กบของผมกลัวว่าผมจะตายจึงเดินทางทะลุมิติ

    EP-124 ตำหนักปริศนา

    “แล้วเราจะข้ามไปที่นั่นยังไง” เนี่ยฝานแสร้งถามหลังลงมาจากรถยนต์

    “เราเตรียมเรือยางสำหรับข้ามฟากไว้แล้ว โดยห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลจะพบกับซากโบราณสถานคล้ายกับโบสถ์เก่า เราจะพักเรือที่นั่นเป็นจุดแรก แล้วเดินขึ้นไปบนภูเขา หลังจากนั้นก็ไม่มีแม่น้ำแล้วครับ” คังฉีตอบในขณะเตรียมอุปกรณ์

    เรือยางแบบเป่านำมาด้วยสามลำ แต่ละลำบรรทุกคนได้ประมาณ 7 คน ดังนั้นเรืออีกลำที่เสริมเข้ามาคือจุดขนส่งอุปกรณ์ซี่งมีความสำคัญต่อการค้นคว้าโบราณสถาน

    “กระแสน้ำปกติ แรงลมไม่มีอะไรผิดปกติ เหมาะสำหรับการเดินทางวันนี้” หนึ่งในผู้ร่วมทีมต้วนเฉินกล่าว หลังจากวิเคราะห์กระแสน้ำผ่านอุปกรณ์ตรวจจับ

    “ถ้างั้นก็ไปกันเลย” หวางชิงเสริม ก่อนจะหันมาพูดกับเนี่ยฝานว่า “ระวังนะคะนายน้อยเนี่ย เรืออาจจะโครงเครงบ้างเพราะกระแสน้ำ แต่ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี”

    เนี่ยฝานพยักหน้า

    ทีมงานทุกคนใส่อุปกรณ์ป้องกันการตกน้ำแล้วขึ้นไปบนเรือ รวมถึงตัวเนี่ยฝาน เมื่อทุกอย่างพร้อมเครื่องยนต์จึงถูกสตาร์ท แล่นเข้าไปในซากเมืองโบราณที่ส่วนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำ อีกส่วนหนึ่งอยู่บนยอดเขา

    นั่งอยู่บนเรือแล้วหันไปมองรอบๆ วิวทิวทัศน์ของที่นี่ค่อนข้างสวย ราวกับคุณได้หลุดเข้าไปในวิดิโอเกมเพลย์ที่มีชื่อเสียงของค่ายญี่ปุ่น

    ขับเรือมาถึงศีรษะโบราณที่เหลืออยู่เพียงครึ่งหน้า ตงเหรินหยิบกล้องออกมาถ่ายรูป แล้วเรือจึงค่อยแล่นไปยังซากโบราณสถานซึ่งเป็นโบสถ์เก่า เป็นจุดแวะพักเรือ หลังจากนั้นจะเป็นการเดินทางขึ้นภูเขาเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ

    เนี่ยฝานขึ้นฝั่งเป็นคนแรก เพราะด้วยตัวตนของเขา ทุกคนจึงปฏิบัติราวกับเจ้าชายซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

    “เอาล่ะหลังจากนี้เราจะเดินไปข้างหน้า ส่วนหวังซิงจะเฝ้าจุดแวะพักของเราที่นี่” คังฉีสั่งการ

    “ไว้ใจได้เลยหัวหน้า ที่นี่ปล่อยให้ผมจัดการเอง”

    เนี่ยฝานถอดเสื้อชูชีพออกแล้วเดินตามคนขุดสุสานขึ้นไปบนภูเขา ที่นั่นจะเห็นกำแพงที่แตกหัก คล้ายกับเมื่อไม่มานมานี้มีดินถล่ม ส่วนหนึ่งของซากโบราณสถานจึงผุพังตามธรรมชาติ

    “ที่รัก สถานที่แห่งนี้เงียบมาก ดีกว่าเมืองหยูโจวที่คนพลุกพล่าน หากเราสามารถสร้างบ้านแล้วอาศัยอยู่ที่นี่ได้ คงเป็นเรื่องน่ายินดี” ตงเหรินบอกความรู้สึกระหว่างเดินทาง

    “ผมเองก็รู้สึกเหมือนคุณ เพียงแต่เส้นทางต่างๆ ที่ขึ้นมานั้นค่อนข้างยากเอาเรื่อง จะดีกว่าหากสร้างลานเฮลิคอปเตอร์ข้างบน”

    “นั่นสินะ”

    .........

    คังฉีเป็นผู้นำ ทางข้างหน้าถูกปิด ประตูขนาดใหญ่เหมือนว่าต้องใช้กลไกในการเปิด มิฉะนั้นคุณต้องเสียเวลาอ้อมไปอีกทาง

    “ใช้อุปกรณ์ตรวจจับโลหะ ดูสิว่ามันซ่อนกลไกไว้ตรงไหน” หวางชิงสั่งการ ทีมงานจึงเริ่มดำเนินการ นำของออกมาจากกระเป๋า แล้วตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวไว้บนพื้น ลักษณะเหมือนขาตั้งกล้อง เพียงแต่ด้านบนมีรูปแบบการตรวจจับโลหะที่เหมือนกับเรดาร์

    “อุปกรณ์พวกนี้ต้องขอบคุณคุณตงและนายน้อยเนี่ย หากไม่ได้พวกคุณ พวกเราคงต้องใช้วิธีแบบเดิม นั่นคือหาคลำเอารอบๆ” คังฉีที่กำลังเล่นกับอุปกรณ์หันมาพูดคุย

    “เราเป็นหุ้นส่วน แน่นอนว่านี่คือสิ่งที่ฉันควรทำ” ตงเหรินยิ้มตอบ

    “หัวหน้าคะ เราเจอโลหะซึ่งน่าจะเป็นกลไกในการเปิดประตูแล้วค่ะ มันซ่อนอยู่ตรงรูปปั้นปิดตาฝั่งซ้ายมือ ดูเหมือนว่าจะเป็นกลไกแบบถ่วงน้ำหนัก หากน้ำหนักอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ประตูบานนี้จะเปิดให้เราโดยอัตโนมัติ” ต้วนต้วน หญิงสาวหนึ่งในทีมขุดสุสานบอกข้อมูลที่เพิ่งได้รับ

    “น้ำหนักพอประมาณที่เหมาะสมเหรอ ดูจากลักษณะของอุปกรณ์บนรูปปั้นแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นลูกเหล็กหล่นอยู่แถวนี้ ไม่ก็เป็นลูกกลมๆ อะไรสักอย่างที่พอดี...”

    “หัวหน้าเราเจอสิ่งที่คล้ายกันแล้ว จะใส่ลูกเหล็กลงไปในรางแล้วนะครับ”

    “อืม ฝากด้วยล่ะ”

    หลังจากลูกเหล็กถูกใส่ลงไปประตูหินจึงค่อยๆ เปิด ทั้งกลุ่มจึงเดินเข้าไปด้านใน เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ยังไม่ได้ถูกสำรวจมาเนิ่นนาน ของใช้บางส่วนจึงยังอยู่ดีไม่ถูกนำออกไป แต่ถึงอย่างนั้นบางส่วนยังเสียหายเพราะดินถล่ม

    มีรูปภาพเก่าๆ ที่เหมือนกับเทวทูตปิดตาอยู่ด้านขวาของผนัง แต่ถึงอย่างนั้นภาพเองก็เสียหาย จึงยากที่จะเห็นภาพชัดๆ ในลักษณะที่สมบูรณ์แบบ นอกจากเทวทูตปิดตาแล้วยังมีเทวทูตที่ถือดาบ เทวทูตที่ถือกาน้ำเป็นต้น

    “มันไม่เหมือนกับของจีนโบราณเลย เหมือนกับของยุโรปในยุคกลางมากกว่า เป็นไปได้ไหมที่เมื่อก่อนชาวต่างชาติสร้างที่นี่ไว้ แต่เราไม่เคยรู้มาก่อน” คังฉีเริ่มสำรวจภาพวาดเก่า

    “ไม่รู้สิ แต่ที่รู้ๆ การค้นพบครั้งนี้ทำให้เรามีชื่อเสียงมากขึ้น ในขณะเดียวกันภาพวาดยังสามารถนำไปขายในตลาดได้ โอ้.. เรื่องนี้คงต้องคุยกับคุณตงก่อน” หวางชิงไม่ลืมถึงสปอนเซอร์พิเศษ จริงอยู่ที่หล่อนได้เงินมาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพราะตงเหริน แต่ข้อตกลงในการสำรวจคือแบ่งเปอร์เซ็นต์ของโบราณที่ถูกค้นพบ

    แม้ว่าจะไม่ยุติธรรมกับกลุ่มคนขุดสุสานบ้าง แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ถือว่าได้รับอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบในการช่วยค้นหาของโบราณ

    “ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลง ไม่ต้องกังวลอะไรนะคะ” เพราะอยู่ในธุรกิจของเก่ามานาน ตงเหรินจึงรู้ว่ามันมีด้านมืด มิฉะนั้นคงไม่ให้รัมและวอดก้าตามมาด้วยหรอก ต่อให้เธอเชื่อใจสองสามีภรรยาก็ตาม

    “หัวหน้าครับ ทางด้านหลังเหมือนว่าจะทะลุไปที่เมืองเก่าแก่ แต่อย่างใดก็ดี เมืองนั้นเหมือนว่าจะมาจากคนละยุคกัน ไม่ใช่สไตล์ยุโรปแต่เป็นจีนโบราณ”

    คังฉีถ่ายภาพรูปเก่าบนผนังแล้วเดินมาที่กำแพงหิน รอยแตกของผนังหินทำให้เขามองเห็นเมืองโบราณที่อยู่ด้านในอีกฝั่ง

    “มันอะไรกันเนี่ย เมืองนี้ใหญ่มากเลย เป็นไปได้ไหมที่มีสุสานของคนใหญ่คนโตอยู่ที่นี่ หรือไม่ก็พวกสมคบคิดกับต่างชาติ” คังฉีพยายามคิดหาเหตุผล แต่จนแล้วจนรอดเขาเองก็ไม่สามารถบอกได้

    ...........

    ทั้งกลุ่มเข้าไปในเมืองเก่า ท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งแต่เดิมเหมือนว่าจะมืดครึ้มลงมา อยู่ๆ ฝนตกลงกระทันหัน ทำให้คังฉีต้องรีบพาเนี่ยฝานและผู้ติดตามเข้าไปหลบในตำหนักแห่งหนึ่ง

    “อะไรกันเนี่ย พยากรณ์อากาศมันบอกว่าวันนี้อากาศปลอดโปร่งไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ ฝนถึงตกล่ะ” ต้วนต้วนบ่น

    “ใครจะรู้ บนภูเขาสภาพอากาศแปรปรวนตลอดนั่นแหละ ซึ่งยากต่อการคาดเดา แต่ว่าสถานที่แห่งนี้น่าสนใจมาก มันมาจากยุคไหนกัน” หวางชิงหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องตำหนักโบราณ ตัวของตำหนักทั้งหมดทำมาจากไม้ ไม่มีก้อนอิฐ ยกเว้นหลังคาซึ่งเป็นกระเบื้องสีซีด

    “นายน้อยเนี่ยพักอยู่ที่นี่ก่อนนะครับ อีกไม่นานฝนคงหยุดตก” เพราะกลัวว่าเนี่ยฝานจะอยู่ไม่ได้หรือโมโห คังฉีจึงรีบเข้ามาให้ความบันเทิง

    “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยผมไม่ซีเรียสหรอก อีกอย่างหนึ่งลักษณะของตำหนักนี้ดูพิลึกยิ่ง โดยเฉพาะประตสีแดงที่เราเข้ามา เป็นไปได้ไหมว่ามันเกี่ยวข้องกับเครื่องรางบางอย่าง” เนี่ยฝานรู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในพล็อตที่อันตรายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เชื่อว่าคังฉีจะพาออกไปได้

    “ประตูสีแดงเหรอครับ” คังฉีหันไปมองประตูที่เพิ่งเปิดเข้ามา เขาเดินเข้าไปตรวจสอบ แต่เพราะฝนข้างนอกที่แรงเกินไปก่อนหน้าจึงต้องปิดประตูไว้ มิฉะนั้นประตูคงได้แหลกเพราะแรงลม แต่ตอนนี้เมื่อคังฉีออกแรงผลักเพื่อเปิดประตู ใบหน้าของเขาถึงกลับเปลี่ยน

    “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะหัวหน้า” ต้วนต้วนถาม

    “ประตูไม่สามารถเปิดได้ มันแปลกมาก เหมือนกับว่ามีอะไรมาปิดมันไว้จากข้างนอก”

    “เอ๋...ไหนของลองดูหน่อย หนักจริงด้วย ขยับไม่ได้เลย”

    จนถึงตอนนี้คังฉีรู้ว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแล้ว เขาหยิบกระเป๋าออกมา ก่อนจะถือขวดที่ใส่เลือดหมาดำ แล้วใช้นิ้วจุ่มลงบนเลือดก่อนจะเขียนบางอย่างที่หน้าประตู

    เนี่ยฝานดูพิธีกรรมนี้ด้วยความสนใจ คู่รักคังฉี หวางชิง ค่อนข้างแตกต่างจากคู่รักคนอื่นๆ ในนิยายโลกแห่งปาฏิหาริย์

    เนื่องจากนักเขียนที่รับผิดชอบงานของทั้งคู่ แต่เดิมเป็นนักเขียนแนวระทึกชวัญ เกี่ยวกับวิญญาณและปีศาจ ดังนั้นวิญญาณจึงถูกเพิ่มเข้ามาในโลกใบนี้ เหมือนกับครั้งนั้นที่เผชิญหน้ากับผีดิบ

    สิ่งสกปรกมักจะกลัวเลือดหมาดำ ฉี่เด็กทารก ประจำเดือนของผู้หญิงเป็นต้น

    “จงเปิด!” หลังจากเขียนตัวอักษรเสร็จคังฉีจึงตะโกนเสียงดัง เลือดที่อยู่บนประตูเหมือนว่าจะเคลื่อนไหว ราวกับงูที่ชอนไชเข้าไปตามช่องต่อของกลไปเพื่อเปิดประตู แต่ถึงอย่างนั้นบางอย่างที่อยู่ข้างนอกก็ยังดันไว้ไม่ขยับออกไปไหน

    “ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นนะครับ เป็นไปได้ไหมที่เรื่องนี้เกี่ยวกับฝน” เนี่ยฝานไม่อยากให้มีคนตาย อย่างน้อยเขาก็รู้พล็อตเรื่อง จึงเป็นเรื่องปรกติที่จะเตือน

    “ฝนเหรอครับ...” คังฉีฟังเสียงฝนข้างนอก มันดูไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นอกจากนั้นเหมือนจะรุนแรงขึ้นหลังจากเขาเขียนยันต์หน้าประตู

    “ใช่ครับ ตอนเราเข้ามาฝนกำลังตก เป็นไปได้ไหมหากฝนหยุดตกแล้ว บางสิ่งที่ดันหน้าประตูก็อาจจะหลีกทาง”

    “มีความเป็นไปได้ครับ แต่ก็น่าแปลก ถ้ามันดันประตูแค่เฉพาะตอนฝนตก นั่นหมายความว่าสิ่งที่มันป้องกันไม่ให้ออกมาจากตำหนักจะต้องอันตรายมาก แย่แล้วสิ!”

    คล้ายกับเรื่องกบของผมกลัวว่าผมจะตายจึงเดินทางทะลุมิติ ที่คุณอ่าน