ตอนที่ฉีซิ่วหยวนถูกกลุ่มคนร้ายฉุดกระชากลากถูเข้ามาในห้องมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศส เห็นได้ชัดจากการจับมือถือแนบติดกับใบหูแน่นอย่างนั้นเหมือนกับว่าเขากำลังตัดสินใจทำเื่บางอย่างที่สำคัญอยู่
มองแค่ปราดเดียวก็เห็นได้ชัดเจนว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนดีนักหรอก
ฉีซิ่วหยวนลอบประเมินผู้ชายคนนี้อยู่อย่างเงียบๆถึงแม้ว่ารูปร่างจะสูงเพรียวเข้ากับสูทแบบตะวันตกเป็อย่างดี แต่ก็ไม่สามารถช่วยปิดบังรังสีมืดดำและความร้ายกาจที่ปกคลุมไปทั่วทั้งตัวั้แ่หัวจรดเท้าของเขาได้ทั้งๆที่อยู่ในตัวอาคาร ก็มียังมีแว่นตากันแดดอันหนึ่งเกาะเกี่ยวใบหู ช่วยปิดบังดวงตาของเขาเอาไว้แต่ถึงอย่างนั้น เค้าโครงใบหน้าของเขา ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดๆและความกล้าหาญชาญชัยค่อนข้างเด่นชัดมากทีเดียว
อีกทั้งเสียงของเขามันช่างน่าฟังยิ่งนักตรงกันข้ามกับรัศมีแห่งความมืดมิดที่ปรากฏล้อมรอบตัวเขา มันทั้งลุ่มลึกแล้วยังทุ้มต่ำเรียบละมุน แต่หนักแน่น และอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ถือว่ามันก็เป็เสน่ห์ทั้งนั้นถึงแม้จะเป็เสน่ห์ที่มีผลต่อความรู้สึกยังไง มันก็ช่างน่าเสียดายอยู่ดี---
“ถ้างั้นก็ตัดแขนกับขามันคนละข้างไปเลย...จัดการให้ไวล่ะ...ไม่ล่ะวันนี้ฉันมีเื่สำคัญอย่างอื่นต้องทำ พรุ่งนี้ให้โฉ่วซีเข้ามาแทนแล้วกัน”
วินาทีต่อมา เขาหันใบหน้ากลับมาเพียงเท่านั้นก็ทำให้ฉีซิ่วหยวนสังเกตเห็นรอยแผลเป็ขนาดใหญ่บนใบหน้าอีกด้านของเขาได้รอยแผลเป็นี้... เริ่มจากด้านข้างแนวหน้าผาก เกือบจรดมุมหางตาแล้วไล่ลงไปใต้ใบหู
“อาจารย์ฉี คุณมาแล้ว”
ผู้ชายคนนั้น จู่ๆ ก็หันมาเผชิญหน้ากับเขาแล้วยังก้าวยาวๆเข้ามาหา พลางตำหนิลูกน้องไปด้วย
“นี่เป็วิธีดูแลของพวกแกงั้นเหรอ?ทำไมยังไม่ปล่อยอีก? ฉันไม่ได้บอกพวกแกให้เชิญอาจารย์ฉีมาดีๆ รึไง?!”
เรี่ยวแรงจากมือที่จับแขนซ้ายขวาของเขาเอาไว้อย่างแ่าเ่าั้พลันมลายหายไปในคราวเดียว ฉีซิ่วหยวนกำลังเย้ยหยันอย่างไม่พอใจในใจต่อชายที่กำลังเดินตรงรี่เข้ามาใกล้เขา
ความคิดของหัวหน้าแก๊งค์คนนี้ช่างคล้ายคลึงกับฮาโตยะมะจากตำนานโคมไฟแดงที่จับหลี่อิ๋วเหอแล้วแกล้งทำเป็มีเมตตาและเป็มิตรต่อเธอเสียเหลือเกิน
เพียงแค่ฉีซิ่วหยวนปล่อยให้จิตใจฟุ้งซ่านและจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดชายคนนั้นก็เข้ามายืนอยู่ตรงหน้าของเขาเสียแล้ว เขายื่นมือขวาออกมาตรงหน้า
“สวัสดีครับ อาจารย์ฉี ผมเป็พี่ชายของเสี่ยวหยางขื่อ เสี่ยวหลี่ครับ”
“ก็พอจะเดาออกหรอกนะ”
ฉีซิ่วหยวนเมินมือที่ยังคงยื่นมาหาเขา
“คุณเสี่ยวเชิญผมมาที่นี่มีวัตถุประสงค์อะไรเหรอครับ?”
ฉับพลันนั้น ชายที่อยู่ตรงหน้าก็ดูเหมือนจะออกอาการอึดอัดขึ้นมาเล้กน้อยเขากระแอมไอเบาๆ ตามมาด้วยการแสร้งถอนหายใจยาวตอนที่ได้ยินคำว่า ‘เชิญ’ ด้วยน้ำเสียงจริงจังและจงใจอย่างชัดเจน และยิ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่ฉี่ซิ่วหยวนเมื่อเขาเริ่มต้นอธิบาย
“อาจารย์ฉี ผมต้องขอโทษจริงๆอันที่จริงผมเพียง้าจะเชิญคุณมา แต่คนของผมดันเข้าใจความตั้งใจของผมผิดโปรดให้อภัยผมด้วยเถอะนะครับ”
ฉีซิ่วหยวนฮึดฮัดไม่พอใจต่อคำตอบของเสี่ยวหลี่ที่ใช้อธิบายถึงตัวเองอย่างนั้นใครบ้างจะอดได้ เขาจึงหัวเราะขึ้นมาเบาๆ ในห้องที่เงียบกริบนั้น เสี่ยวหลี่สงบจิตใจตนเองได้แล้วจึงค่อยชักมือขวาที่ค้างเติ่งกลางอาการคืนกลับไปวางขนานข้างลำตัว
เขายังคงพูดต่อไปอีกว่า
“เมื่อวาน ซูซูโทรมาบอกว่า..”
“ช่วยพูดถึงเธอด้วยนามสกุลที่ถูกต้องด้วยครับ”
ฉีซิ่วหยวนขัดจังหวะ
“เมื่อวาน คุณฉีซูซูโทรมาหาผมเธออยากเลิกกับเสี่ยวหยางและเหตุผลก็เป็เพราะคุณไม่อยากให้เธอมีความเกี่ยวข้องใดๆกับน้องชายของสมาชิกแก๊งค์สุดอันตราย”
ดูเหมือนว่าจะััได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขา
“เสี่ยวหยางเป็ญาติสนิทเพียงคนเดียวของผมผมไม่อยากให้เขาทุกข์ใจเพราะตัวผม อาจารย์ฉีพวกเราสองคนต่างก็เป็พี่ชายด้วยกันทั้งคู่ โปรดเข้าใจสถานภาพของผมด้วยนั่งลงคุยกันกับผมก่อน คุณคิดว่าไงครับ?”
ฉีซิ่วหยวนกวาดสายตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้าเงียบๆสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างเ็า
“แล้วถ้าผมไม่เห็นด้วยล่ะ?”
เสี่ยวหลี่ผงะเล็กน้อย
ฉีซิ่วหยวนแสยะยิ้ม เกือบจะเป็ยิ้มหยันต่อชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ
“คุณเสี่ยวที่โทรศัพท์เมื่อครู่นี้ ก็แปลว่าอยากให้ผมได้ยินล่ะสินะ? น่าประทับใจจังถ้าผมไม่เห็นด้วย คุณก็คงจะสับแขนสับขาผมอย่างละข้างด้วยสินะ ใช่มั้ย?”
“ฉี อาจารย์ฉีคุณเข้าใจผิดแล้ว”
จู่ๆเสียงของเสี่ยวหลี่ก็เปลี่ยนไปเมื่อสำนึกได้
“มันเป็เพียงความบังเอิญมากกว่าผมไม่ได้มีความหมายอื่นแอบแฝงไว้เลยนะ อย่าได้คิดมากเลยครับ”
ฉีซิ่วหยวนเบ้ปากในขณะที่เขาคอยจับผิดกับคำพูดที่สรรสร้างขึ้นมาจากปากของคนอื่น
“คุณเสี่ยวไม่คิดว่าการใส่แว่นกันแดดคุยกับคนอื่นมันจะเป็การเสียมารยาทหน่อยเหรอ?”
เสี่ยวหลี่เกิดลังเลไปชั่วขณะจากนั้นเขาจึงเอื้อมมือขึ้นมาเพื่อถอดแว่นกันแดดออกจากใบหน้าของตน
“พี่หลี่”
ลูกน้องคนหนึ่งะโขึ้นมาเพื่อขัดขวางการถอดแว่นกันแดดของเขา เสี่ยวหลี่โบกมือเป็เชิงบอกพวกเขาว่าไม่เป็ไรเขาถอดแว่นกันแดดพลางอธิบาย
“อาจารย์ฉีสองวันมานี้ดวงตาของผมได้รับาเ็เล็กน้อย ดังนั้นเวลาโดนแสง น้ำตาก็จะไหลผมไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่คุณหรอกนะ”
เป็จริงตามนั้นดวงตาข้างขวาของเขาแดงก่ำ มีเส้นเืขมวดปมสวยงามในนั้นรอยฟกช้ำกระจายอยู่ริมหางตาและแถวๆ รอยแผลเป็น่ากลัวนั่นแค่เหลือบมองเพียงแวบเดียวก็ทำให้คนหวาดกลัวจนตัวสั่นได้แล้ว
ถึงอย่างไรก็ตามการแสดงออกทางสายตาของเขาที่ทั้งชัดเจนและเฉียบคมก็เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์และความจริงใจอัดแน่นอยู่ภายในนั้นยิ่งไปกว่านั้น หากมองข้ามรอยแผลเป็นั้นไป ชายคนนี้ก็ค่อนข้างจะหน้าตาหล่อเหลามากทีเดียว
ฉีซิ่งหยวนปรับสายตาของตนเองใหม่
“อาจารย์ฉี ผมไม่ได้ร่ำเรียนมาดีนักแล้วก็ไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญอะไร ถ้าผมทำผิดอะไรไป ให้อภัยผมด้วยเถอะนะวันนี้ ผมเพียงแค่อยากจะร่วมตัดสินใจกับคุณเื่ของเสี่ยวหยางกับซู..ฉีซูซูให้มันถูกต้องเท่านั้นเองพวกเขา....”
“ก็ได้”
ฉีซิ่วหยวนเอ่ยขัดขึ้นมาอีกครั้งแต่คราวนี้ น้ำเสียงเขาผ่อนคลายลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“เราจะไปคุยกันที่ไหนดี?คุณคงไม่อยากจะยืนคุยกับผมอยู่ตรงนี้หรอกใช่มั้ย?”