บทที่ 12 ฉีกสัญญา
การปรากฏตัวครู่เดียวของฉินซูหนี่ว์ พลิกสถานการณ์ของตระกูลได้อย่างสิ้นเชิง เป็ฉินจิ้งเฟยที่ได้ทีบ้าง มันแน่ใจว่าต่อให้อีกสิบชีวิตของเฉินซือหยางก็ไม่มีทางเอาชัยเหนือบุตรีตนอย่างแน่นอน ดีไม่ดีเป็พันธะสัญญาอีกครึ่งที่อยู่กับมันจะถูกผู้อื่นชิงไปก่อนด้วยซ้ำ
“เป็อันตกลงตามนี้ หลานซือหยางคงไม่ทำให้บรรพชนผิดหวังหรอกนะ พวกเราเองก็จะรักษาธรรมเนียมปฏิบัติของบรรพชนอย่างเต็มที่"
หากเป็คนอื่นเฉินซือหยางต้องตอบโต้ด้วยฝีปากแน่แท้ แต่พอเป็นาง พอเห็นท่าทีและคำตอบที่ผ่านการกระทำอย่างชัดเจนของนาง ทำให้ลึกๆ มันเ็ปใจจนกล่าวอะไรไม่ออก แต่มันก็พอจะเข้าใจได้ สตรีที่เพียบพร้อมอย่างนางคงมิใช่ใครที่ไหนก็สามารถ ยิ่งตัวมันไร้ค่าไร้พลังจิติญญาในสายตาคน คงเป็ที่ต่ำต้อยไม่ควรค่าแก่การชายตามองด้วยซ้ำ เฉินซือหยางจึงหันหลังกลับ สองมือกำชับพันธะสัญญาอีกครึ่งไว้แน่น มันไม่สนสายตาของผู้คนที่เหยียดหยามแลสาสมใจที่ใช้มองมัน มันเพียงรู้สึกผิดหวังในใจว่าแม้แต่แววตาของสตรีที่รู้จักกันั้แ่เด็กนางนั้น แม้แต่แวบเดียวก็มิเคยมีมันอยู่ในสายตา แววตาเช่นนี้เป็แววตาที่มิต่างจากแววตาของบิดามันเลยแม้แต่น้อย นี่จึงเป็ความะเืใจลึกๆ ของชายหนุ่ม
เฉินซือหยางหันหลังกลับ ฝีเท้าของฉินซูหนี่ว์ก็คล้ายจะชะงักลงอีกรอบ แววตาของนางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มผ่านเงาสะท้อนที่เกิดบนโถแก้วมันวาวที่ประดับอยู่ริมห้องโถง ก่อนนางจะประสานมือคารวะแก่เฉินจือหานและเฉินจื่อรั่วพร้อมกล่าวขออภัยที่เสียมารยาทแล้วขอตัวจากไป ขณะที่ร่างของหญิงสาวจะพ้นผ่านห้อง เสียงที่ทุ้มต่ำกดลึกทั้งยังแฝงความหนักแน่นเด็ดเดี่ยวก็ดังขึ้นจากร่างที่หันหลังของเฉินซือหยาง
“หากท่าน้าเช่นนั้นก็ย่อมได้ ซักวันหนึ่งข้าจะมาชิงพันธะสัญญาอีกครึ่งจากท่าน และข้าจะทำให้ท่านยอมศิโรราบทั้งกายและใจ!”
แล้วชายหนุ่มก็เดินออกจากตระกูลฉินไปมิได้ร่ำลาท่ามกลางเสียงที่กลั้นขำดูแคลนของคนทั้งห้องโถง มีฉินจิ้งเฟยที่พยายามจะอดกลั้นมากที่สุด มันจะไม่ยอมขำออกมาแม้วาจาของเ้าขยะที่คิดจะชนะบุตรีที่มากด้วยพร์ของมันจะน่าหัวร่อเพียงใดก็ตาม เพราะตรงหน้ายังมีเฉินจือหานและเฉินจื่อรั่วที่มันต้องเกรงใจอยู่
วันนี้นับเป็วันที่แสนอัปยศของเฉินซือหยางในสายตาของผู้คน แม้แต่เฉินจื่อรั่วยังแทบจะสะกดอารมณ์ความคับข้องใจเอาไว้มิได้ เป็เฉินจือหานที่รีบกล่าวคลี่คลายสถานการณ์
“ในเมื่อเป็เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่คนทั้งสองที่เกี่ยวข้องในพันธะสัญญาจะตัดสินใจ พวกเราคงทำได้เพียงแต่ดูอยู่ห่างๆ เท่านั้น”
ฉินจิ้งเฟยผงกศีรษะ
“ข้าเห็นด้วยกับพี่จือหาน… เอาเถอะ วันนี้ท่านอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนตระกูลฉินเรา จะไม่เลี้ยงต้อนรับให้ใหญ่โตเห็นทีจะมิได้”
เฉินจือหานรู้ว่าภรรยาของตนคงไม่มีกระจิตกระใจที่จะอยู่กินเลี้ยงทั้งที่บุตรชายถูกหักหน้าและย่ำยีศักดิ์ศรี มันจึงกล่าว
“เป็ข้าที่มารบกวนท่าน ให้ฝ่ายข้าเป็ผู้จัดเลี้ยงเถิด อีกสามวันนัดหมายพวกท่านตระกูลฉินที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียว ข้าจะเป็เ้ามือ… ส่วนวันนี้ต้องขอตัว"
ฉินจิ้งเฟยประสานมือขึ้น
“น่าเสียดาย แต่เมื่อพี่จือหานไม่สะดวก เช่นนั้นพวกเราก็ค่อยพบปะกันตามนัดหมาย”
สองตระกูลเพียงใช้เวลาครึ่งวันก็ลาจาก พันธะสัญญาที่ถูกทำให้ชะงักลงเช่นนี้สร้างรอยยิ้มแก่เฉินอู่หลงจนมันหุบยิ้มไม่อยู่ ผู้าุโสูงสุดท่านตาของมันก็ยิ้มตาม
“เป็อย่างที่ข้าบอกไม่มีผิด ขยะเช่นนั้นยังจะมีใคร้า นอกจากที่มันจะมาทวงสัญญาอย่างเสียเปล่าแล้ว มันก็ยังทำให้ข้อกำหนดในสัญญายากมากขึ้น ตลอดชีวิตนี้มันยังจะสามารถเอาชนะคุณหนูฉินได้อย่างไร"
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยิ่งหากพันธะสัญญาอีกครึ่งสูญหาย ก็เป็มันเองที่จะเป็ผู้ผิดสัญญาระหว่างตระกูล”
“คุณหนูตระกูลฉินสมแล้วที่เป็อัจฉริยะ หาทางออกและหักหน้ามันได้อย่างแยบคายนัก"
“ทีนี้ปัญหาที่กวนใจข้ามากที่สุดก็ได้คลี่คลายเสียที ต่อจากนี้ถึงคราวที่พวกเราจะได้รุกฆาตเต็มตัวแล้ว"
“ให้มันมีชีวิตอย่างอิสระภายใต้ความอัปยศนี้ไปอีกหนึ่งเดือนเถอะ เมื่อวันที่มันต้องไปจากตระกูล วันนั้นจะเป็วันสุดท้ายที่มันจะสามารถเหยียบยืนอยู่ในตระกูลเฉิน"
เห็นตระกูลเฉินเคลื่อนขบวนรถม้าออกมาจากตระกูลฉินที่เพียงพึ่งเข้าไปได้แค่ครึ่งวัน ข่าวคราวก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองไผ่เขียวทันที ซ้ำมีคนใส่สีตีไข่ จนเื่ราวระหว่างเฉินซือหยางและฉินซูหนี่ว์เป็ที่เอ่ยถึงเป็อย่างมาก โดยเฉพาะเฉินซือหยางที่ถูกหยามหยันและถูกดูแคลนสารพัด การได้รู้ว่าฉินซูหนี่ว์หักหน้าและเหยียบย่ำเ้าขยะให้จมดินเช่นนี้ ตัวตนของชายหนุ่มก็ยิ่งไม่เหลือค่าใดไว้ได้ จะตายก็ยังอับอายที่จะตกตาย มันในตอนนี้ต้องตกอยู่ในสภาพจมจ่อมในห้วงแห่งความมืด มีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับคนตาย
ผู้คนล้วนพูดและคาดเดาไปต่างๆ นานาเพราะเข้าใจว่าฉินซูหนี่ว์รังเกียจในตัวของเ้าขยะ แต่สตรีสะคราญโฉมที่ถูกกล่าวขวัญถึง นางมิได้ทิ้งพันธะสัญญาอีกครึ่งด้วยความรังเกียจ นางถือพันธะสัญญานั้นขึ้นมาดู พลางนึกถึงเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่อดีตยอมถูกกลั่นแกล้งย่ำยีสารพัดเพียงเพื่อ้าปกป้องลูกสุนัขจรจัดที่ถูกผู้อื่นปาหินใส่จนแทบตกตาย คนอ่อนแอเช่นนั้นกลับกล้าแลกชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งที่อ่อนแอกว่า วันนั้นมันได้แสดงถึงพลังใจที่ไม่ยอมแพ้ แสดงแววตาที่เด็ดเดี่ยว แสดงความกล้าหาญที่อยากจะปกป้องอย่างไม่สนชีวิต ทั้งที่เป็ขยะในสายตาผู้คน แต่มันก็นับเป็คนที่ใช้ได้ในสายตานาง
“หากแม้นข้ายอมแต่งให้กับเ้า ชีวิตเ้าคงมิต่างจากตายทั้งเป็ ถูกผู้คนเหยียบย่ำภายใต้ร่มเงาข้าทุกคืนวัน ถูกปองร้ายลอบทำลายสารพัด คนอ่อนโยนเช่นเ้าจะแบกรับได้ไหวหรือ ชีวิตนี้สั้นนัก แลโลกนี้มิได้มองคนอย่างเท่าเทียม หากมัวหลบอยู่แต่ในจุดที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด คิดหาที่ที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อบดบัง เ้าก็จะมิอาจออกมาจากบ่อโคลนแห่งความมืดได้… จงสู้ซะ เปลี่ยนความผิดหวังเป็ความกล้า มีเพียงแววตาและหัวใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เ้าถึงจะค้นพบทางที่เหมาะสมแก่เ้าอย่างแท้จริง… แล้วเมื่อเ้าค้นพบมันแล้ว ข้าจะรอวันที่เ้ากล้ามาชิงพันธะสัญญาอีกครึ่งนี้"
แล้วนางก็เก็บพันธะสัญญาอีกครึ่งไว้เป็อย่างดี ทั้งยังเก็บไว้ติดตัวตลอดมิได้ทิ้งขว้างไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ พลางหันไปลูบศีรษะของสุนัขตัวใหญ่ที่ราวกับพยัคฆ์แล้วกล่าวว่า
“ชีวิตเ้าครั้งหนึ่งเคยถูกคนที่อ่อนแอที่สุดช่วยเหลือ ระหว่างนี้คนผู้นั้นอาจจมจ่อมแลมิพบหนทาง ตัวเ้าแข็งแกร่งขึ้นได้แล้ว แต่มันกลับอ่อนแอลงในทุกวัน เ้าจะช่วยเหลือผู้มีพระคุณคืนกลับอย่างไร"
สุนัขตัวนั้นเสมือนเข้าใจคำกล่าวของผู้เป็นาย มันหอนขึ้นหนึ่งคราพร้อมโจนทะยานไปตึกหลังหนึ่งของตระกูล เห็นเพียงเป็เงาประกายสีม่วงครามเกิดขึ้นแวบหนึ่ง สุนัขตัวดังกล่าวก็หายไปจากอาณาบริเวณแล้ว ฉินซูหนี่ว์มองตามเงาร่างสุนัขนั้น พลางนึกถึงลูกสุนัขจรจัดที่ใกล้ตายซึ่งถูกเฉินซือหยางช่วยเหลือ สุนัขตัวนั้นมิใช่สุนัขธรรมดา นรลักษณ์ภายนอกมีรูปกายราวกับตำนานเล่าขาน บนแดนดาราพิภพนั้นมีสรรพสัตว์ดำรงอยู่หลายชนิด แต่มีสรรพสัตว์อยู่สองชนิดที่ไม่เคยปรากฏและถูกกำหนดว่าเป็สิ่งลึกลับที่มีเพียงคำเล่าขานภายในตำนานปรัมปราเท่านั้น นั่นก็คือ
สัตว์อสูร และสัตว์เทวะ
ในตำนานปรัมปรามีเล่าขาน สุนัขฟ้า์สามตาที่พลัดหลงมายังแดนดาราพิภพ มันเป็สัตว์เทวะที่มีความพิเศษ ไม่กินอาหาร ไม่กินทรัพยากรอันเลิศล้ำใด แต่มันจะกินพลังจิติญญาของมนุษย์!
สุนัขตัวนี้เมื่อยังเล็กอยู่ก็ดูมิต่างจากสุนัขจรจัดทั่วไป แต่พอนางที่เก็บมันมาเลี้ยง ได้เห็นพัฒนาการของมัน ได้เห็นนรลักษณ์และรูปกายที่เริ่มแปลกประหลาดในทุกการเติบโต โดยเฉพาะรอยแยกคล้ายดวงตาที่สามซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าผากของมัน จึงทำให้นางมั่นใจ อีกทั้งยังทำให้นางได้รู้ถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งเป็นางเพียงผู้เดียวที่รู้มาโดยตลอด พลังจิติญญาที่เต็มไปด้วยพร์ที่อาจเหนือกว่านางซึ่งลุกโชนในตัวของสุนัขตัวนั้น อาจเกิดขึ้นเมื่อตอนสิบปีก่อน สุนัขฟ้า์สามตาอาจบังเอิญได้กลืนกินพลังแห่งจิติญญาของตัวตนที่ผู้คนมองว่าเป็ขยะมา!
“และถ้าหากเป็อย่างที่ข้าคิด เ้าจะต้องยิ่งค้นหาทางนั้นให้เจอ"
.
.
.
ข่าวคราวแผ่สะพัดดั่งสายลมพัดผ่าน คนทั้งเมืองไผ่เขียวหากจะเลือกเื่เล่าซักเื่ที่ตลกที่สุดมาคุยในวงสุราเห็นทีจะมีแต่เื่ของเฉินซือหยางแล้ว และเพราะเช่นนี้ตัวตนของเฉินซือหยางจึงสมควรจะจมจ่อม อับอาย และเลี่ยงการพบหน้าผู้คนเป็ที่สุด ทว่ามันกลับมิได้เป็เช่นนั้น เวลาหนึ่งเดือนที่มันขอบิดาใกล้หมดลง มันจึงทำตามอำเภอใจสารพัดภายในตระกูลอย่างลอยหน้าลอยตา อีกทั้งก็สรรหาสถานที่มากมายในเมืองไผ่เขียวเพื่อไปเยี่ยมชมใช้บริการ ถึงขนาดป่วนชาวบ้านก็มี มันใช้เงินมือเติบซื้อสิ่งของต่างๆ ที่อยากได้ ผิดกับตัวตนที่สมควรจะอับอายจนเอาหน้ามุดธรณีไปไกลลิบ
“มาหาข้าถึงที่มีสิ่งใดหรือไม่”
ผู้าุโสูงสุดมองเฉินซือหยางด้วยความสงสัย เสมอมาที่แห่งนี้คือที่ที่ชายหนุ่มมักเลี่ยงเป็ที่สุด มิกล้าแม้จะหันมามอง แต่บัดนี้มันกลับมาเหยียบยืนอย่างสบายอุราราวกับไม่กริ่งเกรงอีกต่อไปแล้ว
เฉินซือหยางกล่าวว่า
“ผู้าุโสูงสุดมีหน้าที่คุมกฎของตระกูล ทั้งเก็บสะสมตำรา คัมภีร์ และสรรพวุธมากมายไว้ แน่นอนข้าก็ต้องมาเยี่ยมชม”
“ของเหล่านี้ต้องเป็ผู้มีพลังจิติญญาจึงจะเข้าใจแลใช้ได้ ข้าว่าท่านควรจะไปที่หอตำรากลางซึ่งเป็บทความและนิทานหลอกเด็กทั่วไปจึงจะเหมาะสมกว่า”
เฉินซือหยางเดินมือไพล่หลังมองรอบๆ ที่พำนักของาุโสูงสุดผู้นี้ ก่อนกล่าวว่า
“ข้ามิได้มาเพื่อขอความเห็นจากท่านว่าสิ่งใดเหมาะหรือไม่เหมาะ…”
หยุดกล่าวเล็กน้อย พร้อมกับนัยต์ตาที่ฉายแววดุดันมองตอบสายตาของผู้าุโสูงสุด แล้วมันค่อยกล่าวต่อ
“จะเหมาะหรือไม่นั้น ข้าจะตัดสินใจเอง… ท่านมีหน้าที่ก็เพียงทำตามหน้าที่ ข้าที่เป็นายน้อยของตระกูลหลัก มีสิทธิ์และศักดิ์พอจะเข้าถึงมันอยู่แล้ว นี่มินับว่าเป็การผิดกฎหรือขอมากไปหรอกนะ"
ขมับของผู้าุโสูงสุดปูดโปนไปด้วยเส้นเื มันกัดฟันกรอดพร้อมกำหมัดแน่น ก่อนสุดท้ายจะผายมือไปยังอาคารด้านหลัง
“เชิญ"
ก่อนเดินไป เฉินซือหยางก็ยกนิ้วชี้ขึ้นฟ้าอย่างนึกได้
“อ้อ ข้าขอน้ำชาซักสองกาด้วยแล้วกัน”
ผู้าุโสูงสุดสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกวักมือสั่งให้คนรับใช้ไปเตรียมมา
เมื่อไปถึงอาคารหอคัมภีร์และสรรพวุธของตระกูล ชายหนุ่มก็กล่าวขึ้น
“หมดหน้าที่ของท่านแล้ว เชิญ"
ผู้าุโสูงสุดเดินออกไปด้วยอารมณ์ไม่สู้ดี ภายใต้คำขอสามประการของมันในหนึ่งเดือนนี้ ตนจะต้องอดทนอดกลั้นให้ถึงที่สุด หมดหนึ่งเดือนเมื่อไหร่ มันต้องเดินทางไปเหมืองภูพยัคฆ์เวลาใด เมื่อนั้นจะเป็วันปิดบัญชีแลจัดการขยะที่น่าตายให้ทบต้นทบดอก
“สนุกให้เต็มที่เถอะ หากวันนั้นมาถึงเ้าจะไม่มีโอกาสอีก!”
เมื่ออาคารหลังนี้เหลือเฉินซือหยางแต่เพียงผู้เดียว มันจึงกล่าวกับจินเยว่ขึ้นมา
“นี่คือหอตำรา คัมภีร์ และสรรพวุธที่ดีที่สุดของตระกูลข้า ท่านลองตรวจสอบดู"
จินเยว่จึงยื่นประสาทััการตรวจสอบออกไป เห็นเพียงประกายแสงสีเขียวมรกตขึ้นหนึ่งวูบ เสียงในห้วงมโนจิตของชายหนุ่มก็ดังมา
“ใช้การไม่ได้ คัมภีร์รวมถึงตำรามากมายในที่แห่งนี้ไม่มีประโยชน์เลยซักอัน”
“ไม่มีเลยหรือ? ข้าได้กว้านซื้อคัมภีร์และตำราทั่วเมืองไผ่เขียวมา ท่านก็บอกว่าใช้การไม่ได้ทั้งสิ้น รู้หรือไม่ข้าใช้ตั๋วเงินไปตั้งเท่าไหร่ แทบจะรวมกันเป็ตั๋วทองได้เลย”
“สมกับเป็แดนดาราสุดขอบจักรวาล ไม่มีทรัพยากรที่เพียงพออย่างแท้จริง หากเ้ายังเพียงอยู่แต่เมืองไผ่เขียว ฝึกหนักให้ตายจนร่างกายแข็งแกร่งเพียงใดก็มิอาจเพาะบ่มพลังจิติญญาให้ฝ่าระดับถึงขั้นพื้นฐานอย่างระดับสู่สามัญในเวลาอันสั้นได้ หากเป็เช่นนี้อย่าคิดถึงเื่ตามหามรกตที่หายไปของข้าเลย ลำพังจะชิงสัญญาแต่งงานอีกครึ่งจากสตรีนางนั้นก็คงทำไม่ได้"
เฉินซือหยางทำท่านึกคิด ก่อนเลือกหยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งขึ้นมา
“มาแล้วก็ศึกษาไปก่อนมิเสียหาย เพิ่มพูนความรู้ในวิชา แม้จะไม่เกิดประโยชน์ทางพลังจิติญญาของข้า แต่ไม่แน่มันอาจมีประโยชน์ในบางเื่ก็ได้"
กล่าวเช่นนี้มันก็มิได้สื่อสารกับจินเยว่อีก เพียงตั้งใจอ่านแลจดจำทุกสิ่งที่ถ่ายทอดในคัมภีร์รวมถึงตำราที่เสมอมายากนักที่มันจะมีโอกาสได้เข้ามาอ่านเช่นนี้