ในโลกแห่งนี้มีพลังงานบริสุทธิ์ในธรรมชาติ เรียกขานกันว่าเป็พลังปฐมธาตุา ทุกสรรพสิ่งสามารถดูดซับพลังงานเหล่านี้เข้ามาไว้ในธาตุจตุรธาตุต้นกำเนิดในร่างกาย เมื่อบำเพ็ญตะบะแล้วจะทำให้พลังเหล่านี้ปรากฏขึ้น ที่เรียกว่า ‘พลังอิทธิ’ เป็พลังงานที่ทำให้ผู้คนสามารถมีอิทธิฤทธิ์ ผู้ที่มีพลังอิทธิที่กล้าแข็ง ย่อมมีอิทธิฤทธิ์มาหาศาล ไร้ผู้ต่อกร แม้ว่า ผู้นั้นจะเชี่ยวชาญคัมภีร์ศาสตราระดับสูง หรือกล้าแข็งยุทธเวทย์อักขระ ก็หาได้เป็คู่ต่อกรไม่ แต่มีเื่หนึ่งที่อาจารย์ย้ำให้ครามจดจำไว้ คือ
จงจำไว้คราม สายการฝึกฝนที่จำเป็ที่สุดคือสายอิทธิฤทธิ์ ผู้ที่มี ‘พลังอิทธิ’ ที่กล้าแข็ง เข้าฌาณจนบรรลุระดับชั้นต่างๆ ยิ่งสูงมากเท่าไรยิ่งสามารถเพิ่มฤทธานุภาพ ให้แก่ผู้ที่ร่วมฝึกวิชาแขนงอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็ ศาสตรา หรือผู้ฝึกยุทธเวทย์ อย่างเช่น ผู้ที่ฝึกวิชาศาสตราควบคู่กับการบำเพ็ญเพียรจนได้พลังอิทธิไว้ใน จะทำให้สามารถฝึกฝนวิชานั้นๆ รวดเร็วกว่าผู้ที่ไม่มีพลังอิทธิ หรือแม้แต่ยุทธ์เวทย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้นสายอิทธิฤทธิ์ถือได้ว่าเป็เสมือนวิชาบังคับสำรับเ้าที่มีความสำคัญ ถือเ้าต้องบรรลุขั้นสูงสุดให้ได้ หากเ้าเริ่มต้นจากสายอิทธิฤทธิ์ เ้าจะฝึกสาขาอื่นๆ ได้ไม่ยาก และรวดเร็วดังเช่นที่กล่าวมา’
ในพิภพแห่งฌาณ ทุกวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่สามารถสร้าง ‘พลังอิทธิ’ ภายในได้ ไม่ว่าจะเป็เพราะกายภาพั้แ่เกิด หรือเพราะไม่รู้วิธีฝึกอย่างถูกวิธี จึงทำให้เกิดสายฝึกสามแขนงหลัก ที่สร้างกระแสพลังอันนำพาไปสู่ความยิ่งใหญ่ สามกระแส ได้แก่ อิทธิฤทธิ์ ศาสตราวุธ และยุทธ์เวทย์
สายวิชาอิทธิฤทธิ์ หรือส่วนใหญ่เรียกสายนักสิทธิ์จัดเป็สายพลังแห่งฌาณ หลอมรวมพลังแห่งจักระบ่อเกิดพลังอิทธิ และพลังแห่งจิติญญาภายในกายจนเกิดพลังมหาศาลฤทธานุภาพสูงส่ง ผู้ฝึกขั้นสูงสามารถ แบ่งออกเป็
ระดับนักบำเพ็ญ ผู้ฝึกสายเริ่มต้นต้องบำเพ็ญฌาณ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุฌาณขั้นใดๆ ได้เลย
ต่อมาระดับฌานอภิญญา หรือเรียกว่านักสิทธิ์ครึ่งก้าว ผู้บรรลุระดับนี้จะมีพลังวิเศษเหาะเหิน มีตาทิพย์ หูทิพย์ เป็ต้น
ตามด้วยระดับนักสิทธิ์ ผู้มีพลังที่กล้าแข็ง ปลดปล่อยพลังอิทธิได้ดั่งใจ แม้ภูผายังสลายได้ แต่ก่อนจะขั้นนี้ได้ผู้บำเพ็ญตะบะรดับอภิญญาขั้นที่สิบ จะต้องสำเร็จวิชาปรอทขั้นรากฐาน จึงจะมาสู่ชั้นนี้ได้
ระดับนักสิทธิ์กูรู แม้จะเหนือกว่านักสิทธิ์ไปหนึ่งขั้น แต่พลังอิทธิที่เคลื่อนอยู่ภายในกลับต่างกันอย่างมหาศาล
ระดับมหานักสิทธิ์ เป็นักสิทธิ์ขั้นสูงสุด เมื่อสำเร็จวิชาปรอทขั้นสูงสุด จึงจะได้เลื่อนชั้น
ระดับวิทยาธร หรือที่เรียกกันว่าที่เรียกว่าว่ามนุษย์กึ่งเทวดา
ส่วนระดับเทวะ พรหม มหาเทพ อัครมหาเทพ จอมเทพ จอมจักรวาล ทั้งหมดน้อยนักที่จะพบเจอ
สายวิชาศาสตราวุธ จัดเป็สายทักษะ คือผู้เยี่ยมยุทธ์ที่ใช้พลังแห่งศาสตรา หล่อหลอมจิตวิญาณให้เป็หนึ่งเดียวกับอาวุธ ก่อให้เกิดฤทธานุภาพมหาศาล แต่ฝึกง่ายกว่าแขนงอื่นๆ บ้างก็ว่าเป็แขนงที่ใช้แต่แรง และความคล่องตัว แม้ระดับปุถุชนก็สามารถฝึกได้ แต่จะสำเร็จถึงขั้นไหนขึ้นอยู่กับพรสรรค์ และระดับขั้นคัมภีร์ ที่แย่ที่สุดคือคัมภีร์ระดับชั้นสูงๆ ล้วนถูกทำลายไปหมดสิ้น แบ่งออกเป็
คัมภีร์ระดับฐานราก ซึ่งเป็ระดับต่ำสุด ฝึกง่ายที่สุด แต่ไม่มีพลังพิเศษอะไรนอกจากการใช้พลังจากกายของผู้ฝึก
ขั้นต่อมาคัมภีร์ชั้นดิน เป็คัมภีร์ระดับกลางมักมีการให้ศิษย์ผ่ายในของสำนักต่างๆ ฝึกฝน
คัมภีร์ระดับปฐี ทรงอานุภาพ และหายาก มักอยู่ในของสำนักระดับสูงศิษย์หัวกะทิเท่านั้นถึงจะได้ฝึกฝน คัมภีร์ระดับคีรี ทรงอานุภาพมาก และหายาก มีราคาสูง และมักอยู่ในของสำนักระดับสูง ในจักรวรรดิ์มีเพียงไม่ถึง 10 เล่มเท่านั้น
ถัดขึ้นไปเป็คัมภีร์ระดับนภา เป็คัมภีร์ระดับสูงมีเฉพาะสำนักใหญ่เรืองนาม มีสืบทอดเฉพาะจากผู้ฝึกก่อนหน้านี้เท่านั้น ผ่านการสืบทอดจากการถ่ายเทกำลังภายใน ไม่สามารถฝึกได้เอง
ส่วนคัมภีร์ขั้นสูงสุดที่ยากจะพบเจอและผู้พบเห็นคือคัมภีร์ระดับ์ เป็คัมภีร์กล่าวกันว่าเป็คัมภีร์ที่เป็ตำนาน ในทุกท่วงกระบวนท่ามีการดูดซับพลังธาตุรอบๆ ตัวผสานรวมกับศาสตราวุธ หรือแม้กระทั่งร่างกาย คัมภีร์นี้หายสาบสูญไปจากมหาพิภพเมื่อตอนาเบญจทวีป หากผู้ใดได้ไว้ในย่อมไร้ผู้เทียมทาน
สายศาสตรานี้ไม่ว่าจะฝึกคัมภีร์ใดก็ตาม ยังมีการแบ่งระดับที่เป็บรรทัดฐานในการวัดความแกร่งกล้า เรียงตามลำดับจากน้อยไปมาก ได้แก่
ผู้ฝึกศาสตรา ผู้เชี่ยวศาสตรา นักศาสตรา จอมศาสตรา ปราชญ์ศาสตรา ปรมาจารย์ศาสตรา ราชันศาสตรา จักรพรรดิ์ศาสตรา เทพศาสตรา
สายวิชายุทธ์เวทย์ จัดเป็สายเวทย์มนต์อักขระ คือผู้ที่เรียนรู้วิธีการใช้อักขระในการหลอมพลังจิต และศาตร์แห่งอักขระ เมื่อหลอมรวมกันได้แล้ว ยิ่งเกิดอานุภาพมาก สามารถปลุกเสกกิ่งไม้ให้กลายเป็อาวุธเข้าต่อสู้กับศาตราต่างๆ ได้ สามารถปลุกปั้นหุ่นิญญาในการโจมโดยตีคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย โดยแบ่งเป็
อักขระชั้นดิน สามารถสร้างเกราะระดับดินเพื่อปกป้องร่างกายได้ และยังสามารถเขียนอักขระเข้าจู่โจม รวมถึงกักขังศัตรูได้
ต่อมาอักขระชั้นแก้ว สามารถเขียนอักขระเพื่อเรียกธาตุทั้ง 4 ทั้งอยู่รายล้อมเข้าจู่โจมศัตรู ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ
ถัดมาอักขระผลึกนภา สามารถเรียกพายุ และสายฟ้าเข้าโจมตีศัตรู
ส่วนสองชั้นสุดท้ายได้แก่ อักขระพรหมมา และอักขระโพธิญาณ บัดนี้กลายเป็ตำนาน ใต้หล้ายังไม่เคยพานพบ
“และนี่คือสามสายวิชาหลักในพิภพนี้”