สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 64 ห้วงลมปราณแปดสิบจั้ง กับข้อมูลของฐานวิญญาณ

    หลี่ซวนเดินออกมาจากเรือนโอสถได้สักพักหนึ่ง เขาเริ่มคิดข้อมูลต่างๆที่อยู่ในหัวและกำลังมุ่งหน้าไปยังเขตถ้ำเช่าบำเพ็ญเพียร เพื่อเตรียมดูดซับหินวิญญาณนับหมื่นก้อนที่เพิ่งได้รับมา


    ทว่าเขาประเมินดูแล้วว่า ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนคงไม่อาจดูดซับมันได้จนหมดอย่างแน่นอน เนื่องจากเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย ข้อจำกัดของรากวิญญาณสี่ธาตุก็เริ่มส่งผล ทำให้ความเร็วในการดูดซับพลังฟ้าดินของเขาเชื่องช้ากว่าคนปกติ


    ทว่าจุดด้อยนี้ก็ถูกชดเชยด้วยขนาดห้วงลมปราณที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าผู้อื่นเป็นพิเศษ เขาจึงสามารถดูดซับพลังฟ้าดินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพะวงว่าห้วงลมปราณจะปริแตกเพราะรับพลังไม่ไหว ถึงกระนั้น ในอนาคตเขาก็ยังต้องหาวิธีแก้ปัญหานี้อยู่ดี


    ‘หากมีวิชาที่ช่วยเร่งความเร็วในการดูดซับไอวิญญาณได้ก็คงจะดี... แต่วิชาที่ดูล้ำค่าเช่นนั้น ต่อให้เป็นหอตำราในชั้นสองก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่า ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงทำได้เพียงค่อย ๆ ดูดซับพลังเพื่อขยายห้วงลมปราณไปทีละเล็กน้อย และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะก้าวเข้าสู่ระดับฐานวิญญาณได้...’ ชายหนุ่มเดินพึมพำกับตัวเองไปตลอดทางที่เดินขึ้นยอดเขา


    รู้ตัวอีกที เขาก็เดินทางมาถึงเขตถ้ำเช่าบำเพ็ญเสียแล้ว ศิษย์ผู้ทำหน้าที่ดูแลการเช่าถ้ำเมื่อเห็นรูปลักษณ์ที่โดดเด่นตามข่าวลือของหลี่ซวนกำลังเดินเข้ามาก็จดจำเขาได้ในทันที อีกฝ่ายรีบก้าวเข้ามาประสานมือคารวะทักทายศิษย์พี่ของตนอย่างนอบน้อม


    "คารวะศิษย์พี่หลี่!"


    หลี่ซวนที่เริ่มชินกับการทักทายพวกนี้แล้วก็ประสานมือกลับก่อนเอ่ยด้วยเสียงเรียบ


    "ข้าต้องการเช่าถ้ำบำเพ็ญหนึ่งถ้ำ ราคาหนึ่งร้อยหินวิญญาณเท่าเดิมหรือไม่?"


    ศิษย์ผู้นี้ทำหน้างุนงง "ศิษย์พี่หลี่ท่านเป็นถึงศิษย์หลักแล้ว เหตุใดถึงจำเป็นต้องจ่ายหินวิญญาณด้วยล่ะ ทางสำนักนั้นมอบถ้ำบำเพ็ญเพียรที่ใหญ่และมีไอวิญญาณมากกว่า ถ้ำเช่าบำเพ็ญปกติเสียอีก หากศิษย์พี่ต้องการข้าจะพาท่านไปที่นั่นทันที"


    ‘หืม?’ หลี่ซวนสงสัยเล็กน้อย


    แต่เรื่องดี ๆ เช่นนี้มีหรือที่เขาจะปฏิเสธ


    "งั้นเชิญท่านนำทางไปเถิด" เขากล่าวพร้อมยกมือให้ศิษย์ผู้นั้นนำทาง


    เมื่อเห็นเช่นนั้นศิษย์ผู้นี้ก็เดินนำทางหลี่ซวนเข้าไปด้านในด้วยท่าทีตื่นเต้น พวกเขาเดินผ่านเขตถ้ำธรรมดาที่หลี่ซวนเคยใช้ ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพบกับถ้ำขนาดใหญ่ที่มีกลิ่นอายพลังฟ้าดินหนาแน่นกว่าถ้ำเช่าทั่วไปหลายเท่าตัว ภายในถูกตกแต่งอย่างประณีตและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หลังจากอธิบายวิธีการใช้งานคร่าว ๆ แล้ว ศิษย์ผู้นั้นก็ขอตัวลากลับ ปล่อยให้หลี่ซวนอยู่ตามลำพัง


    หลี่ซวนกวาดสายตามองรอบ ๆ ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ทันทีที่ผ่านพ้นปากถ้ำ ค่ายอาคมก็ทำงาน ประตูหินเลื่อนปิดสนิทตัดขาดจากโลกภายนอกทันที เขาเดินตรงไปทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนแท่นหิน แล้วเริ่มทบทวนความรู้เกี่ยวกับระดับการบำเพ็ญขั้นถัดไป


    ‘ระดับฐานวิญญาณงั้นหรือ...’ เขาหลับตานึกย้อนตอนหาข้อมูลในหอตำรา


    ระดับฐานวิญญาณ คือการสร้าง 'ฐาน' ขึ้นมาภายในห้วงลมปราณ เพื่อควบแน่นและบรรจุพลังฟ้าดินลงไปในฐานนั้น ยิ่งฐานมีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากเท่าใด ผู้บำเพ็ญก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น ซ้ำยังเป็นรากฐานสำคัญในการรองรับการทะลวงสู่ระดับถัดไป


    เงื่อนไขสำคัญของการก่อตั้งฐานวิญญาณก็คือ ห้วงลมปราณในร่างจะต้องถูกขยายตัวจนถึงขีดสุด ไม่อาจขยายเพิ่มได้อีกต่อไป จากนั้นจึงจะสามารถดึงพลังฟ้าดินเข้ามาควบแน่นเพื่อก่อสร้างรากฐานได้ ซึ่งในตอนนี้หลี่ซวนเพิ่งเข้าสู่ขั้นปลาย และห้วงลมปราณยังสามารถขยายได้อีกมาก เขาจึงยังไม่อาจก้าวข้ามระดับได้ในตอนนี้


    หลี่ซวนลืมตาขึ้น ก้มลงมองแท่นหินที่ตนนั่งอยู่ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ โถงถ้ำ ก็พลันเข้าใจบางสิ่งความคิดสว่างวาบเข้ามาในหัวทันที


    ‘เช่นนี้นี่เอง... ข้าพอจะเข้าใจแล้ว หากเปรียบโถงถ้ำแห่งนี้เป็นห้วงลมปราณของข้า แท่นหินที่ข้านั่งอยู่ก็เปรียบเสมือนฐานวิญญาณ ที่คอยรองรับร่างกายของข้าเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับต่อไป... นั่นคือระดับแก่นวิญญาณสินะ’


    เมื่อเปรียบเปรยเช่นนี้ เขาก็เริ่มมองเห็นภาพรวมของเส้นทางการบำเพ็ญได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


    ‘หากฐานคือภาชนะรองรับ... แล้วฐานวิญญาณของข้าจะมีรูปลักษณ์เช่นไรกันล่ะ?’


    ตามที่ตำราบันทึกไว้ ฐานวิญญาณจะแข็งแกร่งหรือมีคุณสมบัติเช่นไร ล้วนขึ้นอยู่กับ 'ธาตุ' ที่ผู้บำเพ็ญผู้นั้นมีความถนัดที่สุด ทว่าตัวเขากลับมีรากวิญญาณถึงสี่ธาตุ... เช่นนั้นแล้วฐานของเขาจะเป็นสิ่งใด? ไฟ? น้ำ? ลม? หรือจะเป็นพลังจากรากวิญญาณปริศนาธาตุที่สี่ที่เขายังไม่รู้จักกันแน่?


    ความสงสัยเรื่องรากวิญญาณยังคงเป็นปริศนาที่วนเวียนอยู่ในหัวมาตลอด แต่เขาตระหนักดีว่า หนทางเดียวที่จะค้นหาคำตอบนี้ได้ ก็คือเขาต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น


    "เฮ้อ... เอาเป็นว่าทบทวนข้อมูลได้คร่าว ๆ แล้ว เมื่อใดที่ข้าพร้อมจะทะลวงสู่ระดับฐานวิญญาณ ถึงเวลานั้นเดี๋ยวข้าก็คงรู้เองนั่นแหละว่าข้าถนัดธาตุใดกันแน่" หลี่ซวนถอนหายใจยาว สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปก่อนจะปล่อยวาง


    เขาสะบัดมือเบา ๆ เรียกหินวิญญาณระดับต่ำออกมาจากถุงมิติสามส่วน หรือประมาณสามพันกว่าก้อน กองไว้ตรงหน้า เพื่อเตรียมทยอยดูดซับพลัง เขาตั้งใจจะใช้วิชา 'ผนึกห้วงลมปราณ' ค่อย ๆ ขยายขนาดห้วงลมปราณของตน เป้าหมายในครานี้คือการดันห้วงลมปราณให้กว้างถึง 'แปดสิบจั้ง' ภายในหนึ่งเดือน ก่อนที่จะออกไปตามคำชวนของอวี่ฟ่าน


    เมื่อวางแผนในใจเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็ไม่รอช้า เริ่มลงมือทันที


    "เอาล่ะ... มาเริ่มดูดซับหินวิญญาณพวกนี้กันเลยดีกว่า"


    ฟึ่บ!


    ทันทีที่เริ่มดูดซับ หินวิญญาณหลายพันก้อนก็เปล่งประกายแสงสว่างวาบ พลังฟ้าดินบริสุทธิ์ค่อย ๆ ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่ซวนอย่างต่อเนื่อง ห้วงลมปราณราวกับผืนดินที่แห้งแล้งมานาน เมื่อได้รับสายฝนแห่งชีวิตก็พลันเปิดรับและกลืนกินพลังฟ้าดินที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง


    เมื่อเวลาผ่านไป หินวิญญาณที่เคยเรืองแสงเปล่งประกายก็ค่อย ๆ มอดดับลง กลายเป็นหินสีเทาไร้ค่าไปทีละก้อน...


    …


    และแล้ว... การปิดด่านดูดซับหินวิญญาณอันยาวนานและบ้าคลั่งของหลี่ซวน ก็ดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งผ่านพ้นไปหนึ่งเดือนเต็ม...


    หนึ่งเดือนต่อมา


    หินวิญญาณทั้งสามพันกว่าก้อนของเขาก็ได้กลายเป็นสีเทาหม่น


    ไอวิญญาณรอบตัวค่อยๆไหลเวียนเข้าสู่ห้วงลมปราณของเขาช้าลงเรื่อยๆ และวินาทีนี้มันก็ไม่สามารถดูดซับได้เพิ่มอีก


    หลี่ซวนเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มบางและก็ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง


    "ทะลวง!"


    ห้วงลมปราณได้ถูกทะลวงและค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นทีละนิด


    เจ็ดสิบสอง…


    เจ็ดสิบสี่…


    เจ็ดสิบหก…


    เจ็ดสิบแปด…


    และ…


    แปดสิบจั้ง


    ปั้ง!!


    เสียงระเบิดลูกใหญ่ดังก้องไปทั่วถ้ำ ไอวิญญาณกรรโชกพัดกระจายไปชนกับผนังถ้ำพร้อมหมอกคลุ้งไปทั่วห้อง


    หลี่ซวนเพียงสะบัดมือครั้งเดียว หมอกไอวิญญาณในห้องก็กระจายหายไป


    ฟึ่บ!


    เมื่อหมอกเหล่านั้นหายไปเขาค่อย ๆ ลุกขึ้นมากำหมัดแน่น เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกับพลังวิญญาณเอ่อล้นอยู่ในร่างและพละกำลังที่เพิ่มขึ้นมากของตน


    ‘แค่เพิ่มมาอีกสิบจั้ง ก็ทรงพลังถึงเพียงนี้เชียวงั้นหรือ?’


    พลังในร่างของเขาตอนนี้เพิ่มมากขึ้นมหาศาล แทบจะเรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่าเดิมเกือบเท่าตัว! หากให้เขากลับไปประลองกับฉืออิงอีกครา เขาเพียงใช้พลังไม่ถึงหกส่วน ก็คงสามารถเอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็น


    ‘น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว แค่แปดสิบจั้งยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากห้วงลมปราณของข้าขยายเพิ่มไปถึงเก้าสิบจั้ง พลังของข้าจะไม่เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณขั้นต้นเลยงั้นหรือ?’ เขาคาดการณ์ในใจ เพราะระดับฐานวิญญาณนั้นคืออีกขอบเขตหนึ่งที่ทรงพลังแตกต่างกับระดับลมปราณแรกเริ่มเป็นอย่างมาก


    ในบันทึกตำรา ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มที่มีห้วงลมปราณใหญ่มากที่สุดคือ 'เจ็ดสิบจั้ง' และนั่นคือระดับของยอดอัจฉริยะอย่างฉืออิงเท่านั้น บัดนี้เขาทำได้มากกว่าที่ในตำรานั้นบันทึกไว้เสียอีก และแค่แปดสิบจั้งเขาก็รับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเป็นเกือบเท่าตัวแล้ว หากขยายเป็นเก้าสิบจั้งได้ล่ะก็…


    แค่คิด หลี่ซวนก็ตื่นเต้นจนหัวใจเต้นรัว เขายิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่หาดูได้ยากนัก


    ครืด...


    ประตูหินหน้าถ้ำเลื่อนเปิดออก หลี่ซวนเดินก้าวเท้าออกไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นกระดาษข้อความแผ่นหนึ่งตกอยู่ตรงพื้นหน้าประตู เขาใช้พลังวิญญาณดึงมันขึ้นมาอ่านอย่างไม่รีบร้อน


    [เสี่ยวหลี่น้อย ตอนเที่ยงวันพวกข้ารอเจ้าอยู่ที่หลังสำนัก ตรงป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ หากเจ้าออกไปทางประตูหน้าสำนักล่ะก็ เกรงว่าคงมีคนไม่น้อยแห่แอบตามมาแน่ ๆ ฮ่า ๆ ๆ เจ้าก็ลอบออกมาก็แล้วกัน ข้ากับน้องจางจะรอเจ้าอยู่ที่นั่น… จากอวี่ฟ่านศิษย์พี่สุดที่รักของเสี่ยวหลี่น้อย]


    เขาอ่านข้อความพลางคลี่ยิ้มบาง แต่ก็ขมวดคิ้ว ตะหงิดใจแปลกๆกับข้อความที่ทิ้งท้ายไว้แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก


    ‘พวกท่านนี่รีบร้อนกันเสียจริง ฮึ ๆ เอาเถอะ เมื่อนัดกันไว้แล้ว ข้าก็คงต้องไปตามนัดล่ะนะ’


    หลังจากนั้นเขาก็ค่อย ๆ เดินออกไปจนใกล้ถึงปากทางเข้าเขตถ้ำเช่า เมื่อสังเกตเห็นแสงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า หลี่ซวนก็รับรู้ว่ายามนี้ยังคงเป็นช่วงเช้าตรู่


    ‘พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นงั้นสินะ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ข้าแวะไปใช้ป้ายหยกที่ผู้อาวุโสให้มาเพื่อแลกอาวุธระดับกลางก่อนดีกว่า’


    เมื่อเดินเข้าไปใกล้ปากทาง เขาก็เห็นศิษย์ดูแลถ้ำผู้นั้นกำลังทำหน้าที่อยู่เช่นเดิม เมื่ออีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา จึงหันมาพบกับหลี่ซวน แต่ยังไม่ทันที่ศิษย์ผู้นั้นจะเอ่ยปากทักทาย หลี่ซวนก็ชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน


    "ข้าบำเพ็ญเสร็จแล้ว พอดีมีธุระต้องไปจัดการต่อ ข้าน้อยขอตัวก่อน"


    ฟึ่บ!


    กล่าวจบ ร่างของเขาก็เลือนหายไปด้วยวิชาคล้อยตามสายลมในทันที ปล่อยให้ศิษย์ผู้นั้นยืนเกาหัวงุนงงอยู่หน้าถ้ำเพียงลำพัง


    ...


    หลี่ซวนมาปรากฏตัวอีกทีที่หน้า 'หออาวุธ' ของสำนัก เมื่อก้าวเท้าเข้าไป เขาก็พบว่าบรรยากาศด้านในร้อนระอุยิ่งกว่าข้างนอกเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ เดินเข้ามาที่นี่ได้ไม่กี่ก้าวก็คงจะต้องรีบวิ่งหนีออกไปกระโดดลงน้ำเป็นแน่


    แต่หลี่ซวนเพียงสร้าง 'โล่ไอวิญญาณ' ขึ้นมาบาง ๆ เพื่อกางกั้นไม่ให้อุณหภูมิความร้อนเหล่านั้นมาแผดเผาผิวหนัง เขาเดินลึกเข้าไปจนพบกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่กำลังนั่งพินิจดูกระบี่ในมือพร้อมกับถือค้อนตีเหล็กอีกข้างอยู่


    "เด็กน้อย เจ้ามีธุระอันใด? หากอยากหาอาวุธวิญญาณระดับต่ำก็จงไปที่หอแลกเปลี่ยนซะ"


    บุรุษผู้มีอายุราว ๆ ห้าสิบปี สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเพียงครึ่งตัว เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบนเรือนร่างสีแทนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น บ่งบอกถึงประสบการณ์ที่ผ่านการหล่อหลอมมาอย่างโชกโชน เขากล่าวออกมาโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ


    หลี่ซวนประสานมือคารวะก่อนกล่าว "เรียนผู้อาวุโส ผู้น้อยหลี่ซวน ต้องการมาแลกอาวุธระดับกลางหนึ่งชิ้นขอรับ"


    "ระดับกลาง? จะล้อเล่นก็มันน้อย ๆ หน่อย เมื่อครู่เจ้าบอกว่าแลก? จะแลกด้วยสิ่งใดกัน?" บุรุษผู้นั้นหันขวับมาจ้องหน้าเขาทันที


    หลี่ซวนไม่ตอบ แต่กลับชูป้ายหยกสีฟ้าออกมาให้ชายผู้นั้นดู


    "หืม..." เมื่อเขาเพ่งมองดูป้ายหยกในมือหลี่ซวนชัด ๆ เขาก็หันหน้ามองหลี่ซวนสลับกับมองหยกนั้นอยู่สองสามรอบ "เจ้ามีนามอะไรนะ?"


    "ผู้น้อยนามว่า หลี่ซวน ขอรับ" ชายหนุ่มตอบด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง


    หลังจากไตร่ตรองชั่วครู่เขาก็มั่นใจแล้ว บุรุษวัยกลางคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา น้ำเสียงและสีหน้าที่เคยเย็นเยียบเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน "โฮ่ ๆ ๆ ที่แท้ก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นศิษย์หลักคนใหม่ของสำนักนี่เอง! ทำไมเจ้าไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้เล่า! ข้ามีนามว่า เถี่ยซาน [ระดับฐานวิญญาณขั้นกลาง] ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่คอยหลอมอาวุธให้แก่สำนัก"


    และทุบอกของตัวเองดังปั้ก ในขณะที่มืออีกข้างยังคงถือค้อนตีเหล็กอยู่ "ตัวข้าไม่ค่อยรู้เรื่องราวภายนอกเท่าไหร่นักหรอก เพราะเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการสร้างอาวุธพวกนี้ แต่ก็พอได้ยินชื่อเสียงและข่าวคราวของผู้น้อยอย่างเจ้ามาพอสมควร เจ้าเอาหยกนั่นมาให้ข้าดูใกล้ ๆ สิ"


    หลี่ซวนที่เห็นท่าทีเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายก็ยิ้มรับ แล้วส่งมอบป้ายหยกสีฟ้าให้กับเขา


    "นี่ขอรับผู้อาวุโส"


    เถี่ยซานใช้พลังวิญญาณดึงป้ายหยกมาไว้ในฝ่ามือและตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง พอมั่นใจแล้วว่าเป็นของจริง เขาก็พยักหน้าด้วยความพอใจ "ไม่ใช่ของปลอม... ดี! เจ้าตามข้าเข้ามาด้านใน ข้าจะให้เจ้าเลือกอาวุธของเจ้าหนึ่งชิ้น"


    พูดจบ เถี่ยซานก็เดินนำทางไป หลี่ซวนเดินตามไปอย่างนอบน้อม เมื่อเดินมาถึงโถงด้านในก็พบกับประตูอีกหลายบาน อากาศรอบกายก็ยิ่งทวีความร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาต้องเพิ่มพลังเข้าไปในโล่ไอวิญญาณมากขึ้นไปอีก ตัวเขาได้ยินเสียงค้อนตีกระทบเหล็กดังก้องออกมาจากด้านใน สลับกับเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของบรรดาศิษย์ปนกับผู้อาวุโสบางคนราวกับว่า หากพวกเขาไม่ได้ตีเหล็ก ชีวิตของพวกเขาก็คงอยู่ไม่ได้


    พอถึงประตูบานที่สาม เถี่ยซานก็ผลักเปิดเข้าไป ภายในห้องมีอาวุธมากมายเรียงรายอยู่ ทว่าส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นอาวุธธรรมดา หรือไม่ก็เป็นอาวุธระดับกลางที่สภาพยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์นัก พอเดินมาถึงโต๊ะตัวหนึ่งตรงมุมห้อง เขาก็หันมาถามหลี่ซวน


    "เจ้าถนัดใช้อาวุธชนิดใดงั้นหรือ?"


    หลี่ซวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อาวุธที่เขาคุ้นเคยมีเพียงหมัดกับกระบี่ หากเป็นอาวุธจำพวกสนับมือหรือถุงมือ เขาก็ไม่มีเคล็ดวิชาหมัดที่รุนแรงพอจะดึงพลังของมันออกมาได้ และหากใช้อาวุธแปลกตา เขาก็ไม่อาจสำแดงวิชากระบี่ได้เช่นกัน วิชาระดับสูงที่เขารู้จักส่วนใหญ่นั้นล้วนใช้กระบี่เป็นหลัก เขาจึงตอบกลับไปอย่างหนักแน่นว่า


    "ข้าถนัดใช้กระบี่ขอรับ"


    เมื่อเถี่ยซานได้ยินดังนั้น ก็ดึงกระบี่สี่เล่มที่วางอยู่ตามแท่นวางอาวุธออกมาเรียงให้หลี่ซวนดู กระบี่ทั้งสี่พลันมาเรียงอยู่ตรงหน้าเขา แต่เมื่อหลี่ซวนเพ่งมองกระบี่เหล่านั้น เขากลับไม่สามารถสัมผัสถึงความแตกต่างของพลังจากพวกมันได้เลยแม้แต่น้อย


    เถี่ยซานเห็นหลี่ซวนทำสีหน้าเช่นนั้นก็เอ่ยอธิบาย "กระบี่เหล่านี้เป็นอาวุธระดับกลางที่มีคุณภาพสูงที่สุดในที่นี้แล้ว ตัวเจ้ายังอยู่เพียงขั้นลมปราณแรกเริ่ม จะสัมผัสถึงความแตกต่างของมันไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะนี่เป็นของที่ผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณเขาใช้กันทั้งนั้น"


    เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ซวนก็เกิดความสงสัยขึ้นมา "แล้วข้าต้องเลือกเช่นไรหรือขอรับ ผู้อาวุโส?"


    "อืม… กระบี่ทั้งสี่เล่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับธาตุของผู้เป็นเจ้าของที่แตกต่างกันน่ะ หากเรียงจากเล่มแรกไป มันคือธาตุ ไม้ ไฟ ลม และเล่มสุดท้ายคือกระบี่ที่สามารถรองรับพลังได้ทุกธาตุ แต่ข้อเสียของมันคือ มันจะดึงพลังของธาตุใดธาตุหนึ่งออกมาได้ไม่สุดสักอย่าง"


    เถี่ยซานอธิบายต่อ "หากให้ข้าแนะนำเจ้าในตอนนี้ ก็คงจะเป็นกระบี่เล่มที่สองหรือเล่มที่สาม เพราะวิชาของสำนักเฟิงหยวนส่วนใหญ่ หากเจ้าสามารถใช้วิชาในสำนักได้ ก็แสดงว่าเจ้าต้องมีรากวิญญาณธาตุไฟหรือธาตุลม"


    เมื่อหลี่ซวนได้ยินก็คิดตาม จริงอยู่ที่เขามีรากวิญญาณธาตุไฟและลม แต่เขาก็มีอีกสองธาตุอยู่ในร่างเช่นกัน หากให้เขาต้องเลือกใช้กระบี่ที่รองรับธาตุใดธาตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว เขาก็คงจะคิดหนัก


    พอครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ หลี่ซวนก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้ากระบี่เล่มที่สี่ขึ้นมา


    ทว่าทันทีที่เขาลองยกมันขึ้น เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เพราะมันหนักอึ้งกว่ากระบี่ปกติหลายเท่านัก! หากไม่ใช่เพราะว่าตนเพิ่งได้รับการขยายห้วงลมปราณจนถึงแปดสิบจั้งและมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น กระบี่เล่มนี้คงทำให้เขาต้องออกแรงยกจนหอบเป็นแน่ เขาลองยกแล้วตวัดกระบี่ไปรอบๆดู


    เมื่อเห็นหลี่ซวนสามารถยกกระบี่ที่หนักอึ้งเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้ด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เถี่ยซานก็เอ่ยชื่นชมออกมาจากใจจริง


    "สมแล้วจริง ๆ ที่เป็นถึงผู้ที่คว้าอันดับหนึ่งร่วมในงานประลองพันธมิตรเมฆามาได้ กระบี่เล่มนั้นข้อเสียที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างของมันก็คือ 'น้ำหนัก' ที่มหาศาลมากเลยล่ะ หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณ คนที่พยายามจะถือมันก็คงจะหน้าทิ่มจมดินไปแล้วล่ะ โฮ่ ๆ ๆ"


    หลี่ซวนที่ได้ยินสรรพคุณเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกถูกใจมันในทันที "ผู้อาวุโส ผู้น้อยขอเลือกกระบี่เล่มนี้แหละขอรับ"


    เถี่ยซานเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ไถ่ถามเหตุผลอันใดให้มากความ เขาเพียงโยนฝักกระบี่ที่เข้าคู่กันไปให้กับหลี่ซวน และเอ่ยว่า "เจ้าชอบก็ดีแล้ว กระบี่นี้แม้เจ้าจะไม่สามารถสำแดงพลังของมันได้เต็มที่ในตอนนี้ แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าอาวุธวิญญาณระดับต่ำอยู่มากโข ถึงเวลาเมื่อเจ้าขึ้นสู่ระดับฐานวิญญาณแล้วลองใช้มัน เจ้าจะรู้สึกถึงความแตกต่างเอง ไปเถิด ข้ามีธุระต่อ หากในอนาคตเจ้าอยากได้อาวุธชิ้นใดเพิ่มเติม เจ้าก็มาหาข้าที่นี่ได้ทุกเมื่อ แต่แน่นอนว่าไม่ฟรีหรอกนะ โฮ่ ๆ ๆ"


    "ขอบพระคุณผู้อาวุโสขอรับ" หลี่ซวนประสานมือกล่าวคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังเดินก้าวออกไป


    เมื่อเดินพ้นออกมาด้านนอก เขาก็พบว่าดวงอาทิตย์ลอยเด่นใกล้จะถึงช่วงเที่ยงวันแล้ว เขาจึงรีบใช้วิชาคล้อยตามสายลมเร้นกายหายวับไปทันที เพื่อไม่ให้ศิษย์คนอื่นสังเกตเห็นตัวเขา


    หลี่ซวนมาปรากฏตัวอีกทีที่ทางเดินลัดเลาะลงจากยอดเขา เขาเลือกใช้เส้นทางลับตาที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร และพุ่งทะยานลงจากเขาด้วยความรวดเร็ว เมื่อเขาลองแผ่จิตสัมผัสออกไปรอบ ๆ ก็พบว่ามีศิษย์บางคนกำลังเดินลงจากเขาบ้าง บางคนก็กำลังเดินหาเก็บสมุนไพรอยู่ริมทาง แต่ด้วยจิตสัมผัสของเขาที่ถูกยกระดับความแข็งแกร่งมาจากห้วงลมปราณแปดสิบจั้ง ทำให้ศิษย์เหล่านั้นไม่อาจจับสัมผัสตัวตนของเขาได้เลยแม้แต่น้อย


    ไม่นานนัก เขาก็สังเกตเห็นเงาร่างของคนสองคนกำลังยืนรออยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ หลี่ซวนจึงเร่งวิชาคล้อยตามสายลมพุ่งตรงเข้าไปหาทั้งสองในทันที


    ฟึ่บ!


    เมื่อทั้งสองสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของพุ่มไม้ที่กำลังสั่นไหวอยู่รอบตัว แล้วแผ่จิตสัมผัสออกไปตรวจสอบจนพบกับกลิ่นอายที่แสนคุ้นเคยที่ไม่ได้ปกปิดไว้ อวี่ฟ่านกับจางเหว่ยก็แย้มยิ้มและกล่าวทักทายออกมาอย่างยินดี


    "เจ้ามาแล้วสินะ เสี่ยวหลี่น้อย/หลี่ซวน"

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน