มู่ชิงเดินนำผ่านระเบียงหินที่ครั้งหนึ่งเคยมีเพียงกลิ่นอายความหนาวเย็นของหิมะ ทว่าบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหอมรัญจวนที่แปลกปลอม ฉางเสวี่ยเดินตามไปด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทุกก้าวที่เธอเดินผ่านทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านซากปรักหักพังของความทรงจำ
ระเบียงหินที่เคยเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการทำสมาธิ บัดนี้ถูกตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษสีแดงและม่านไหมที่ปลิวไสวตามลม การตกแต่งเหล่านี้สวยงามและหรูหรา แต่ก็ขัดแย้งกับความเรียบง่ายที่เคยเป็เอกลักษณ์ของสำนัก กลิ่นกำยานที่ลอยมานั้นไม่ใช่เพียงการตกแต่ง แต่เป็ส่วนหนึ่งของกระบวนการฝึกฝนใหม่ที่เน้นการกระตุ้นประสาทััและการผ่อนคลาย
นางหยุดยืนหน้าศาลาหกเหลี่ยมแล้วหันกลับมามองฉางเสวี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนัย ศาลาที่เคยเป็สถานที่สำหรับการสวดมนต์และการฝึกจิต บัดนี้ถูกปรับปรุงให้เป็พื้นที่สำหรับการฝึกฝนแบบใหม่ มีเบาะนั่งที่นุ่มสบายและการจัดแสงที่อบอุ่น ทำให้บรรยากาศดูเย้ายวนใจมากกว่าการเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
"อาจารย์ย่า... ท่านกักตนไปเนิ่นนานจนอาจไม่รู้ว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปเพียงใด" มู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะยกย่องแต่กลับแฝงความข่มอยู่ในที "บัดนี้สำนักเหมันต์เร้นลับไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ท่านประมุขหวงฝู่ทรงมีเมตตายึดรวมสำนักของเราเข้ากับวิถีหยินหยางอันยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนการปกครองเป็ระบบหอวิชาที่ทันสมัยกว่าเดิม"
คำพูดของมู่ชิงทำให้ฉางเสวี่ยรู้สึกเหมือนถูกฟาดด้วยสายฟ้า นางไม่เคยคิดว่าสำนักที่นางทุ่มเทชีวิตให้จะถูกยึดครองและเปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ การที่มู่ชิงเรียกผู้นำคนใหม่ว่า "ท่านประมุข" แสดงให้เห็นถึงการยอมรับและการเคารพที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่การยอมจำนนด้วยความกลัวหรือความจำเป็
ฉางเสวี่ยขมวดคิ้ว "ระบบหอวิชาอย่างนั้นหรือ?"
นางพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ระบบหอวิชาเป็แิที่แปลกใหม่สำหรับนาง ในอดีต สำนักเหมันต์เร้นลับเป็สำนักที่เน้นการฝึกฝนเดี่ยวและการรักษาความบริสุทธิ์ ศิษย์แต่ละคนจะได้รับการฝึกฝนตามความสามารถและความเหมาะสมของตนเอง ไม่มีการแบ่งแยกตามระดับหรือการจัดกลุ่มแบบเป็ทางการ
"เ้าค่ะ ศิษย์หญิงที่มีพร์ทั้งหมดจะถูกส่งไปบำเพ็ญคู่กับเหล่าศิษย์เอกชายจากสำนักหยินหยาง" มู่ชิงอธิบายพลางแผ่กลิ่นอายพลังระดับปรมาจารย์ออกมาจงใจกดดัน "วิถีเดิมที่ท่านยึดถือนั้นเชื่องช้าเกินไป ดูข้าสิอาจารย์ย่า... ข้าเป็เพียงอาจารย์ทั่วไปในหอวิชาใหม่นี้ แต่ข้ากลับมีพลังทัดเทียมกับท่านได้ในเวลาอันสั้น ทั้งหมดนี้เป็เพราะท่านประมุขหวงฝู่ทรงวางโครงสร้างสำนักไว้เพื่อส่งเสริมพวกเรา"
การอธิบายของมู่ชิงเปิดเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในปรัชญาการฝึกฝน การบำเพ็ญคู่ระหว่างชายและหญิงเป็สิ่งที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของสำนักเหมันต์เร้นลับ ที่เคยเชื่อว่าการรักษาความบริสุทธิ์และการฝึกฝนเดี่ยวคือทางสู่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏต่อหน้านางนั้นไม่อาจปฏิเสธได้
พลังที่มู่ชิงแผ่ออกมานั้นไม่ใช่พลังที่บริสุทธิ์เหมือนที่ฉางเสวี่ยคุ้นเคย แต่เป็พลังที่ผสมผสานระหว่างหยินและหยางอย่างสมบูรณ์แบบ มันมีความหนาแน่นและความเสถียรที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นว่าวิธีการใหม่นี้ไม่ได้ทำให้พลังอ่อนแอลง แต่กลับทำให้แข็งแกร่งขึ้นในรูปแบบที่แตกต่าง
ฉางเสวี่ยรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบคั้น ความภาคภูมิใจในพลังที่ฝึกฝนมา 200 ปีสั่นคลอนเมื่อเห็นศิษย์หลานที่มีระดับเท่ากันเพียงเพราะการบำเพ็ญคู่ นางรู้สึกอับยศจนอยากจะสะบัดหน้าหนีไปจากสถานที่โสมมแห่งนี้ทันที
ความรู้สึกของนางไม่ได้เกิดจากความอิจฉาเพียงอย่างเดียว แต่เป็ความรู้สึกว่าการเสียสละและความทุ่มเทของนางกลายเป็สิ่งที่ไร้ความหมาย นางทนทุกข์ทรมานจากความเหงาและความหนาวเหน็บในถ้ำใต้พิภพ เสี่ยงชีวิตเพื่อบรรลุขั้นหยวนอิง แต่กลับพบว่ามีวิธีการที่ง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
การที่มู่ชิงเรียกนางว่า "อาจารย์ย่า" ด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเคารพแต่กลับแฝงความดูถูกนั้น ทำให้ฉางเสวี่ยรู้สึกเ็ปยิ่งกว่าการถูกดูิ่โดยตรง มันเป็การแสดงให้เห็นว่าในสายตาของมู่ชิง นางเป็เพียงตัวแทนของอดีตที่ล้าสมัยและไม่มีประโยชน์แล้ว
ทว่าในวินาทีที่ความโกรธกำลังจะพานางเดินจากไป ภาพของท่านอาจารย์หญิงคนก่อน (อาจารย์ของฉางเสวี่ย/ทวดของมู่ชิง) ก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก... ภาพของสตรีผู้ใจดีที่เก็บนางทารกกำพร้าขึ้นมาจากกองหิมะ และสั่งเสียไว้ก่อนสิ้นลมว่า 'ดูแลสำนักของเราให้ดี'
ความทรงจำนั้นเ็ปและหวานอมขมกลืนในเวลาเดียวกัน ท่านอาจารย์หญิงคนก่อนเป็ผู้ที่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่นาง ไม่เพียงแต่ชีวิตและการฝึกฝน แต่ยังรวมถึงความรัก ความเมตตา และความหวัง นางเป็แม่ เป็ครู และเป็แรงบันดาลใจของฉางเสวี่ยตลอดชีวิต
การที่ท่านอาจารย์หญิงเก็บนางจากกองหิมะนั้นไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่เป็การเลือกที่มีความหมาย ท่านเห็นศักยภาพในเด็กทารกที่ถูกทอดทิ้ง และให้โอกาสในการเติบโตและพัฒนา คำสั่งสุดท้ายของท่านไม่ใช่เพียงคำขอร้อง แต่เป็การมอบหมายภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิต
'ข้าจะหนีไปได้อย่างไร...' ฉางเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเื 'ที่นี่คือบ้านของท่านอาจารย์หญิง คือสิ่งเดียวที่ท่านเหลือทิ้งไว้ให้ข้า หากข้าไปเสียคนหนึ่ง สำนักเหมันต์ฯ ก็คงไม่เหลือแม้แต่ชื่อให้ใครจดจำ ข้าต้องอยู่... แม้จะต้องทนอยู่ในนรกแห่งนี้ ข้าก็ต้องอยู่เพื่อรักษาเกียรติสุดท้ายของท่านไว้'
ความรู้สึกผิดชอบที่หนักอึ้งนั้นกดทับจิตใจของนางอย่างไม่ปรานี นางรู้ดีว่าหากตนเองจากไปในวันนี้ ชื่อเสียงและมรดกของท่านอาจารย์หญิงก็จะสูญหายไปตลอดกาล สำนักเหมันต์เร้นลับที่เคยเป็สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความแข็งแกร่งจะกลายเป็เพียงส่วนหนึ่งของสำนักใหญ่ที่ไม่มีใครจดจำ
นางมองไปรอบๆ อีกครั้ง เห็นศิษย์หญิงที่เดินผ่านไปมาด้วยท่าทางมั่นใจและเย้ายวนใจ พวกนางสวมใส่เสื้อผ้าที่เน้นสัดส่วนและมีสีสันสดใส ไม่ใช่ชุดขาวบริสุทธิ์ที่เคยเป็เอกลักษณ์ของสำนัก ดวงตาของพวกนางเปล่งประกายด้วยความมั่นใจและความรู้ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการฝึกฝนแบบประสานพลัง
แต่สิ่งที่ทำให้ฉางเสวี่ยรู้สึกเ็ปที่สุดคือการที่ศิษย์เหล่านี้ดูมีความสุขและพึงพอใจกับการเปลี่ยนแปลง พวกนางไม่ได้ดูเหมือนถูกบังคับหรือถูกข่มเหง แต่กลับดูเหมือนได้พบกับสิ่งที่ดีกว่าที่เคยมี นี่ทำให้นางตั้งคำถามกับตนเองว่าสิ่งที่นางเชื่อมาตลอดนั้นถูกต้องหรือไม่
'บางทีข้าอาจจะผิด...' ความคิดนี้แล่นผ่านใจนางเพียงชั่วขณะก่อนที่จะถูกกวาดล้างไปด้วยความทรงจำของท่านอาจารย์หญิง 'ไม่! ท่านไม่ได้ผิด วิถีของเราคือวิถีที่ถูกต้อง แม้ว่าจะช้าและยากลำบาก แต่มันบริสุทธิ์และแท้จริง'
ในขณะที่นางกำลังจมดิ่งอยู่กับหนี้บุญคุณที่ไม่อาจละทิ้งได้ เงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีครามก็ก้าวเข้ามา... ปรมาจารย์ชิงเฟิง ผู้ที่เฝ้ามองนางด้วยสายตาสั่นเครือห่วงใย
ในที่สุด นางก็ตัดสินใจด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง "ข้าจะอยู่... เพื่อท่านอาจารย์หญิง เพื่อสำนักแห่งนี้ แต่ข้าจะไม่ทอดทิ้งหลักการของตนเอง ข้าจะหาทางที่จะรักษาสิ่งที่มีค่าของวิถีเดิมไว้ในรูปแบบใหม่"