(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 66 สมาคมนักผจญภัย

    ตอนที่ 66 สมาคมนักผจญภัย



    “โอ้ นักผจญภัยแรงค์ Gold เลยเหรอเนี่ย?”

    โทมัสทำท่าทางประหลาดใจและดูสนอกสนใจกับกลุ่มนักผจญภัยที่เข้ามาทักทายตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าสีหน้าและท่าทางการตกใจของโทมัส มันคือการแสร้งเล่นละคร

    ที่ทำให้อีกฝ่ายดูภูมิอกภูมิใจกับลำดับของตัวเองมากพอสมควร “น้องชายอยากจะดู สร้อยคอนี้ใกล้ๆ หรือไม่” นักผจญภัยคนดังกล่าวยังคงอวดอ้างถึงแรงค์ของตัวเองมากพอสมควร



    โทมัสหัวเราะแห้งๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำเชิญชวนของอีกฝ่ายที่พยายามหยิบยื่นสร้อยคอ ของอีกฝ่ายที่เป็นสีทองส่องประกายมาทำท่าเป็นดู

    ทว่าในใจนึกคิด

    ‘คนพวกนี้เป็นแค่นักผจญภัยแรงค์ Gold ยังอวดอ้างตัวเองถึงเพียงนี้ ถ้าอีกฝ่ายเลื่อนขั้นเป็นแรงค์ที่สูงมากกว่านี้ คงไม่ทำป้ายป่าวประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้เลยอย่างนั้นเหรอ?!’



    อันที่จริงแล้ว ทางด้านโทมัสและจิม ที่ออกท่องเที่ยวไปทั่วอาณาจักรในฐานะนักผจญภัย ตัวของพวกเขาทั้งสองคนก็จัดว่ามีแรงค์ที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งระดับแรงค์ของโทมัสและจิม ล้วนอยู่ในคลาสแรงค์ Diamond ที่ถือว่าเป็นรองเพียงแรงค์ Master ที่เป็นแรงค์สูงสุดในวงศ์วานของนักผจญภัยอยู่เพียงขั้นเดียวเท่านั้น



    โดยระดับแรงค์ของนักผจญภัยก็มีตั้งแต่ Rookie (ผู้เริ่มต้น) Bronze (ทองแดง) Silver (เงิน) Gold (ทอง) Platinum (โลหะ) Diamond (เพชร) และ Master



    อย่างไรก็ตามแม้กิลด์สมาคมนักผจญภัยจะมีการจัดลำดับนักผจญภัยออกเป็นลำดับต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของการจัดลำดับของแรงค์กลับไม่ได้รับการยอมรับในคนหมู่มากสักเท่าไหร่


    เนื่องด้วย การจัดระดับแรงค์ของนักผจญภัย นั้นจะขึ้นอยู่กับ จำนวนการออกล่าสัตว์อสูรและการปราบพิชิตสัตว์อสูรเป็นหลัก


    ส่งผลให้ถึงแม้ว่านักผจญภัยคนนั้นจะมีพลังเวทต่ำเตี่ยเรี่ยดินสักแค่ไหน ขอเพียงขยันและออกล่าสัตว์อสูรให้มากๆ แรงค์ของพวกเขาก็จะเลื่อนขั้นขึ้นมาได้เองเป็นต้น



    นี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม โทมัสและจิม ถึงยังคงอยู่ที่แรงค์ Diamond ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว หากวัดกันที่พลังเวทระดับ 4 ดาวและ 3 ดาวขั้นสูงของโทมัสและจิม หากทั้งสองขยันให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย พวกเขาสองคนสามารถไปได้ถึงระดับ Master ได้ไปนานแล้ว

    อีกทั้งเป้าหมายของโทมัสและจิม ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการผจญภัยอีกต่อไปแล้วด้วย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เป้าหมายของทั้งคู่เปลี่ยนไป ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน


    ‘เชฟไลท์’

    ผู้อาวุโสเร้นกายที่ทั้งสองเคารพนับถือจนสุดหัวใจนั่นแหละ คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดของโทมัสและจิม


    จนทำให้โทมัส ยอมเล่นละคร ตามน้ำ เห็นดีเห็นงามไปกับ สร้อยคอสีทองของกลุ่มนักผจญภัยทั้งที่ตัวเองนั้นมีถึงสร้อยคอเพชร ที่น่าวางทิ้งไว้ในกระเป๋าสัมภาระหรือไม่ก็กระเป๋าเสื้อผ้า เอาเป็นว่าช่างมันเถอะ ถึงสร้อยคอเพชรที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าอยู่ในลำดับเท่าไหร่ของนักผจญภัยจะวางทิ้งไว้อยู่ที่ไหน เชื่อเถอะว่าโทมัสก็ไม่ได้คิดที่จะใส่ใจกับมันอยู่ดี



    หลังจากโทมัสแสร้งทำที เป็นให้ความสนใจกับกลุ่มนักผจญภัยระดับ Gold อยู่นานสองนาน ในที่สุดเจ้าชายหนุ่มก็เริ่มเล่าถึงสัตว์อสูรสีชาดในป่าดาราฉายให้กับกลุ่มนักผจญภัยได้รับฟัง

    แม้การเล่าเรื่องในครั้งนี้ จะไม่ได้คึกคักเหมือนกับที่ได้เล่าไปในหมู่บ้านดาราฉาย แต่ด้วยการวางแผนอันแยบยลของโทมัส ที่เลือกจะเล่าเรื่องดังกล่าวภายในกิลด์สมาคมนักผจญภัย

    ก็ทำให้การเล่าเรื่องของเขา เริ่มมีผู้สนใจกันมากขึ้น จาก 1 กลุ่มเป็น 2 กลุ่มและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ



    จนทางด้านของพนักงานหญิงประจำกิลด์สมาคมนักผจญภัย ก็ยังต้องละทิ้งหน้าที่ออกมายืนรับฟัง ก่อนจะรีบแจ้งเรื่องที่ได้ยินมาจากโทมัส ให้กับศูนย์กลางของสมาคมกิลด์โดยทันที



    “สัตว์อสูรหมาป่าสีชาด? ป่าดาราฉาย แล้วทางด้านศาสนจักรแห่งแสงยังเลือกที่จะปิดบังมันไม่ให้พวกเรารู้อีกอย่างนั้นเหรอ!”

    หลังจากพนักงานหญิงที่ประจำการอยู่ที่เมืองดาราฉาย ได้ติดต่อเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้กับศูนย์กลางนักผจญภัยที่อยู่ในเมืองหลวงแห่งอาณาจักร ลูนาเทีย ได้รับทราบ

    ทางด้านศูนย์กลางนักผจญภัยของพันธมิตรแดนเหนือ North Winterforce ก็พลันมีเรื่องที่คล้ายคลึงกัน ติดต่อเข้ามาด้วยเช่นกัน



    ศูนย์กลางนักผจญภัยทั้งสองอาณาจักร ต่างได้รับแจ้งถึงเรื่องที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กัน...แน่นอนว่าด้วยความที่ทั้งสองอาณาจักรระหว่างอาณาจักรลูนาเทียและพันธมิตรแดนเหนือ ต่างก็เป็นพันธมิตรต่อกันมาช้านาน

    ทำให้ ศูนย์กลางนักผจญภัยระหว่างทั้งสองอาณาจักร แม้จะมีศูนย์กลางตั้งอยู่ละคนภาคส่วน แต่กิลด์สมาคมของทั้งสองแห่ง ก็มักจะเข้าร่วมประชุมพร้อมกันเสมอๆ



    โดยหัวข้อของการประชุมด่วนในวันนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น เรื่องข่าวลือที่เกิดขึ้นในป่าดาราฉายนั่นเอง



    “เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ทางด้านของศูนย์กลางทางตอนเหนือก็ได้ยินมาเช่นเดียวกันและตอนนี้ก็มีนักผจญภัยหลายคน กำลังรวมตัวกันอยู่ตามกิลด์สมาคมเมืองต่างๆ ของเรา เพื่อให้ทางนี้ออกภารกิจให้กับพวกเขาอยู่เช่นกัน”

    การประชุมระหว่างศูนย์กลางนักผจญภัยเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เพราะการที่มีข่าวลือแผ่กระจายโดยที่มีความเป็นไปได้ว่า ทางด้านศาสนจักรแห่งแสงกำลังปิดบังบางอย่างกับพวกเขาอยู่


    มันไม่ใช่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรก...หากแต่ครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ จนสภาวะความเชื่อใจระหว่างศาสนจักรแห่งแสงและสมาคมนักผจญภัย มันใกล้จะขาดสะบั้นลงเต็มทน



    “ถ้าอย่างนั้น พวกเราสมาคมนักผจญภัยควรจะทำอย่างไรดี ควรจะประกาศภารกิจให้กับเหล่านักผจญภัยดีหรือไม่?” หนึ่งในผู้อาวุโสประจำสมาคมนักผจญภัยที่ได้เข้าร่วมคณะประชุมในวาระนี้ ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่ต้องใช้พลังเวทขั้นสูงในการสร้าง ต่างเริ่มคิดกันไม่ตก


    “เรื่องราวใหญ่โตจนครอบคลุมไปถึงต่างอาณาจักรเช่นนี้ คงปล่อยไว้เฉยๆ อีกไม่ได้ พวกเราคงต้องประกาศภารกิจนี้ให้กับนักผจญภัยได้รับรู้”


    “แต่ท่านวิสเคานต์นิค! ท่านจะประกาศภารกิจนี้จริงๆ หรือ? หากทางศาสนจักรแห่งแสงทราบเรื่องเข้า มันอาจจะเกิดผลตามกับอาณาจักรลูนาเทียก็ได้นะครับ” หนึ่งในคณะ ได้ทำการโต้แย้งการตัดสินใจของชายที่ชื่อว่า นิค


    ซึ่ง นิค ผู้นี้ ก็มียศศักดิ์เป็นถึง วิสเคานต์ (Viscount) ประจำอาณาจักรลูนาเทียเลยทีเดียว


    แน่นอนว่าด้วยยศศักดิ์ที่เป็นถึงวิสเคานต์ของนิคนั้น สามารถที่จะตัดสินใจอะไรหลายอย่างได้ โดยไม่ต้องได้รับการเห็นชอบจากทางอาณาจักร



    อีกทั้ง วิสเคานต์นิค ก็ถือว่าเป็นสหายคนสนิทและเพื่อนร่วมรบคู่ใจของพระราชาโจเซฟ แห่งอาณาจักรลูนาเทีย ฉะนั้นแล้วการตัดสินใจของวิสเคานต์นิคจึงค่อนข้างมีน้ำหนักและไม่มีใครในสมาคมนักผจญภัยจะกล้าโต้แย้ง


    “ศาสนจักรแห่งแสง? นักบวชพวกนั้นเคยเห็นสมาคมนักผจญภัยของพวกเราอยู่ในสายตาด้วยเหรอ? นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ที่นักบวชพวกนั้นทำอะไรตามอำเภอใจ!” วิสเคานต์นิคได้ตอบโต้ คำโต้แย้งจากบรรดาผู้อาวุโสในสมาคม ด้วยอารมณ์ที่เดือดดาล


    วิสเคานต์นิคค่อนข้างไม่พอใจศาสนจักรแห่งแสงนี้มานานมากแล้ว เพราะนับตั้งแต่ที่ศาสนจักรเริ่มขยายตัวและมีอิทธิพลแทบจะทุกหย่อมหญ้า ทำให้เกิดมีการแทรกแซงทางด้านการเมืองและการปกครองขึ้นในอาณาจักรลูนาเทีย


    กลุ่มบรรดาขุนนางเริ่มแตกคอกันเองและเริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวกออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ


    ฝ่ายหนึ่งยังคงสนับสนุนพระราชาโจเซฟและราชวงศ์ ส่วนอีกฝ่ายให้การสนับสนุนศาสนจักร และสุดท้ายคือกลุ่มขุนนางที่ทำตัวเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสี ไม่เลือกข้าง หากฝ่ายใดให้ผลประโยชน์แก่ตัวเอง ขุนนางกลุ่มนี้ก็พร้อมจะเปลี่ยนฝั่งไปได้ทุกเมื่อ


    ทั้งหมดนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ วิสเคานต์นิค ค่อนข้างมองศาสนจักรแห่งแสงในทางลบ

    และแน่นอน ทางด้านของกิลด์สมาคมจากพันธมิตรแดนเหนือที่ตอนนี้อาณาจักรทางตอนเหนือได้ถูกครอบงำจากทางศาสนจักรแห่งแสงไปแล้วเกือบทั้งหมด

    ก็ดูจะไม่พอใจกับการเข้ามามีอิทธิพลของศาสนจักรแห่งแสงนี้เช่นเดียวกัน ทำให้คำโต้แย้งของผู้อาวุโสเมื่อครู่ ดูจะไม่มีใครที่เห็นด้วยเลยแม้แต่คนเดียว



    “สมาคมนักผจญภัยจากอาณาจักรทางเหนือ เห็นด้วยกับความคิดของท่านวิสเคานต์นิค” ทางตอนเหนือได้ตกลงที่จะประกาศถึงภารกิจออกล่าสัตว์อสูรในป่าดาราฉาย


    ส่วนทางอาณาจักรลูนาเทียก็เห็นพ้องเช่นเดียวกัน ก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายก่อนทำการจะประกาศภารกิจออกไป นั้นก็คือประเมินระดับของสัตว์อสูรว่าสมควรจะส่งนักผจญภัยระดับใด ออกไปล่าดี


    อนึ่งเพื่อเป็นการปกป้องชีวิตของนักผจญภัย ที่อาจเกิดอันตรายจากการล่าที่ต่างระดับกับสัตว์อสูรมากจนเกินไปนั่นเอง


    “พวกท่านรอข้าอีกสักเดี๋ยว พอดีข้าจดจำได้ว่า มีสหายคนหนึ่งกำลังออกเดินทางไปยังละแวกหมู่บ้านดาราฉายพอดิบพอดี หากได้เรื่องกลับมาจะรีบแจ้งให้ทุกคนได้ทราบโดยเร็ว” วิสเคานต์นิค ขอตัวอำลา ก่อนจะตัดการเชื่อมต่อพลังเวทกับเครื่องมือสื่อสาร เพื่อติดต่อไปหาสหายที่ได้บอกไปในที่ประชุม



    ซึ่งสหายคนนั้น ก็คือ คาห์น อดีตทหารยศร้อยตรี (เกษียณ) ประจำกองทัพนั่นเอง



    คาห์นแม้จะออกจากกองทัพไปแล้ว แต่ทางกองทัพก็ไม่ได้ตัดขาดกับคาห์นไปเสียทีเดียว พวกเขายังคงติดต่อกับคาห์น และได้เครื่องมือสื่อสารที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว เอาไว้ติดต่อในยามสำคัญๆ หรือเผชิญหน้ากับความเป็นความตายให้กับคาห์นไว้ติดตัว

    และครั้งนี้ก็ถือเป็นเวลาสำคัญที่ วิสเคานต์นิค จำเป็นต้องติดต่อกับคาห์น...วูม~!



    สร้อยคอที่มองดูเผินๆ เป็นเพียงป้ายชื่อธรรมดาๆ ที่ทหารในกองทัพ มักสวมใส่กัน ที่ตัวคาห์นเองก็ยังสวมใส่ติดตัวไว้ตลอดและไม่บอกเรื่องนี้กับใคร



    จู่ๆ ก็ร้อนขึ้นมา ราวกับถูกน้ำร้อนลวก...คาห์นรับรู้ได้ในทันทีว่าสร้อยคอที่ร้อนนี้คือสัญญาณของอะไร ชายวัยกลางคนรีบวางทุกอย่างที่ทำอยู่ วางแม้กระทั่งเนื้อเสียบไม้ที่มีรสชาติอร่อยกว่าเนื้อไหนๆ ที่เคยกินมา


    ก่อนจะปลีกวิเวก ออกไปอยู่ตามลำพัง พร้อมกับส่งพลังเวทของตนเองผ่านป้ายชื่อ


    “ข้าน้อย ร้อยตรีคาห์นผู้เกษียณตนเอง ขอทำความเคารพท่านวิสเคานต์นิค” น้ำเสียงของคาห์นดูจริงจังเป็นอย่างมาก

    “ไม่ต้องมากพิธี เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าเครื่องส่งสัญญาณนี้ใช้ได้ไม่กี่นาที ฉะนั้นฉันขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ตอนนี้เจ้ายังอยู่ที่หมู่บ้านดาราฉายหรือไม่?”

    “ไม่ครับ...ตอนนี้ข้าน้อยอยู่ที่ ทางเข้าป่าดาราฉาย”



    สิ้นเสียงคำตอบของคาห์น ดวงตาของวิสเคานต์นิคก็พลันลุกวาว นี้นับว่าตนเองคิดถูกแล้วที่นึกถึงคาห์นเป็นคนแรกๆ



    “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเคยได้ยินถึงเรื่องของ สัตว์อสูรหมาป่าดาราฉายบ้างหรือไม่?”

    “เรียนท่านวิสเคานต์ข้าเคยได้ยินและ...เอ่อ...กำลังที่จะออกไปตามล่ามัน พร้อมด้วยนักผจญภัยในละแวกนี้อีกเกือบ 100 คนขอรับ”

    คาห์นไม่กล้าตอบรับว่าตัวเอง กำลังออกตามล่าอสูรหมาป่าสีชาดได้อย่างเต็มปาก



    เพราะนับตั้งแต่มาถึง เมื่อคืนวันก่อน ชายวัยกลางคนผู้นี้ นั้นยังไม่ย่างกายเข้าไปในป่าเลยแม้แต่ก้าวเดียว




    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy

    ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ




    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน