ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    หนานหมิงขึ้นประลอง

    ความแข็งแกร่งที่โอวหยางจิงหานและลู่จือชิงแสดงออกมานั้นทำให้เหล่าผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

    ไม่ว่าจะเป็นโอวหยางจิงหานที่เพียงแค่สองทักษะก็สามารถสังหารปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ได้แล้ว

    ส่วนทางด้านของลู่จือชิง ปราณกระบี่แต่ละเล่มก็เทียบเท่ากับการโจมตีของปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เต็มกำลังเช่นกัน

    หลังจากที่ทั้งสองลองเชิงกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องเอาจริง

    ทันใดนั้นทักษะการโจมตีของทั้งสองก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงจนทำให้ค่ายกลป้องกันที่อยู่รอบๆถึงกับสั่นสะเทือน 

    การต่อสู้ในช่วงแรกแม้ว่าลู่จือชิงจะได้เปรียบแต่ทว่าพอเวลาผ่านไปโอวหยางจิงหานก็ค่อยๆเป็นฝ่ายได้เปรียบ เนื่องจากตอนแรกพลังของลู่จือชิงยังไม่ได้ฟื้นฟูทั้งหมด เพราะเขาใช้พลังจำนวนมากในการเบิกเนตรกระบี่เทวะตอนที่ต่อสู้กับเสินเถียนทำให้สูญเสียพลังวิญญาณไปเป็นจำนวนมาก แม้กระทั้งร่างกายก็ยังรับภาระหนักระดับหนึ่ง และตอนนี้พอเริ่มการต่อสู้ลู่จือชิงก็เริ่มที่จะหมดแรงแล้วด้วย ทำให้สถานการณ์ของลู่จือชิงแย่กว่าเดิมมาก

    ต้องบอกว่าโอวหยางจิงรุ่ยนับว่าเป็นอัจฉริยอันดับหนึ่งของเมืองหลวงจริงๆ แม้ว่าเขาจะมีพลังเพียงแค่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นปลายแต่ก็สามารถต่อกรกับลู่จือชิงที่มีพลังยุทธ์ระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ในเวลานี้ได้อย่างสูสี แม้ว่าจะมีบางครั้งที่ถูกปราณกระบี่ของลู่จือชิงโจมตีจนได้รับบาดเจ็บระดับหนึ่งก็ตาม

    สถาบันทั้งหลายที่อยู่ตรงม้านั่งต่างถอนหายใจและรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันแม้แต่น้อย ด้วยความแข็งแกร่งที่ทั้งสองแสดงออกมานั้นเพียงพอที่จะบดขยี้ทุกๆในการแข่งขันแล้ว

    ที่นั่งของสถาบันฉินเยี่ย

    น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆมองดูการต่อสู้ของโอวหยางจิงหานและลู่จือชิงบนสนามประลองด้วยความตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน

    เนื่องจากพวกเขาคิดว่าถ้าหากเป็นพวกเขาต้องรับมือกับโอวหยางจิงหานกับลู่จือชิง พวกเขาคงไม่สามารถรับมือได้เกินสามกระบวนท่าอย่างแน่นอน

    “ ศิษย์น้องหนาน เจ้าแน่ใจใช่ไหมว่าสามารถรับมือกับสองคนนั้นได้? ” หยางไท่ถามขึ้นพร้อมกับกลืนน้ำลายไปด้วย

    คนอื่นๆก็เริ่มกังวลเหมือนกันเพราะในตอนแรกพวกเขาไม่ได้เห็นพลังที่แท้จริงของทั้งสองคนนั้น แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นแล้วว่าแข็งแกร่งมากแค่ไหน 

    “ เอาเป็นว่าให้ทุกอย่างดูที่สนามประลองแล้วกัน ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

    ในขณะนั้นเอง เสียงระเบิดก็ดังขึ้นพร้อมกับคลื่นพลังที่รุนแรงกระจายไปทั่วพื้น

    หนานหมิงและคนอื่นๆจึงหันไปมองที่สนามก่อนที่จะพบว่าโอวหยางจิงหานและลู่จือชิงได้กระเด็นตกลงมาจากสนามประลองด้วยกันทั้งคู่แล้ว

    ที่แท้ในช่วงเวลาที่หนานหมิงและคนอื่นๆกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น โอวหยางจิงหานและลู่จือชิงได้ปลดปล่อยทักษะที่รุนแรงที่สุดออกมา 

    ซึ่งโอวหยางจิงหานใช้ทักษะดาบภูติเบิกสวรรค์ ส่วนทางด้านของลู่จือชิงก็ใช้ทักษะกระบี่รวมหนึ่ง ผลคือเสมอกัน

    กรรมการปรากฏตัวขึ้นบนสนามประลองและตะโกนขึ้นว่า “ สถาบันหลวงต้าเหยียนและสถาบันหยางเว่ย ผลของการแข่งขันคือเสมอ! ”

    สำหรับผลเสมอก็คือคะแนนของพวกเขาก็เท่าเดิมไม่มีเพิ่มใดๆทั้งสิ้น เพราะถึงอย่างไรการแข่งขันในรอบชิงนี้คือหาทีมที่มีคะแนนสูงที่สุด ถ้าหากมีทีมที่ได้คะแนนสูงที่สุดเท่ากันก็จะต้องมาแข่งขันกันใหม่เพื่อหาผู้ชนะเพียงผู้เดียว

    หลังจากนั้นการแข่งขันกันก็ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก สถาบันใหญ่ทั้งห้าต่างก็เก็บชัยอย่างต่อเนื่อง

    เพียงแต่เมื่อสถาบันใหญ่ต้องมาปะทะกันก็เป็นมีเพียงสถาบันมู่เทียนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตลอด รองลงมาก็เป็นสถาบันหยูจิง 

    ส่วนสถาบันฉินเยี่ย สถาบันหลวงต้าเหยียนและสถาบันหยางเว่ยนั้นยังไม่ได้โคจรมาปะทะกันเลย

    จนกระทั้งเวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามสถาบันฉินเยี่ยได้มาพบกับสถาบันหลวงต้าเหยียน

    ทันทีที่ทั้งสองสถาบันมาปะทะกัน เสียงเฮก็ดังขึ้นทั่วทั้งสนามประลอง 

    เวลานี้ทุกๆคนต่างก็จับจ้องไปที่สถาบันฉินเยี่ยเป็นสายตาเดียวกัน

    ตอนนี้พวกเขาอยากที่จะเห็นการต่อสู้ของหนานหมิงแล้ว เพราะตั้งแต่การแข่งขันในรอบคัดเลือกจนมาถึงตอนนี้หนานหมิงยังไม่เคยขึ้นสนามประลองแม้แต่ครั้งเดียว เรียกได้ว่าเป็นคนเดียวตั้งแต่เริ่มที่เท้ายังไม่ได้สัมผัสกับสนามประลองเลยด้วยซ้ำ

    เพียงแต่สถาบันฉินเยี่ยมีปราชญ์ยุทธ์เยอะกว่าทำให้พวกเขาได้เปรียบเป็นอย่างมาก 

    จนกระทั้งโอวหยางจิงหานลงสนามประลอง เยี่ยนเจวี๋ยที่อยู่บนสนามประลองก็ขอยอมแพ้

    ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าฟางเซียงลู่จะต้องเดินขึ้นสนาม แต่แล้วจู่ๆพวกเขาก็ต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจและส่งเสียงเฮดังลั่นทั่วสนามประลองในทันที

    เวลานี้หนานหมิงได้เดินออกมาจากม้านั่งและกระโดดขึ้นสนามประลองถามกลางสายตาของผู้คนจำนวนมาก

    หนานหมิงมองดูสีหน้าอันย่ำแย่ของโอวหยางจิงหาน เขาจึงหยิบเอาโอสถฟื้นฟูและโอสถรักษาอาการบาดเจ็บให้กับโอวหยางจิงหาน

    จากนั้นหนานหมิงก็โยนโอสถทั้งสองชนิดนี้ไปที่ลู่ชือจิงที่อยู่ที่ม้านั่งของสถาบันตัวเอง

    “ ข้าต้องการให้พวกเจ้ากลับมาอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้คนอื่นๆคิดว่าข้าเอาชนะพวกเจ้าเพราะพวกเจ้าเหนื่อยล้าและบาดเจ็บหลังจากที่ต่อสู้กันเอง ” หนานหมิงกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ

    เสียงของหนานหมิงแม้ว่าจะเบา แต่ทั่วสนามประลองก็ได้ยินอย่างชัดเจน จากนั้นพวกเขาก็พากันชื่นชมความใจกว้างของหนานหมิง

    การที่หนานหมิงมอบโอสถให้กับลู่จือชิงก็เพราะเขารู้ว่าสถาบันหยางเว่ยของลู่จือชิงสามารถเอาชนะสถาบันอื่นๆได้โดยที่ลู่จือชิงไม่ต้องลงไปสู้ เพราะฉะนั้นเขาจึงให้ลู่จือชิงพักฟื้นในช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุดก่อนแล้วพวกเขาค่อยมาประลองกันบนสนาม

    โอวหยางจิงหานมองดูโอสถในมือสองเม็ด จากนั้นเขาก็มองไปที่หนานหมิงที่ยืนอยู่อีกฝั่งของสนามก่อนที่จะกินโอสถฟื้นฟูและโอสถรักษาอาการบาดเจ็บลงไป

    ลู่จือชิงเองก็กินโอสถที่หนานหมิงมอบให้เช่นกัน 

    ทันใดนั้นทั้งสองก็ต้องประหลาดใจ เพราะตอนนี้พลังวิญญาณของพวกเขาฟื้นฟูเร็วกว่าเดิมหลายเท่า แถมบาดแผลรวมไปถึงอาการเหนื่อยล้าก็ค่อยๆหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

    ทั้งสองไม่เคยกินโอสถที่ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้มาก่อนเลย ราวกับว่าโอสถที่พวกเขากินนั้นอยู่ในระดับตำนานเสียด้วยซ้ำ เพราะโอสถฟื้นฟูหรือโอสถรักษาระดับสวรรค์พวกเขาเคยกินมาก่อนแต่มันไม่สามารถเทียบได้กับโอสถที่หนานหมิงมอบให้ด้วยซ้ำ

    ทันใดนั้นทั้งสองก็ต้องประหลาดใจสุดขีดเพราะจู่ๆหลักจากที่พลังวิญญาณในร่างกายเต็มแล้ว มันก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั้งเพิ่มขึ้นมาอีกสองส่วนในครั้งเดียว

    “ โอสถอะไรกัน ทำไมถึงได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้! ” 

    โอวหยางจิงหานกับลู่จือชิงต่างก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน

    “ ข้าให้เวลาเจ้าพักฟื้นสักหนึ่งเค่อแล้วกัน ข้าคิดว่าหนึ่งเค่อก็น่าจะเพียงพอที่ทำให้เจ้าฟื้นฟูพลังวิญญาณและรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้วล่ะ ” หนานหมิงกล่าวจบเขาก็นั่งลงที่พื้นสนามประลอง

    โอวหยางจิงหานนั่งลงทำสมาธิ เขาเองก็ต้องการที่จะสู้กับหนานหมิงในสภาพที่พร้อมที่สุดเช่นกัน

    แน่นอนว่าเหล่าผู้ชมทั่วทั้งสนามก็ไม่ได้ว่าอะไร พวกเขาเองก็อยากที่จะชมการต่อสู้ของทั้งสองในสภาพที่พร้อมที่สุด เพราะฉะนั้นแล้วเพียงแค่รอหนึ่งเค่อก็ถือว่าไม่นานเท่าไหร่

    พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเค่อ

    โอวหยางจิงหานจึงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปร่งประกายด้วยความยินดี ตอนนี้สภาพของเขานั้นฟื้นฟูกลับมาแล้ว แถมความแข็งแกร่งก็นับว่าแข็งแกร่งกว่าตอนที่ประลองกับลู่จือชิงเสียอีก

    “ ข้าพร้อมแล้ว ” โอวหยางจิงหานกล่าวขึ้นพร้อมกับตั้งท่าต่อสู้

    เมื่อเห็นว่าโอวหยางจิงหานและหนานหมิงพร้อมสู้ กรรมการก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับตะโกนเริ่มการแข่งขัน

    หนานหมิงมองไปที่โอวหยางจิงหานและกล่าวขึ้นว่า “ งั้นเจ้าก็เปิดก่อนเลย ”

    หนานหมิงกล่าวจบเขาก็กวักมือเรียกให้โอวหยางจิงหานโจมตีก่อน

    โอวหยางจิงหานหรี่ตาลงก่อนที่เขาจะใช้ท่าที่ทรงพลังที่สุดของเขาทันที สาเหตุก็เพราะเขาต้องการวัดความแข็งแกร่งของหนานหมิงในการโจมตีเดียว

    “ ดาบภูติเบิกสวรรค์ ” โอวหยางจิงหานคำราม

    ทันใดนั้นดาบในมือของโอวหยางจิงหานก็เปร่งแสงสีคราม ก่อนที่ด้านหลังของโอวหยางจิงหานจะปรากฏภูติสีเขียวครามตัวใหญ่กว่าห้าจั้งพร้อมกับดาบในมือขนาดใหญ่ที่เหมือนกับดาบในมือของโอวหยางจิงหานทุกประการ

    “ เบิกสวรรค์! ” โอวหยางจิงหานคำรามพร้อมกับเหวี่ยงดาบใส่หนานหมิงทันที

    หนานหมิงไม่ขยับตัวไปไหน ดวงตาของเขาไม่ได้วิตกกังวลแม้แต่น้อย จนกระทั้งดาบในมือของภูติยักษ์เข้ามาใกล้กับหนานหมิง 

    ฉากนี้ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่รอบๆถึงกับรีบเอามือปิดตาของตัวเอง พวกเขากลัวว่าหนานหมิงจะกลายเป็นศพที่ถูกดาบยักษ์ตัดครึ่งร่างกาย

    ทางด้านของศิษย์สถาบันฉินเยี่ย พวกเขารีบตะโกนให้หนานหมิงหลบการโจมตีของโอวหยางจิงหานอย่างบ้าคลั่ง พวกเขากลัวว่าหนานหมิงจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่

    มีเพียงแค่ตระกูลหนานเท่านั้นที่มองดูด้วยท่าทีสบายๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าทักษะดาบภูติเบิกสวรรค์ของโอวหยางจิงหานไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับหนานหมิงได้แม้แต่น้อย

    แต่แล้วก็ไม่มีเสียงอะไรดังออกมา เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ปิดตาดูก็เริ่มสงสัยเพราะมันเงียบจนผิดสังเกต จนกระทั้งผ่านไปสองถึงสามลมหายใจก็เริ่มมีเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

     “ เป็นไปไม่ได้ ”

    “ คุณชายหนานสามารถหยุดดาบยักษ์ได้ด้วยมือเดียวจริงๆงั้นหรือ?! ”

    “ ต้องรู้นะว่าการโจมตีนี้รุนแรงมากแม้กระทั้งราชันยุทธ์ขั้นต้นก็ไม่กล้ารับตรงๆ ” 

    เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต่างอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ 

    จากนั้นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ปิดตาก็ค่อยๆลืมตาขึ้น และเมื่อพวกเขาเห็นฉากที่อยู่บนสนามประลอง พวกเขาก็แสดงสีหน้าตกใจออกมา

    เนื่องจากฉากที่ทุกๆคนเห็นก็คือหนานหมิงใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวหยุดดาบยักษ์ด้านหน้าด้วยท่าทีสบายๆ

    ศิษย์สถาบันฉินเยี่ยมองดูหนานหมิงที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขาก็ถอนหายใจออกมา

    “ ศิษย์น้องหนานช่างรู้จักเล่นกับจิตใจคนจริงๆแม้กระทั้งการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของโอวหยางจิงหานก็ยังทำอะไรไม่ได้ ” หยางไท่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

    “ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องหนานจะแข็งแกร่งมากจริงๆ อีกอย่างร่างกายของศิษย์น้องจะต้องทรงพลังอย่างมาก ” เยี่ยนเจวี๋ยกล่าวเสริม

    น่าหลันหวงเมิ่งและฟางเซียงลู่เองก็พยักหน้ารับและเห็นด้วยกับหยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ย

    “ ดูเหมือนว่าข้าจะประเมินศิษย์น้องหนานต่ำไปอีกแล้ว ” น่าหลันหวงเมิ่งส่ายหน้าเบาๆ

    คนอื่นๆก็พากันหัวเราะน่าหลันหวงเมิ่ง

    ตอนนี้โอวหยางจิงหานและลู่จือชิงมองไปที่หนานหมิงด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ ทั้งสองรู้ดีว่าดาบภูติเบิกสวรรค์แข็งแกร่งและทรงพลังมากแค่ไหน แต่หนานหมิงกลับรับมันได้ด้วยนิ้วเดียว ต้องบอกว่าร่างกายของหนานหมิงแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่ถึงสามารถรับการโจมตีนี้ด้วยนิ้วเดียว

    “ นับว่าใช้ได้ แต่มันก็ยังไม่พอหรอกนะ ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็นำดาบของตัวเองออกมาและชี้ไปที่ภูติยักษ์ของโอวหยางจิงหานพร้อมกับกล่าวคำสั่นๆว่า “ ทำลาย ” 

    ทันใดนั้นภูติยักษ์ของโอวหยางจิงหานก็ถูกทำลายลงทันที กลายเป็นเศษกระจกสีเขียวครากระจายไปทั่วพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นอากาศหรือสนามประลองก็ตาม

    เมื่อภูติยักษ์ถูกหนานหมิงทำลาย พลังวิญญาณจึงย้อนกลับไปหาโอวหยางจิงหานอย่างรวดเร็วเขาตั้งตัวไม่ทันและกระอักเลือดคำโตออกมา

    ในขณะที่โอวหยางจิงหานกระอักเลือด จู่ๆด้านหน้าของเขาก็มีเงาหนึ่งปรากฏตัวขึ้น

    “ ในเมื่อเจ้าบาดเจ็บแล้วเช่นนั้นก็ลงไปพักสักหน่อยแล้วกัน ” น้ำเสียงของหนานหมิงเรียบเฉยก่อนที่จะซัดฝ่ามือเข้าไปที่ลำตัวของโอวหยางจิงหานจนทำให้เขาลอยกระเด็นตกสนามประลองทันที

    การประลองที่ทุกๆคนคาดหวังว่าจะต้องสนุกและดุเดือดกลับจบลงด้วยเวลาไม่ถึงยี่สิบลมหายใจด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นการจบการประลองที่รวดเร็วคู่หนึ่งเลยก็ว่าได้

    โอวหยางชิวหลงและเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลโอวหยางรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองไปที่โอวหยางจิงหานที่กำลังลุกขึ้นยืนอยู่นอกสนามประลองด้วยแววตาวิตกกังวล เพราะพวกเขากลัวว่าโอวหยางจิงหานจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฝ่ามือของหนานหมิง

    เพียงแต่เมื่อพวกเขาเห็นโอวหยางจิงหานลุกขึ้นมาได้สบายๆพวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าโอวหยางจิงหานไม่ได้เป็นอะไรมากนัก

    โอวหยางจิงหานมองไปที่หนานหมิงด้วยแววตาตื่นตระหนกและประหลาดใจ เพราะชั่วพริบตาที่เขากระพริบตาและเช็ดเลือดที่มุมปาก หนานหมิงก็มายืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว ความเร็วนี้แม้กระทั้งเขาก็มองไม่ทัน

    ทางด้านของลู่จือชิง เขาก็ตกใจไม่แพ้โอวหยางจิงหานด้วยซ้ำ เพราะเขารู้ถึงฝีมือของโอวหยางจิงหานเป็นอย่างดี แต่คนระดับนี้กลับพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว

    เวลานี้สถาบันอื่นๆพากันมองไปที่หนานหมิงด้วยแววตาหวาดกลัว ตอนนี้ทุกๆคนในสนามประลองก็รับรู้ได้ทันทีว่าบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในการแข่งขันการประลองศึกร้อยสถาบันก็คือหนานหมิง

    ทางฝั่งของที่นั่งของสถาบันฉินเยี่ย น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นต่างกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุขกับชัยชนะของหนานหมิง

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน