สายตาของหลี่อ้ายเจียจ้องเขม็งไปที่หลินเจิ้งเทียน ลูกชายคนที่สามของเธอ ใบหน้าของหลินเจิ้งเทียนซีดเผือดด้วยความรู้สึกผิด เขารู้สึกเหมือนเป็ลูกอกตัญญู
"ฉันจะให้เงินพวกแกค่าแยกบ้าน 10 หยวนเท่านั้น" หลี่อ้ายเจียประกาศเสียงดัง "พวกแกก็ไสหัวออกไปอยู่บ้านเก่าตระกูลหลินที่ด้านท้ายหมู่บ้าน ฉันจะยกหม้อกับแป้งและเมล็ดข้าวโพดอย่างละ3ถุง เท่านั้นส่วนอย่างอื่นพวกแกหวังว่าจะได้อะไรไป ส่วนแปลงนา แกก็รับผิดชอบไปตามเดิมแล้วกัน"
หลินเจิ้งเทียนพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ เขารู้ว่าแม่ของเขาโกรธมาก และการพูดอะไรออกไปตอนนี้อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
"เอาล่ะ ไปเก็บข้าวของของพวกแก แล้วออกไปจากบ้านฉันซะ" หลี่อ้ายเจียะโไล่หลัง
"หนูไม่เอาคำพูดปากเปล่า คุณย่าต้องทำหนังสือสัญญาแยกบ้านให้หนูด้วย และทุกๆ ปีหนูจะให้ข้าวและแป้งและเงินอีก 5 หยวน เพื่อแสดงความกตัญญูต่อคุณย่า" หลินชิงชิงพูดดักหน้าคนเป็ย่า เธอจะไม่ยอมถอย ถ้าหากไม่ได้สิ่งที่เธอ้า
หลี่อ้ายเจียเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าหลินชิงชิง หลานสาวที่เธอเคยมองว่าเป็เพียงเด็กสาวหัวอ่อน จะกล้าท้าทายอำนาจของเธอได้ถึงเพียงนี้ ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านขึ้นในอก หลี่อ้ายเจียกัดฟันแน่น "แกคิดว่าแกเป็ใครถึงมาสั่งฉัน?" เธอเอ่ยถามเสียงกร้าว
หลินชิงชิงเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่อ้ายเจียอย่างไม่เกรงกลัว "หนูก็เป็หลานสาวของคุณย่า เป็คนในครอบครัวนี้ และหนูก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องความเป็ธรรม เงินที่พ่อของหนูหามาได้ก็เอาเข้ากองกลางไปหมด จนทำให้ทุกวันนี้พวกเราไม่มีแม้แต่เงินติดตัวสักหยวน"
หลินเสี่ยวหลงก้าวไปข้างหน้าและยืนเคียงข้างพี่สาวของเขา
"คุณย่า พวกเราจะไม่ไปไหนจนกว่าจะได้หนังสือสัญญา"
หลี่อ้ายเจียกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เธอไม่คิดว่าหลานๆ ที่เธอเลี้ยงดูมาจะกล้าท้าทายอำนาจของเธอเช่นนี้
ในขณะที่ความตึงเครียดกำลังจะปะทุ หมอหลี่ ก็เอ่ยขึ้น "ไหนๆ พวกเขาก็จะแยกบ้าน ก็ทำให้ถูกต้องไปเลยสิหลี่อ้ายเจีย"
คำพูดของท่านหมอหลี่ที่เป็ที่นับถือของพวกชาวบ้าน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในลานบ้านตระกูลหลินตกตะลึง หลี่อ้ายเจียหันไปมองหมอประจำหมู่บ้านด้วยความประหลาดใจ
"ฉันจะลงชื่อไปเป็พยานให้บ้านสามเอง" หมอหลี่พูดต่อ
หลินชิงชิงและหลินเสี่ยวหลงมองไปที่ท่านหมอหลี่ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง พวกเขาไม่คิดว่าจะมีใครเข้าข้างพวกเขาในสถานการณ์เช่นนี้
"ดี ถ้าแกอยากแยกบ้าน ฉันจะทำให้พวกแกสมใจอยาก" หลี่อ้ายเจียะโด้วยความโกรธ
เธอหันไปสั่งหลินซื่อเฉิง หลานชายคนโต "ซื่อเฉิงแกไปเอาหมึกกับพู่กันมา เดี๋ยวนี้ แล้วเขียนหนังสือสัญญาแยกบ้านให้พวกมันซะ"
หลินซื่อเฉิงมองหน้าผู้เป็ย่าของเขาอย่างลังเล เขาไม่อยากให้บ้านสามแยกบ้านแล้วใครจะเป็คนลงแปลงนาแลกแต้มเข้าบ้านใหญ่ แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ยอมทำตามคำสั่ง เขาเดินเข้าไปในบ้าน หยิบพู่กันกับหมึกออกมา วางบนโต๊ะไม้เก่า ๆ กลางลานบ้าน แล้วเริ่มบรรจงเขียนหนังสือสัญญาอย่างช้า ๆ
ในขณะที่หลินซื่อเฉิงกำลังเขียนหนังสือสัญญา บรรยากาศในลานบ้านก็เริ่มผ่อนคลายลง หลินชิงชิงและหลินเสี่ยวหลงถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขารู้ว่าในที่สุดพวกเขาก็จะได้รับอิสรภาพที่พวกเขา้า
หลังจากที่หลินซื่อเฉิงเขียนหนังสือสัญญาเสร็จ เธอก็โยนมันไปให้หลินเจิ้งเทียน
"เอาไป เ้าสามนี่คือหนังสือสัญญาแยกบ้านของพวกแก" หลี่อ้ายเจียพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
หลินชิงชิงรับหนังสือสัญญาแล้วอ่านอย่างละเอียด เมื่อเธอแน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้อง เธอก็พยักหน้า
"ขอบคุณค่ะ คุณย่า เดี๋ยวหนูจะเอาหนังสือนี้ไปมอบให้ผู้ใหญ่บ้านเพื่อจะได้นำส่งทางการ" หลินชิงชิงกล่าว
จากนั้นครอบครัวบ้านสามก็เดินออกจากบ้านใหญ่ไป หลินเจิ้งเทียนเดินคอตกเข้าไปในบ้าน พวกเขาเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็ใส่ห่อผ้า แล้วเดินออกจากบ้านที่พวกเขาเคยอยู่มาทั้งชีวิต
บ้านที่ด้านหลังูเาเป็บ้านหลังเก่า ๆ ที่แทบจะพังแหล่ไม่พังแหล่ แต่หลินเจิ้งเทียนก็ไม่มีทางเลือก
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความผิดหวังตีตื้นขึ้นมาในอกอีกครั้ง ทั้งที่บ้านนี้เขาทำงานหนักที่สุดในบ้านแต่ตอนแยกบ้านมาได้เงินติดตัวมานิดหน่อย แถมบ้านหลังที่เขาจะเข้าไปอยู่ก็ต้องปรับปรุงหลายอย่าง เงินที่ได้มา 10 หยวนอาจจะไม่เพียงพอ ข้าวและแป้งที่ได้มาก็คงได้แต่พอกินอีกแค่ไม่ที่วันเท่านั้น ความกลัดกลุ้มใจฉายบนใบหน้าของคนเป็หัวหน้าครอบครัวทันที
"พ่อครับ พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเหรอ?" เสียงเล็ก ๆ ของหลินเสี่ยวหลง ดังขึ้น ทำให้หลินเจิ้งเทียนสะดุ้งออกจากภวังค์
"เราจะไปเริ่มต้นใหม่ในบ้านหลังใหม่ ไปที่ที่จะทำให้พวกเราจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้" เขาตอบ พยายามฝืนยิ้มปลอบใจลูกชาย แม้ภายในใจจะหนักอึ้ง
หลินเสี่ยวหลงมองหน้าพ่ออย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาเดินไปช่วยแม่เก็บข้าวของเท่าที่จำเป็ใส่ห่อผ้า
หลินเจิ้งเทียนมองภาพนั้นด้วยใจที่ปวดร้าว เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตของเขาจะลงเอยแบบนี้
"พ่อ... อย่าโทษตัวเองเลยนะ" หลินชิงชิงเดินเข้ามาปลอบใจพ่อที่กำลังจมอยู่กับความรู้สึกผิด "เราไปอยู่ที่อื่นกันเถอะ อยู่บ้านหลังนี้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น พ่อต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นเขาตั้งเยอะ แต่พวกเรากลับแทบไม่ได้กินอะไรดีๆ เลย แม้แต่ตอนปีใหม่เรายังไม่ได้กินเนื้อเลยสักชิ้น"
หลินเจิ้งเทียน เงยหน้าขึ้นมองลูกสาว น้ำตาคลอหน่วย "พ่อขอโทษนะลูก พ่อมัน... พ่อมัน..." เขาพูดไม่ออก รู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้อย่างที่ควรจะเป็
หลินชิงชิงส่ายหน้า "ไม่เป็ไรหรอกค่ะพ่อ หนูเข้าใจ เราไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่นกันนะ ที่ที่เราจะไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป"
หลินเจิ้งเทียนมองลูกสาวด้วยความซาบซึ้งใจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ลูกสาวยังคงเข้มแข็งและให้กำลังใจเขาเสมอ "พ่อจะพยายามนะลูก พ่อสัญญา"
ถึงแม้จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เขาก็จะไม่ยอมแพ้ เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวของเขามีชีวิตที่ดีขึ้น
เมื่อเก็บข้าวของเสร็จ พวกเขาก็ออกเดินทางจากบ้านที่พวกเขาเคยอยู่มาทั้งชีวิต บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำทั้งสุขและเศร้า แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว สิ่งสำคัญคืออนาคตข้างหน้าต่างหาก
"ไปกันเถอะ" หลินเจิ้งเทียนกล่าวกับทุกคน
ขณะที่ทุกคนกำลังก้าวออกจากบ้านตระกูลหลินอันคุ้นเคย เมื่อเดินออกมาถึงหน้าบ้าน เขาก็เห็นหวังเค่อเพื่อนสนิทของเขาจูงเกวียนวัวมาพอดี
"อาเค่อ นายมาทำอะไรที่นี่?" หลินเจิ้งเทียนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
"ฉันมาช่วยพวกนายขนของนะ เห็นว่าหลานชิงชิงาเ็อยู่ ก็เลยเป็ห่วง"
"ขอบใจนายมากนะ" หลินเจิ้งเทียนกล่าวขอบคุณ
"ไม่เป็ไรคนกันเองทั้งนั้น" หวังเค่อส่งยิ้มให้ "ชิงชิง เสี่ยวหลง ขึ้นเกวียนเลย เดี๋ยวลุงช่วยขนของไปส่งที่บ้านใหม่เอง"
หวังเค่ออาสาช่วยขนของขึ้นเกวียน จัดแจงสัมภาระอย่างคล่องแคล่ว เขาหันมายิ้มให้สองพี่น้อง
"เด็กๆ ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวลุงช่วยขนของเข้าบ้านให้เรียบร้อย"
"ขอบคุณมากค่ะลุงหวัง" หลินชิงชิงกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
"ไม่เป็ไรหรอก หลานไม่ต้องคิดมาก" หวังเค่อตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
หลังจากพวกเขาขึ้นไปนั่งบนเกวียน เสียงล้อเกวียนไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดบนถนนดินขรุขระ หลินชิงชิงและหลินเสี่ยวหลงนั่งเคียงข้างกันบนเกวียนวัว ดวงตากลมโตของเสี่ยวหลงมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่สำหรับเขา
"พ่อครับ บ้านใหม่ของเราอยู่ไกลไหมครับ" เสี่ยวหลงเอ่ยถามเสียงใส
หวังจื้อเหยา ลูบหัวลูกชายเบาๆ "อีกไม่ไกลแล้วลูก อดทนอีกนิดนะ"
หลังจากเดินทางต่อไปอีกพักใหญ่ ในที่สุดเกวียนวัวหยุดลงพร้อมกับเสียงฝุ่นตลบอบอวล บ้านหลังใหม่ของพวกเขาปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หลินชิงชิงมองผ่านผ้าม่านเกวียนที่ขาดวิ่น เห็นบ้านไม้เก่า ๆ ทรุดโทรม เนื้อไม้ซีดจางจากแดดฝน หลังคามุงจากก็มีรูโหว่ประปราย โชคดีที่ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูฝน ไม่เช่นนั้นคงลำบากกันน่าดู
"ถึงแล้วลูก" หวังจื้อเหยาเอ่ยขึ้นพร้อมกับลงจากเกวียนมาช่วยประคองหลินชิงชิงลงมา
บ้านหลังนี้มี 3 ห้องนอน ถือว่าไม่เล็กนักเมื่อเทียบกับฐานะของพวกเขา หลินชิงชิงถอนหายใจเบา ๆ บ้านหลังนี้เคยเป็ของตระกูลหลินมาก่อน แต่ตอนนี้คงต้องปรับปรุงซ่อมแซมอีกหลายจุด
"ไม่เป็ไรลูก" หลินเจิ้งเทียน พูดปลอบใจ "พ่อเคยเป็ช่างไม้มาก่อน เดี๋ยวพ่อจะซ่อมบ้านให้เอง"
หลินชิงชิงพยักหน้ารับ
หวังจื้อเหยาปัดกวาดเช็ดถูบ้านพอให้เข้าไปอยู่ได้ ก่อนจะปูที่นอนลงบนเตียงไม้เก่าๆ ให้หลินชิงชิง
"ชิงชิง วันนี้ลูกเสียเืไปมากแล้ว พักผ่อนก่อนนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะไปจัดการเื่ที่บ้านเอง" หลินเจิ้งเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พ่อว่าจะไปขอลาหัวหน้าฝ่ายผลิตสักอาทิตย์หนึ่งเพื่อมาซ่อมแซมบ้าน"
หลินชิงชิงพยักหน้าเบา ๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล ถ้าพ่อเธอหยุดงานที่แปลงนาที่บ้านของเธอคงไม่มีแต้มการผลิตแล้วพวกเขาคงจะต้องอดตาย
หลินเจิ้งเทียนและภรรยาเดินออกจากห้องนอนก่อนจะปิดประตูห้องนอน เพื่อให้ลูกสาวนอนพักผ่อนได้เต็มที่
หลินชิงชิงมองพ่อกับแม่เดินออกไปจัดการบ้าน บ้านหลังนี้ถึงอาจจะเก่าไปบ้าง แต่ก็ดูอบอุ่น การใช้ชีวิตในยุคนี้มันก็ไม่แย่เท่าไหร่
..........................................................................
ในที่สุดยัยน้องก็แยกบ้านออกมาได้ มาลุ้นให้ยัยน้องเอาตัวรอดก็แล้วกันค่ะ เงิน 10 หยวนคงไม่พอกับค่าซ่อมแซมบ้าน