เสียงนี้ทรงพลังและแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณต่อให้เป็นคนอื่นที่อยู่โดยรอบก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจเพราะนึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะดื้อรั้นและไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าวเดียวเช่นนี้!
ในเหตุการณ์นั้น สีหน้าของหลิวจงเปลี่ยนไปก่อนจะตวาดเสียงต่ำ“หยวนฉ่าน เจ้าลองไปจัดการเจ้าคนที่ไม่รักชีวิตผู้นี้เสียหน่อย!”
ด้านหลังเจ้าของเสียงนั้น มีชายฉกรรจ์คผู้หนึ่งพยักหน้ารับแล้วก้าวเดินออกมาภายในร่างกายที่กำยำแข็งแรงนั้นแฝงไปด้วยพละกำลังที่มากมายจนเกินคาดเดา จากนั้นคนผู้นั้นจึงเข้าจู่โจมเมิ่งฝานด้วยการชกออกไป
เขาเป็นชายฉกรรจ์ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนเมื่อลงมือก็เป็นดั่งพลังแห่งสายฟ้าก็ไม่ปาน เวลานี้สีหน้าของบรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เปลี่ยนไปทั้งสิ้น
เมื่อผู้คนทั้งหลายเห็นว่าหลิวจงยกยิ้มขึ้นอย่างชั่วร้ายจึงทำได้เพียงครุ่นคิดขึ้นในใจว่าหากเมิ่งฝานจะโทษผู้ใดก็คงต้องโทษตนเองที่โชคร้ายในแดนสือเจี่ยวแห่งนี้จะมีเรื่องกับผู้ใดก็ไม่ดีทั้งนั้นยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการมีเรื่องกับหลิวจง เพราะเขาคือถังจู่[1] ของพรรคยุทธนาอันเป็นหนึ่งในสามผู้ทรงอิทธิพลของเมืองเฮยเฉิง และหลิวจงนั้นเป็นผู้ที่เหิมเกริมไม่น้อย
เขาอาศัยอานุภาพของพรรคยุทธนาจนไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดซ้ำศักยภาพส่วนตัวก็ยังแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นแล้วต่อให้เป็นดินแดนอิสระแห่งนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าทำอันใดเขา
และเรื่องที่หลิวจงมักกระทำอยู่บ่อยครั้งก็คือการใช้กำลังข่มเหงผู้อื่นทำให้ผู้อื่นต้องยอมมอบเหรียญทองคำให้แก่ตนอย่างจนใจเพราะเขามีผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลังจึงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยอันใด เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน
ในชั่วพริบตาถัดจากนั้นพลันมีระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านออกมาจากกำปั้นของชายฉกรรจ์ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วดั่งเสือดาวก็ไม่ปาน ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏกำปั้นของเขาอยู่ห่างจากใบหน้าเล็กของเมิ่งฝานเพียงไม่ถึงสามเมตรเท่านั้นเมื่อผู้คนทั้งหลายเห็นภาพเบื้องหน้าต่างก็หันหน้าหนีไปพร้อมกับถอนหายใจเสียงเบา
ทว่าในวินาทีที่เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น กำปั้นของชายฉกรรจ์กลับหาได้พุ่งไปยังใบหน้าของเมิ่งฝานไม่เพราะฝ่ามือของเมิ่งฝานเป็นฝ่ายเข้ามากระทบร่างของชายฉกรรจ์แทน
เอือก!
หลังจากที่กระอักเลือดสีแดงสดออกมาร่างกายที่กำยำแข็งแรงของชายฉกรรจ์ก็กระเด็นออกไปใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเลือดแทบจะสลบลงบนพื้น การที่เขาถูกเมิ่งฝานซัดด้วยฝ่ามือจนกระเด็นออกมาเช่นนี้ก็ทำให้สีหน้าของผู้คนในเหตุการณ์เปลี่ยนไปและได้รู้ว่าเมิ่งฝานหาใช่พวกที่อ่อนแอไม่!
แม้จะมีร่างกายที่บอบบางแต่กลับมีพละกำลังอันแข็งแกร่งและระเบิดพลังออกมาได้อย่างทรงอานุภาพสามารถทำให้จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณกระเด็นออกไปได้ด้วยการจู่โจมที่สุดแสนจะง่ายดาย
สีหน้าของคนที่เป็นผู้นำอย่างหลิวจงเคร่งขรึมลงในทันใดเขานึกไม่ถึงว่าลูกสมุนผู้เป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับเซียนของตนเองจะถูกอีกฝ่ายจัดการจนล่าถอยกลับมาได้ในกระบวนท่าเดียว
ดูท่าเขาคงจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณแล้วสินะ
หลิวจงกระตุกยิ้มก่อนจะก้าวเดินไปเบื้องหน้าจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “เจ้าหนูการที่เจ้าบีบบังคับให้ข้าต้องลงมือเองเช่นนี้...นับว่ามีฝีมือ!”
แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาเช่นนั้นแต่เมิ่งฝานก็ยังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบดังเดิมก่อนที่เขาจะอ้าปากแล้วเอ่ยออกไปอย่างใจเย็น “เจ้าโง่!”
ท่าทีอันเฉยชาและคำพูดนั้นไม่ต่างไปจากการตบหน้าของหลิวจงฉาดใหญ่
ซึ่งนั่นก็ทำให้เขากำหมัดแน่นก่อนจะขยับร่างขณะเดียวกันระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งก็แผ่ซ่านออกมาแล้วพุ่งทะยานเข้าหาเมิ่งฝานอย่างดุดันในทันใด
เมื่อจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณขยับร่างพลันคล้ายดั่งดวงวิญญาณซึ่งในชั่วพริบตานี้ก็กำลังพุ่งเข้าหาเมิ่งฝานคล้ายดั่งว่าเป็นพยัคฆ์ร้ายลงเขาทางฝั่งของเมิ่งฝานที่สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นแห่งพลังอันแผ่ซ่านพลันขมวดคิ้วเข้ม เขายอมรับเลยว่าศักยภาพของหลิวจงนั้นนับว่าไม่เลว
แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายโชคร้ายได้มาเจอกับคนอย่างเขา!
ฝ่าเท้าก้าวเหยียบไปบนพื้น ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นแล้วชกออกไป
เมื่อนิ่งเป็นดั่งสาวพรมจรรย์เมื่อขยับเป็นดั่งพลังอัสนีร่างกายของเมิ่งฝานขยับโดยที่การเคลื่อนไหวของเขานั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแล้วในวินาทีต่อมาพลันมีเงาของกำปั้นขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นในอากาศซึ่งมันก็คือ...หมัดเงี้ยวโลกันตร์!
เจ็ดสุริยันสอดผสานในชั่วพริบตานี้มีไอความร้อนที่ค่อนข้างสูงแผ่ซ่านออกมาจากหมัดของเมิ่งฝานและทำให้อุณหภูมิของหอไม้แห่งนี้เพิ่มสูงขึ้น
นี่มัน!
เพียงชั่วพริบตาหลิวจงพลันขมวดคิ้วเข้มนัยน์ตาคู่นั้นมีความตกตะลึงและประหลาดใจปรากฏขึ้น เพราะนึกไม่ถึงว่าพลังหมัดของเมิ่งฝานจะน่าสะพรึงได้ถึงเพียงนี้ไม่ว่าจะเป็นพละกำลังที่แฝงอยู่ภายในหรืออุณหภูมิของมันก็ล้วนแต่อยู่ในระดับที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงทั้งสิ้น
แต่ถึงกระนั้นหลิวจงก็ยังคงกัดฟันแน่นขณะเดียวกันก็มีพลังปราณถาโถมออกมาจากฝ่ามือแล้วพุ่งเข้าไปปะทะกับพลังของเมิ่งฝาน
ปัง!
กลางอากาศนั้น เสียงแตกระเบิดดังขึ้นจากเงาแห่งพลังที่พุ่งเข้าปะทะกันแล้วในวินาทีต่อมาพลันมีระลอกคลื่นแห่งพลังอันแข็งแกร่งและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณซ้ำยังคล้ายดั่งว่ามิติโดยรอบนั้นสั่นสะเทือนไปเล็กน้อยด้วย
ต่อมาพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งลอยกระเด็นออกไปคนผู้นั้นกระอักเลือดและกว่าจะยืนหยัดอยู่ได้เขาก็จำต้องถอยหลังไปถึงสิบกว่าเมตรพลังปราณในร่างกายถาโถม ใบหน้าของหลิวจงมีความเหลือเชื่อปรากฏไม่ว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าพละกำลังภายในท่อนแขนของเมิ่งฝานจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
เพียงหมัดเดียวก็ทำให้ตนเองกระเด็นกลับออกมาแต่เจ้าของหมัดนั้นกลับไม่ขยับหรือโอนเอนเลยแม้แต่น้อยไม่ได้ขยับถอยหลังไปแม้เพียงก้าวเดียวในเมื่อเขาอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับแปดก็แสดงว่าอีกฝ่ายจะต้องอยู่ในระดับที่เหนือกว่าซ้ำยังมีร่างกายที่แข็งแรงยิ่งกว่าด้วย!
“เป็นอย่างไรบ้างตอนนี้เจ้าลงมือแล้ว เรื่องราวระหว่างพวกเราจะถือว่าหายกันได้หรือยัง?”
เมิ่งฝานยืนอยู่กับที่แล้วหรี่ตาถามออกไปเขาไม่ได้กลัวว่าจะมีเรื่องแต่ความจริงก็เป็นเพราะคนของตนเองเสียมารยาทก่อนที่มากไปกว่านั้นคือเขาต้องการเดินทางไปยังจวนที่เกี่ยวข้องกับแผนที่ของบุปผาเหวินเหรินฉะนั้นแล้วจึงไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของหลิวจงพลันมีความร้ายกาจปรากฏแม้จะรู้ว่าเมิ่งฝานมีศักยภาพที่ไม่ธรรมดาแต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะละทิ้งความพยายาม
ถึงอย่างไรหลิวจงก็ถือเป็นผู้ทรงอำนาจในแดนสือเจี่ยวเช่นกันหากเขายอมให้เรื่องจบลงไปเช่นนี้ก็คงไม่ต่างจากให้อีกฝ่ายตบหน้าตนเองฉาดใหญ่
แล้วต่อไปนี้เขาจะอยู่ในเมืองแห่งนี้ได้อย่างไร?
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลิวจงจึงตวาดออกไปอย่างเดือดดาล“เจ้าเด็กน้อย เจ้าคิดว่าตนเองเป็นยอดฝีมือหรือไรแดนสือเจี่ยวแห่งนี้ต่อให้เป็นมังกรก็ยังต้องนอนขดอยู่เช่นนั้น หากเป็นพยัคฆ์ก็ยังต้องหมอบให้แก่ข้าเจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาฝ่ามือของเขาก็ขยับขณะเดียวกับที่พุ่งทะยานเข้าไปยังจุดที่เมิ่งฝานอยู่อีกครั้งอย่างดุดันเมื่อท่อนแขนของเขาขยับพลันมีพละกำลังอันน่าสะพรึงทะลวงอากาศออกมาจนเกิดเป็นระลอกคลื่นแห่งพลังอันยิ่งใหญ่
ภายใต้ระลอกคลื่นแห่งพลังนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเพราะสัญชาตญาณได้ทำให้ความกลัวปรากฏขึ้นมาในหัวใจ
มันหาได้มาจากร่างของหลิวจงไม่แล้วในวินาทีต่อมานัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์พร้อมกับมองไปยังฝ่ามือของอีกฝ่าย
ฝ่ามือของอีกฝ่ายทำให้เมิ่งฝานมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนักเกรงว่าแท้จริงแล้วคงจะมีบางสิ่งแฝงเร้นอยู่ภายในฝ่ามือของหลิวจงเป็นแน่ เมิ่งฝานพลันกระตุกยิ้มร่างของเขาขยับก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว แล้วในเวลาต่อมาฝ่ามือซึ่งคล้ายดั่งสายฟ้าที่มีความเร็วสูงก็ตวัดไปในอากาศ
ปัง!
หมัดของทั้งสองปะทะกันแล้ว พลันมีรอยยิ้มอันเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของหลิวจงเมื่อเขากางมือออกก็มีแสงสีแดงเปล่งประกายขึ้นที่ฝ่ามือ!
คิดไว้ไม่มีผิด!
เมิ่งฝานครุ่นคิดในใจ แต่เขาได้เตรียมการมาก่อนแล้วฉะนั้นเมื่อพลังยาตราเซียนเหินถูกปลดปล่อยเขาจึงหายไปจากจุดที่เคยยืนอยู่ในทันใด!
หืม?
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของหลิวจงก็เปลี่ยนไปสิ่งที่อยู่ในมือเขานั้นคือวัตถุอันน่าสะพรึงซึ่งเมื่อใดที่ปล่อยมันออกไปต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณก็ยังไม่อาจต้านทานได้แต่ยามนี้เมิ่งฝานกลับหายไปจนเขาไม่อาจมองเห็นร่องรอยได้
ความเร็วอันน่าสะพรึงของอีกฝ่ายทำให้สีหน้าของหลิวจงเปลี่ยนไปแม้เขาจะสำรวจรอบกายแต่ก็ไม่อาจพบเบาะแสของเมิ่งฝาน เสมือนว่าอีกฝ่ายได้หายไปจากโลกใบนี้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็ไม่ปาน
“กำลังมองหาข้าอยู่หรือ สหาย?”
แล้วในชั่วพริบตาที่หลิวจงกำลังมองหาเมิ่งฝานพลันปรากฏตัวขึ้นที่ข้างกายเขาพร้อมเสียงเมื่อครู่
เจ้าของเสียงนั้นยกยิ้มขึ้นอย่างชั่วร้ายหากเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะเกรงกลัวหลิวจงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่หลังจากที่ได้บำเพ็ญตนในโถงถ้ำนานกว่าครึ่งเดือนทำให้ศักยภาพของเมิ่งฝานพัฒนาขึ้นอย่างมากยิ่งเป็นร่างกายก็ยิ่งพัฒนาจนมาถึงขั้นที่น่าสะพรึง!
“เจ้า!”
สีหน้าของหลิวจงเปลี่ยนไปในทันใดแต่เขายังไม่ทันได้ทำอันใดฝ่ามือของเมิ่งฝานพลันคว้าเข้าที่ข้อมือของเขาไว้คล้ายดั่งคีมเหล็กก็ไม่ปานนี่เป็นการสกัดจุดที่ทำให้หลิวจงไม่อาจขยับได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันเมิ่งฝานก็ชกออกไป
ปัง!
เขาออกหมัดอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านและสั่นสะท้าน อิงจากพละกำลังของเมิ่งฝานในยามนี้การออกหมัดของเขาจึงเป็นดั่งหินอุกกาบาตพุ่งชนก็ไม่ปานซึ่งนั่นทำให้หลิวจงกระเด็นลอยออกไปดั่งว่าวกระดาษสายป่านขาด ขณะเดียวกันที่มาของแสงสีแดงในฝ่ามือเขาก็ตกมาอยู่ในมือของเมิ่งฝาน
เมิ่งฝานจับมันเอาไว้ก่อนจะสลายแสงสีแดงนั้นไปซึ่งในเวลาต่อมานัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์เพราะมันคือไข่มุกสีแดงลูกหนึ่ง
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างเลือนรางว่ามันแฝงไปด้วยพละกำลังที่มากมายไร้เทียมทานคล้ายกับอัสนีทลายสรวงของเขา สามารถระเบิดตัวได้ในชั่วพริบตาและภายในก็แฝงไปด้วยอานุภาพที่ไม่ธรรมดาหากถูกโจมตีด้วยการระเบิดของมันก็คงจะทำให้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเพราะรู้ว่ามันคือของดีอีกฝ่ายคงจะเสียดายไม่น้อยที่ทำให้มันตกมาอยู่ในมือของเขา
หลิวจงล่าถอยไปหลายก้าวร่างกายของเขาสั่นเทาพร้อมกับกระอักเลือดออกมา ขณะเดียวกันก็มองมายังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาซึ่งอัดแน่นไปด้วยความเดือดดาลอย่างสูงสุด
เขานึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าอีกฝ่ายจะมีศักยภาพอันคล้ายดั่งพลังแห่งสายฟ้าเช่นนี้ซ้ำยังเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างไม่มีผู้ใดเทียบได้!
“จู่เหรินจงเจริญ อายุยืนหมื่นๆ ปีเกรียงไกรยั่งยืน!”
ด้านหลังของเมิ่งฝานนั้นฉางเหมาเชวี่ยที่เห็นว่าเมิ่งฝานได้รับชัยชนะก็รีบวิ่งไปยืนอยู่ที่ใจกลางของเหตุการณ์ด้วยท่าทีอันหยิ่งทะนงคล้ายดั่งว่าตนเองได้กลายเป็นยอดฝีมือในชั่วพริบตาก็ไม่ปาน
“หลบไปให้พ้น!”
เมิ่งฝานถลึงตาบอกไปอย่างดุดัน ร่างของนกกระจอกแดงตัวนั้นพลันสั่นเทาก่อนจะรีบหลบไปด้านหลังในทันใดแต่ก็ยังมีท่าทีอันบ่งบอกถึงความเคารพและประจบสอพลอ
ทางฝั่งของหลิวจงนั้น เขาไอออกมาหลายครั้งมองเมิ่งฝานและกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยอย่างเยือกเย็น “เอาเถอะ ครั้งนี้ข้ายอมแพ้เจ้านำของสิ่งนั้นคืนให้แก่ข้า แล้วข้าจะไม่เอาเงินของเจ้า!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานพลันกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ขออภัยด้วยเมื่อครู่ข้าได้ให้โอกาสเจ้าแล้วแต่เจ้ากลับไม่รักษามันเอาไว้ ส่วนตอนนี้... มันหาใช่ดั่งเมื่อครู่ไม่!”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวจงก็กัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเดือดดาล “เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก?”
“ไม่ยาก เอาเงินมาแลกกับมันสิส่วนราคาก็ตัวเลขเดียวกับที่เจ้าเอ่ยมาเมื่อครู่ หนึ่งแสนเหรียญทองคำ!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาสีหน้าของหลิวจงพลันเปลี่ยนไปแล้วคนที่แทบจะกระอักเลือดออกมาให้เห็นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าว่าอย่างไร?”
“ก็อย่างที่บอก!”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาพลางผายมือออกไปเขามองไปยังหลิวจงด้วยท่าทีที่คล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใดก่อนจะพูดต่อ “หากไม่นำเงินมาแลก ก็ต้องยอมให้ข้าจากไปแต่โดยดีสองอย่างนี้เจ้าเลือกมาสักอย่าง ส่วนตัวเลือกอื่น...หึหึ ข้าคงต้องขออภัย!”
มันเป็นการกระทำที่คล้ายดั่งไม่ได้สนใจสิ่งใดแต่กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกคล้ายดั่งจะกระอักเลือด
ผู้คนทั้งหลายมองไปยังเมิ่งฝานที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปพวกเขาล้วนแต่แอบหัวเราะเสียงเบาเพราะรู้ว่าครั้งนี้หลิวจงคงจะไปเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าเสียแล้วซ้ำยัง...
เตะจนเจ็บมากเสียด้วย!
...........
[1] ถังจู่ หมายถึงหัวหน้าพิธีกรรม : โดยคำว่าถัง (堂) นั้นมีความหมายว่าโถงพิธีกรรมส่วนคำว่าจู่ (主) ก็คือนายหรือหัวหน้าดังนั้นคำว่าถังจู่จึงเป็นสรรพนามในการเรียกหัวหน้าผู้ทำพิธีกรรมต่างๆ