี้’
อาจเป็เพราะเขาทำตัวผ่อนคลายเกินไปจนทำให้พวกเธอผ่อนคลายเกินความจำเป็ไปด้วย แต่ที่เขาทำแบบนั้นเพื่อลดความเครียดของตนเองและเพื่อเพิ่มความสบายใจของผู้ใต้อาณัติ แต่ดูเหมือนมันจะเป็ดาบสองคนมาทำร้ายคนของเขาเสียแล้ว
‘แม้ว่าจะรู้สึกผิดแต่ดูเหมือนว่า การพาพวกเธอไปเข้าร่วมาจะเป็ความคิดที่ไม่เลว’
ตอนแรกาครั้งนี้เขาจะเก็บเกี่ยวอย่างเดียวและคอยรับผลประโยชน์ที่หลังสุด แต่ดูเหมือนว่าการทำแบบนั้นจะทำให้คนของเขาเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่เขาไม่ได้คาดหวัง
‘ถ้ามีเราคนเดียวเื่ก็จะง่ายกว่านี้’ ซินคิดในใจเพราะว่าตัวของเขานั้นคิดว่าสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีระดับที่เรียกว่าแม้เห็นคนสนิทตายต่อหน้าก็แค่ยิ้ม ๆ ก่อนที่จะไม่สนใจ
เขาจะไม่เปลี่ยนความคิดของตนเองเพื่อผู้อื่นถ้าเขาอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ โลกใบนี้เขามีขุนพลที่ซื่อสัตย์สองคนติดตามมาด้วย
‘ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่พวกเธอจะซึมซับพฤติกรรมของเรา โดยไม่รู้ตัว’