หลังจากที่รับฟังคำอธิบายอันน่าตื่นตะลึงเกี่ยวกับระดับพลังวิญญาณและระดับขั้นของผู้วิวัฒน์จบลงไป
บรรยากาศภายในวิหารแห่งจุดเริ่มต้นก็คล้ายกับจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ราวกับว่าความเงียบสงบที่แฝงไว้ด้วยความเกรงขาม
มันได้ถูกปลุกเร้าให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งด้วยเปลวไฟแห่งความฝันในใจของเหล่าหนุ่มสาว
ดวงตาของพวกเขาสั่นระริกไปด้วยประกายแห่งความหวังและความทะเยอทะยาน สะท้อนออกมาว่าทุกคนล้วนต่างมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะก้าวเดินขึ้นไปในเส้นทางของผู้วิวัฒน์ เพื่อพิสูจน์ตนเองและสร้างชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ในดินแดนทรินิตี้เซเว่นอันไร้ขอบเขต
แต่ท่ามกลางความเงียบและความตื่นเต้นนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่รูปร่างผอมบาง
สีหน้าเก้อเขิน มือไม้เกร็งไปหมด ค่อยๆยกมือลังเลขึ้นมาแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย
“อะ.. เอ่อ ท่านผู้อาวุโสขอรับ ไม่ทราบว่าท่านในฐานะจอมเวทย์แห่งการลงทัณฑ์นั้น มีระดับผู้วิวัฒน์อยู่ที่เท่าไรหรือขอรับ?”
คำถามที่ตรงไปตรงมาทำให้ทั่วทั้งโถงถึงกับเงียบลงในทันที
ความเงียบนั้นราวกับเป็นกระแสที่หอบพาเอาความประหลาดใจและคาดหวังพุ่งตรงไปยังชายชราจินเกอ
ทุกสายตาต่างจ้องมองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย บ้างก็ลุ้นระทึก บ้างก็ทึ่ง บ้างก็เต็มไปด้วยความเคารพ ซึ่งจินเกอเองเมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นก็เพียงหัวเราะออกมาจากลำคออย่างใจเย็น
“หึหึ.. เจ้าหนู ข้าคือรองผู้นำวิหารแห่งจอมเวทย์การลงทัณฑ์สาขาเมืองหยางหมิง”
“ข้าคือผู้วิวัฒน์แปรรูปพลังระดับ 6 ขั้นสูงสุด อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นก็จะได้สัมผัสกับระดับ 7 หรือระดับผู้วิวัฒน์บรรลุสัจจะแล้วละ”
น้ำเสียงของเขานั้นเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่เหมือนกับคลื่นมหาสมุทรที่ซัดสาดเข้ามาในชั่วพริบตา
“สะ.. สุดยอด ท่านผู้อาวุโสเป็นคนใหญ่คนโตเลยนี่น่าขอรับ!”
“ใช่แล้ว ไม่คิดเลยว่าแค่การปลุกพิธีกรรมจะมีท่านผู้นี้มาด้วย!”
ชายหนุ่มที่เป็นคนถามถึงกับขยับถอยหลังเล็กน้อยด้วยดวงตาเบิกโพลง
เสียงฮือฮาดังขึ้นในทันทีจากทุกทิศทางของห้องโถง สีหน้าของหลายคนเปลี่ยนจากความประหลาดใจเป็นความเคารพอย่างแท้จริง
บางคนถึงกับยกมือขึ้นพนมแนบอกอย่างเงียบงัน บ้างก็มองชายชราจินเกอราวกับเห็นเทพสงครามในตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่
และในขณะเดียวกัน ดวงตาหลายคู่ก็เปล่งประกายขึ้นมาด้วยแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่จะมีวันได้ยืนเคียงข้างคนผู้นี้
จินเกอหัวเราะเบาๆอีกครั้งก่อนจะยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนสงบลง
“พวกเจ้าทุกคนพอได้แล้ว พวกเจ้าจะตื่นเต้นไปไย?”
“ระดับพลังไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าควรจ้องมองเพื่อชื่นชมเพียงอย่างเดียว”
“แต่จงใช้มันเป็นเป้าหมาย จงฝันว่าพวกเจ้าจะก้าวไปให้ถึงให้ได้ นั่นแหละคือเจตจำนงของผู้วิวัฒน์!”
คำพูดของเขานั้นเปี่ยมด้วยอำนาจและความหนักแน่น และเมื่อเห็นว่ากลับมาสงบอีกครั้ง เขาจึงกล่าวต่อด้วยท่าทีที่เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
“สุดท้ายนี้.. ก่อนที่พวกเจ้าจะเข้าสู่พิธีปลุกอาณาจักรต้นกำเนิด ข้าจะต้องกล่าวสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งให้พวกเจ้ารับรู้ให้ดี..”
“นั่นคือต่อให้พวกเจ้าจะสามารถปลุกอาณาจักรต้นกำเนิดของตนเองได้และได้รับการยอมรับจากมันแล้ว แต่เจ้าก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้วิวัฒน์อย่างสมบูรณ์ เพราะหลังจากพิธีกรรมเสร็จสิ้น พวกเจ้าทุกคนจะต้องเริ่มต้นเส้นทางของการบ่มเพาะ จนกว่าพลังวิญญาณของเจ้าจะทะลวงผ่าน 10,000 SP และเข้าสู่ระดับแรกของผู้วิวัฒน์ตื่นรู้เบื้องต้นเท่านั้น พวกเจ้าถึงจะกลายเป็นผู้วิวัฒน์อย่างแท้จริง!”
น้ำเสียงของเขาขึงขัง ราวกับเป็นการย้ำเตือนและตอกย้ำความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยง
“บางคนอาจสามารถฝึกฝนไปถึงระดับนั้นได้ภายในหนึ่งเดือน หากอาณาจักรต้นกำเนิดของพวกเขาแข็งแกร่ง บางคนอาจใช้เวลาเป็นเดือน บางคนเป็นปี หรือบางคนอาจไม่มีวันไปถึงเลยก็มีเช่นกัน นี่คือโลกแห่งการวิวัฒน์.. มีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้ไปต่อ!”
“หรือบางคนมีเทคนิคการหายใจที่เหนือล้ำและเหมาะสมกับพลังอำนาจที่ตนเองมี...?”
จังหวะนั้นเองก็มีเสียงกระซิบมากมายดังแทรกขึ้นในหมู่รุ่นเยาว์
พวกเขากำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าเทคนิคการหายใจ ซึ่งเป็นคำที่ชายชราจินเกอได้เอ่ยถึงก่อนหน้านี้
จินเกอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง
“เทคนิคการหายใจ หรือที่พวกเจ้าบางคนอาจจะเรียกว่าวิชาบ่มเพาะพลังวิญญาณ นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อเส้นทางของผู้วิวัฒน์”
“ยิ่งเจ้าครอบครองเทคนิคที่สูงส่ง เจ้าก็จะยิ่งเติบโตได้รวดเร็วและมั่นคงกว่าผู้อื่น!”
“เทคนิคการหายใจนั้นประกอบไปด้วยสามส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงถึงกัน!”
ขณะที่กำลังพูด ชายชราก็ชูสามนิ้วขึ้นช้าๆ พร้อมสายตาทุกคู่จับจ้องอย่างเงียบงัน
“หนึ่งคือร่างกายของสิ่งมีชีวิต อันเป็นภาชนะพื้นฐาน!”
“สองอาณาจักรต้นกำเนิด ที่เปรียบได้กับแกนกลางแห่งพลังของผู้วิวัฒน์!”
“และสาม.. เส้นชีพจรศักดิ์สิทธิ์ มันคือช่องทางการหมุนเวียนพลังวิญญาณ!”
“ทั้งสามสิ่งนี้คือรากฐานของผู้วิวัฒน์ หากหนึ่งในนั้นอ่อนแอ ย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเติบโต!”
“เทคนิคการหายใจที่ดี จึงต้องสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับทั้งสามส่วนนี้ได้โดยพร้อมเพรียง มันต้องเชื่อมโยงความเข้าใจในร่างกายของผู้ใช้งานกับพลังแห่งอาณาจักรต้นกำเนิด และกระตุ้นเส้นชีพจรศักดิ์สิทธิ์ให้เปิดขยายได้อย่างไร้ข้อจำกัด!”
เขาเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะชี้มือไปยังร่างยักษ์ของโอเกอร์หนุ่มที่ยืนสงบอยู่ไม่ห่าง
“ตัวอย่างที่ดี.. ก็คือเจ้าหนุ่มโอเกอร์นั่น!”
ไคจินที่ถูกเอ่ยนามก็ยกมือขึ้นตบหน้าอกของตนเบาๆ พร้อมกับแสยะยิ้มเล็กน้อย
“ถูกต้องแล้วท่านผู้อาวุโส หลังจากกลับไปยังอารยธรรมโอเกอร์.. ข้าจะได้รับเทคนิคการหายใจระดับ A”
“มันมีชื่อว่าเทคนิคการหายใจฟ้าสวรรค์คำราม มันคือหนึ่งในวิชาที่สูงที่สุดของเผ่าพันธุ์โอเกอร์!”
“เทคนิคนี้สามารถเสริมสร้างร่างกายให้ทรงพลัง กระตุ้นศักยภาพของอาณาจักรต้นกำเนิดได้สูงสุด และที่สำคัญมันสามารถบีบอัดและรวบรวมพลังวิญญาณได้เร็วกว่าวิชาทั่วไปนับสิบเท่า ทำให้เส้นชีพจรศักดิ์สิทธิ์ของข้าแข็งแกร่งดุจมังกรปฐพี ไม่มีวันแตกสลาย!”
เสียงของเขาดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งโถง จนทำให้หลายคนรู้สึกหนาวเยือกด้วยความทึ่ง
ขณะที่บางคนก็ได้แต่มองเขาด้วยความริษยาแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าภูมิหลังของตนเทียบเขาไม่ได้เลยซักนิด