เจ็ดวันหลังจากคืนที่เส้นลมปราณจุดแรกเปิดขึ้น เฟยหลงนั่งขัดสมาธิอยู่ริมบ่อสมุนไพรทุกค่ำคืนตามคำสอนของคนเฝ้าก้นเหวฟังลมหายใจตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่เร่งรีบ จนกระทั่งเช้าวันนี้เขารู้สึกได้ถึงความอุ่นบางๆ จุดที่สองแทรกขึ้นมาใกล้ๆ ไหปลาร้าซ้าย ต่างตำแหน่งจากจุดแรกที่เปิดบริเวณท้องน้อยโดยสิ้นเชิง
“มันไม่เหมือนกันเลย” เฟยหลงพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน “จุดแรกกับจุดที่สอง ทำไมความรู้สึกถึงต่างกันขนาดนี้”
คนเฝ้าก้นเหวซึ่งกำลังคัดแยกใบสมุนไพรอยู่ไม่ไกล เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะรอคำถามนี้มาสักพักแล้ว“เพราะมันไม่ใช่เส้นทางเดียวกับที่เ้าเคยใช้ตอนอยู่บนสำนัก และไม่ใช่จุดเดียวกันกับที่พิษทำลายไปด้วย”
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นทันที คำถามที่ค้างคาใจเขามาหลายวันในที่สุดก็หลุดออกจากปาก “ท่านเคยบอกว่าเส้นลมปราณเดิมของข้าเสียหายจนซ่อมไม่ได้แล้ว วิชากระบี่เก่าใช้การไม่ได้อีกต่อไป แล้วเหตุใดข้าจึงกลับมามีปราณไหลเวียนในร่างได้อีกครั้งเล่า”
คนเฝ้าก้นเหววางใบสมุนไพรลง ท่าทีของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา “คำถามนี้ดี เ้าควรถามมันั้แ่วันแรกแล้วด้วยซ้ำ” เขากล่าวพลางลุกขึ้นเดินมานั่งตรงข้ามเฟยหลง “งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังให้ถ่องแท้เสียที เพื่อเ้าจะได้ไม่สับสนอีกต่อไป”
—
“ร่างกายมนุษย์ทุกคนมีจุดเปิดเส้นลมปราณอยู่นับร้อยจุดทั่วร่าง” คนเฝ้าก้นเหวเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนกำลังเล่าเื่ดินฟ้าอากาศ “แต่คนที่เกิดมาพร้อมรากธาตุหายากอย่างเ้า ร่างกายจะสร้าง ‘เส้นทางลัด’ ขึ้นมาเองั้แ่เด็ก เป็เส้นทางหลักเส้นเดียวที่กว้างและแข็งแรงผิดปกติ ปราณจากภายนอกจะไหลบ่าเข้าสู่เส้นทางนี้โดยอัตโนมัติเพราะมันคือทางที่ต้านทานน้อยที่สุด นั่นแหละคือเหตุผลที่เ้าฝึกกระบวนท่าใดก็แตกฉานเร็วกว่าคนอื่นเสมอ”
“แล้วจุดอื่นๆ อีกนับร้อยจุดล่ะ” เฟยหลงถาม
“ไม่เคยถูกเปิดเลยสักจุดเดียว” คนเฝ้าก้นเหวตอบทันที “เพราะเ้าไม่เคยจำเป็ต้องใช้มัน เส้นทางลัดเส้นเดียวก็เพียงพอจะทำให้เ้าเก่งกาจเหนือกว่าใครในวัยเดียวกันแล้ว คนธรรมดาที่ไม่มีรากธาตุหายากอย่างข้าในสมัยหนุ่มก็เช่นกัน แต่เรากลับต้องเปิดจุดพวกนี้ทีละจุดด้วยความอดทนั้แ่วันแรกที่เริ่มฝึก ช้ากว่าเ้ามาก แต่ก็มั่นคงกว่าในแบบที่เ้าไม่เคยรู้จัก”
เฟยหลงเริ่มปะติดปะต่อภาพในหัว “หลินซีวางยาพิษที่กัดกินเส้นทางลัดของข้าโดยเฉพาะ…”
“ถูกต้อง” คนเฝ้าก้นเหวพยักหน้า “พิษชนิดนั้นถูกปรุงขึ้นมาเพื่อทำลายเส้นทางหลักเส้นเดียวโดยเฉพาะ ไม่ใช่พิษธรรมดาที่ทำลายปราณทั่วร่างกาย เพราะผู้วางแผนรู้ดีว่านั่นคือจุดตายที่แท้จริงของเ้า ทำลายเส้นทางลัดเส้นนั้นเสีย เ้าก็เหลือเพียงร่างเปล่าที่ไม่มีทางฝึกฝนสิ่งใดต่อไปได้อีก อย่างน้อยก็ในสายตาของคนที่วางแผนเื่นี้”
“แต่ท่านกลับพาข้ามาเปิดจุดอื่นแทน” เฟยหลงกล่าวเสียงแ่เบา ราวกับเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่างลึกซึ้ง
“เพราะจุดสำรองอีกนับร้อยจุดที่เ้าไม่เคยใช้นั้น ไม่มีพิษใดแตะต้องได้เลย เนื่องจากมันไม่เคยถูกเปิดใช้งานั้แ่ต้น” คนเฝ้าก้นเหวอธิบายต่อ “สิ่งที่เ้ากำลังทำอยู่ทุกคืนตอนนี้ ไม่ใช่การซ่อมของเก่า แต่เป็การเดินเส้นทางเดียวกับที่คนธรรมดาทุกคนต้องเดินั้แ่วันแรก เส้นทางที่เ้าไม่เคยต้องเดินมาก่อนเลยตลอดสิบเก้าปี เพราะพร์ของเ้าเปิดเส้นทางลัดให้ั้แ่ต้น”
—
เฟยหลงนั่งนิ่งไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้คำอธิบายนั้นซึมซาบเข้าไปในใจ “นั่นหมายความว่า… ตลอดสิบเก้าปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยรู้จักเส้นทางแบบที่คนธรรมดาต้องเดินเลยสักครั้งเดียวใช่หรือไม่”
“ใช่” คนเฝ้าก้นเหวตอบตรงๆ ไม่มีการเสริมแต่งใดๆ “เ้าข้ามมันไปั้แ่ต้น เหมือนคนที่นั่งเกี้ยวข้ามูเาไปโดยไม่เคยรู้ว่าทางเดินเชิงเขาเป็อย่างไร แล้ววันหนึ่งเกี้ยวพัง เ้าก็ไม่มีทางอื่นนอกจากต้องเดินเท้าเปล่าลงจากูเาเช่นคนทั่วไป นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเ้าในวันนี้”
“ถ้าเช่นนั้น…” เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองคนเฝ้าก้นเหวตรงๆ “หากข้าเปิดจุดสำรองพวกนี้จนครบทุกจุด ข้าจะแข็งแกร่งกว่าตอนที่ยังมีเส้นทางลัดหรือไม่”
คนเฝ้าก้นเหวยิ้มจางๆ เป็ครั้งแรกเท่าที่เฟยหลงเคยเห็น “นั่นคือคำถามที่ผิดอีกแล้ว เด็กหนุ่ม เ้ายังคิดเื่ความแข็งแกร่งเป็อันดับแรกอยู่ดี” เขาส่ายหัวช้าๆ “แต่ข้าจะตอบให้ก็ได้ว่าตามธรรมชาติของปราณแล้ว เส้นทางที่กว้างหลายเส้นย่อมรองรับพลังได้มากกว่าเส้นทางลัดเพียงเส้นเดียวเสมอ เพียงแต่มันต้องใช้เวลาเปิดทีละจุด ไม่มีทางลัดให้ข้ามอีกต่อไป และนั่นแหละคือบทเรียนที่แท้จริงที่เ้าต้องเรียนรู้ให้ได้ ไม่ใช่แค่เื่ปราณ แต่เื่ทุกอย่างในชีวิต”
—
จากวันนั้น เฟยหลงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดงานตักน้ำที่ดูไร้สาระในสายตาเขาเมื่อแรกมาถึง จึงเป็กุญแจสำคัญที่แท้จริง ทุกเที่ยวที่แบกคานหาบเดินซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีใครเห็น ทุกค่ำคืนที่นั่งฟังลมหายใจตัวเองอย่างอดทน ล้วนเป็การฝึกจิตใจให้สงบนิ่งพอจะััจุดเปิดเส้นลมปราณที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะรับรู้ได้ด้วยความเร่งรีบแบบที่เขาเคยเป็
คนเฝ้าก้นเหวเพิ่มงานให้เขาอีกอย่าง นอกจากตักน้ำแล้วยังต้องช่วยย้ายกล้าสมุนไพรอ่อนจากบ่อน้ำิญญาไปปลูกยังแปลงดินริมถ้ำ งานนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิม เพราะรากอ่อนของกล้าไม้บอบบางเกินกว่าจะใช้แรงดึงหรือรีบร้อนได้แม้แต่นิดเดียว มือของเฟยหลงที่เคยถือกระบี่อย่างแข็งกร้าวเริ่มเรียนรู้จะััสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ด้วยความนุ่มนวลเป็ครั้งแรก
ความพยายามครั้งแรกจบลงด้วยความล้มเหลว เขาเผลอออกแรงดึงกล้าไม้ต้นหนึ่งขึ้นจากดินเร็วเกินไป รากฝอยเล็กๆ ขาดกระจุยอยู่ในมือ ใบอ่อนของมันเหี่ยวลงต่อหน้าต่อตาภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม เฟยหลงถือกล้าไม้ที่ตายไปแล้วนั้นไว้นิ่งๆ ความรู้สึกผิดแปลกประหลาดแล่นเข้าสู่อกเขา มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบที่เขาเคยมีเวลาพ่ายแพ้การประลอง แต่เป็ความรู้สึกว่าตนเองได้ทำร้ายสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีทางป้องกันตัวเองได้เลย
“เ้าเห็นหรือยัง” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวโดยไม่ตำหนิสักคำ เพียงชี้ไปที่กล้าไม้ในมือเขา “นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เ้าเร่งรีบเอาชนะโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เ้าทำแบบนี้กับกล้าไม้วันนี้ เ้าเคยทำแบบเดียวกันกับคนรอบตัวเ้ามาตลอดสิบเก้าปีโดยไม่รู้ตัว เพียงแต่คนไม่เหี่ยวเฉาให้เห็นทันทีเหมือนต้นไม้เท่านั้นเอง”
คำพูดนั้นทำให้เฟยหลงนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะก้มลงขุดหลุมใหม่ด้วยความระมัดระวังกว่าเดิมสิบเท่า เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดบ่ายวันนั้น ล้มเหลวไปอีกสามครั้งก่อนจะเริ่มจับจังหวะได้ จนกระทั่งกล้าไม้ต้นสุดท้ายของวันถูกปลูกลงในหลุมใหม่โดยรากฝอยไม่ขาดแม้แต่เส้นเดียว ใบอ่อนของมันยังคงเขียวสดชูช่อขึ้นรับแสงสลัวจากปากถ้ำ เฟยหลงมองมันด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจที่ไม่เคยััมาก่อน ต่างจากความภาคภูมิใจในชัยชนะทุกครั้งที่เขาเคยได้รับบนสำนักกระบี่์โดยสิ้นเชิง
—
ณ สำนักกระบี่์ ผู้าุโเหวินซาน ผู้าุโที่สาม เคาะประตูห้องพักของท่านเ้าสำนักอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ยินเสียงอนุญาตให้เข้าไป ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาท่านขังตัวเองอยู่ในห้องแทบไม่ออกมาพบใคร วันนี้จึงนับเป็ครั้งแรกที่มีใครได้เห็นหน้าท่านอีกครั้ง เหวินซานก้าวเข้าไปพบท่านนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหินอ่อน มือกำผ้าปักลายเมฆผืนหนึ่งที่เคยเป็ของเฟยหลงไว้แน่น ดวงตาของท่านเต็มไปด้วยเงาความเศร้าที่เหวินซานไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดหลายสิบปีที่รับใช้สำนักเคียงข้างท่านมา
“ท่านเ้าสำนัก ท่านยังไม่ลืมเื่เฟยหลงหรือ” เหวินซานถามด้วยความระมัดระวัง
“ข้าไม่เคยเชื่อเลยสักนิดว่าเขาจะประมาทตกหน้าผาไปเอง” ท่านเ้าสำนักกล่าวเสียงแ่เบา สายตายังจับจ้องอยู่ที่ผ้าปักลายเมฆ “แต่ข้าไม่มีหลักฐานใดมายืนยันความสงสัยของตัวเอง มีเพียงความรู้สึกลึกๆ ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในสำนักของเราเอง คืนนั้นาแเก่าของข้ากำเริบรุนแรงผิดปกติจนต้องปิดกั้นััทั้งห้าทุ่มเทปราณเข้ารักษาตัว ทำให้ไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์ภายนอกได้ทัน แต่จนบัดนี้ข้าก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าเหตุใดาแที่สงบนิ่งมานานหลายปีถึงเลือกกำเริบขึ้นมาพอดีในคืนนั้น ราวกับมีบางอย่างบังคับให้มันเป็เช่นนั้น”
เหวินซานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในใจแอบผุดคำถามขึ้นมาเช่นกันว่าเหตุใดาแเก่าที่ท่านเ้าสำนักไม่เคยเอ่ยถึงมานานหลายปีจึงกำเริบขึ้นมาพอดีในคืนที่คณะภารกิจของเฟยหลงพบเหตุร้าย ราวกับมีใครบางคนจัดฉากไว้ล่วงหน้า แต่คำถามนั้นก็ติดอยู่ในลำคอ ไม่กล้าเอ่ยออกมาให้ท่านเ้าสำนักได้ยิน
“ท่านเ้าสำนัก…” ในที่สุดเหวินซานก็ฝืนเอ่ยขึ้น เลือกพูดในสิ่งที่พอจะพูดได้แทน “ท่านคือผู้ทรงพลังระดับขั้นหยั่งรู้ เป็หนึ่งในไม่กี่คนทั่วยุทธภพที่ไปถึงจุดนั้น ไม่มีใครในสี่สำนักใหญ่กล้าท้าทายท่านมาสามสิบกว่าปีแล้ว หากเื่ราวคืนนั้นเป็ฝีมือของใครสักคนจริงตามที่ท่านสงสัย คนคนนั้นต้องมีชั้นเชิงเหนือกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ถึงจะกันคนระดับท่านออกจากเหตุการณ์ได้โดยที่ท่านเองยังไม่ทันรู้ตัว”
ท่านเ้าสำนักหลับตาลงชั่วครู่ นิ้วที่กำผ้าปักลายเมฆแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย “นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ข้านอนไม่หลับมาหลายสัปดาห์ตลอดชีวิตที่ฝึกฝนมา ข้าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กขนาดนี้มาก่อนเลย” เขาลืมตาขึ้นมองไปทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ไม่รู้เลยว่าเงาร่างที่เคยจับตาดูจ้าวเทียนกับหลินซีในคืนก่อนหน้าอาจกำลังจับตาดูห้องนี้อยู่เช่นกัน “ถ้าคนคนนั้นแข็งแกร่งเหนือข้าได้ถึงเพียงนี้โดยไม่มีใครล่วงรู้ เื่นี้คงไม่จบลงง่ายๆ แค่ที่หน้าผาแห่งเดียวแน่”
“ให้ข้าช่วยสืบเื่นี้เถิด ท่านเ้าสำนัก” เหวินซานกล่าวเสียงหนักแน่น “ท่านไม่ควรแบกเื่นี้ไว้เพียงลำพัง”
ท่านเ้าสำนักส่ายหน้าช้าๆ “ยังไม่ใช่เวลา หากเื่นี้ใหญ่โตอย่างที่ข้าสงสัยจริง การขยับตัวเร็วเกินไปอาจทำให้พยานที่เหลืออยู่ไม่กี่คนต้องเสี่ยงอันตราย ข้าขอคิดให้รอบคอบก่อน” เขากล่าวพลางพับผ้าปักลายเมฆเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม “แต่หากถึงวันที่ข้า้าความช่วยเหลือ เ้าจะเป็คนแรกที่ข้านึกถึง”
—
หลายวันให้หลัง จ้าวเทียนแอบลอบออกจากสำนักเพียงลำพัง อ้างว่าไปฝึกฝนวิชานอกสถานที่ เดินทางข้ามป่าทั้งวันกลับไปยังหน้าผาที่ห่างไกลแห่งนั้นอีกครั้ง ยืนอยู่ริมขอบหน้าผาที่เฟยหลงเคยร่วงตกลงไปเพียงลำพัง แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบผิวหน้าที่ซีดเซียวของเขา ลมดึกพัดกรรโชกเสื้อผ้าให้พลิ้วไหวเช่นเดียวกับคืนที่เขาผลักเพื่อนสนิทของตนลงไปในความมืด
“เฟยหลง เ้ายังอยู่ที่ไหนสักแห่งหรือไม่…” เขาพึมพำกับตัวเอง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วขาว ภาพเพื่อนที่ล้มลงคุกเข่ากระอักเืยังคงวนเวียนอยู่ในความฝันทุกคืนนับแต่วันนั้น ตำแหน่งศิษย์เอกที่เขาใฝ่ฝันมาสิบปีกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่เคยคิดไว้เลยสักนิด มีเพียงความว่างเปล่าที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวัน
เสียงพัดคลี่ออกดังแ่เบาจากด้านหลัง จ้าวเทียนสะดุ้งหันไปทันที พบเงาร่างถือพัดสีดำยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ราวกับผุดขึ้นมาจากความมืดโดยไม่มีเสียงฝีเท้าใดๆ
“มายืนคิดถึงอดีตอีกแล้วหรือ” เงาร่างนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “ระวังไว้เถิด ความรู้สึกผิดที่เ้าแบกไว้คนเดียวเช่นนี้ วันหนึ่งอาจกลายเป็จุดอ่อนที่ทำให้ทุกอย่างที่เราวางแผนมาพังทลายลงได้”
“ท่านไม่มีวันเข้าใจหรอก” จ้าวเทียนตอบเสียงสั่นเครือ ไม่กล้าเงยหน้าสบตา “เขาเป็พี่น้องร่วมสำนักข้ามาสิบปี”
“และเ้าก็เลือกที่จะผลักเขาตกหน้าผาด้วยมือของเ้าเอง” เงาร่างนั้นตอบเ็า “อย่าลืมความจริงข้อนี้เชียว จ้าวเทียน เ้าเดินมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับแล้ว สิ่งที่เ้าทำได้ตอนนี้มีเพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น” เขากล่าวจบก็หันหลังเดินจากไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งจ้าวเทียนไว้กับความมืดและหน้าผาที่ยังคงตอกย้ำบาปของเขาทุกค่ำคืน