ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๓๘ ดวงจิตนำพา (re-edition)

            ญานินดากระโดดโผบินขึ้นสู่ตลิ่งราววิหคน้อยตัวหนึ่ง นางยังคงโลดแล่นด้วยท่าร่างอันเร็วจนน่าตระหนก เพียงชั่วครู่ก็ห่างจากจุดเดิมมากว่าหนึ่งโยชน์แล้ว .. อุทัยยังคงตามติดทิ้งระยะอยู่ช่วงใหญ่ ในความมืดมองเห็นเป็นเงาดำไหววูบสองสายแล่นตามกันไป

            อุทัยครุ่นคิด ‘นางจะไปยังที่ใดกันแน่?’

            เสียงเรียกหาจากภายในจิตวิญญาณของญานินดาชักนำให้นางเร่งรุดติดตามไปยังแนวป่ามืดมิด .. ราวสิบห้านาที ร่างน้อยบอบบางก็หยุดลงตรงทางเดินเกวียนรกร้างสายหนึ่ง

            .. อุทัยแฝงตัวอยู่บนยอดไม้ไม่ห่างออกไปนัก

            ญานินดายืนนิ่งอยู่ในความมืด อุทัยพบว่ามีกระแสพลังหกสายกำลังตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            ปรากฏเงาร่างห้าสายพุ่งลงมาจากยอดไม้ !!!

            เป็นร่างของเด็กน้อยห้าคนยืนเรียงเป็นครึ่งวงกลม เผชิญหน้ากับญานินดา

            .. พวกนาง .. ‘ปักษาลิขิต’ ที่อุทัยพบเจอในคืนต่อสู้กับสามโจรสมิงภูทมิฬ

            เด็กน้อยปักษาลิขิตทั้งห้ายังอยู่ในชุดคลุมสีเขียวเข้ม แต่สภาพของพวกนางช่างน่าสมเพชนัก เสื้อคลุมเสียหายคล้ายถูกเผาไหม้ ทั้งยังสกปรกมอมแมม หน้าตาของเด็กพวกนั้นก็เปื้อนไปด้วยฝุ่นขี้เถ้าผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง ราวเพิ่งหนีมาจากกองอัคคีที่เผาไหม้บ้านเรือนก็มิปาน

            อุทัย ‘พวกมันต้องอยู่ละแวกการระเบิดของกลอัคคีราพณาสูรเป็นแน่แล้ว .. ฮา ฮา’ มันครุ่นคิด

            อีกร่างหนึ่งก็เพิ่งบรรลุถึงตามมา .. เป็นมัน ..

            .. เฒ่าปักษาวายุ !!!

            สภาพของตาเฒ่ายังน่าสมเพชกว่าเด็กน้อยทั้งห้าอีก มันไม่เหลือเค้าของเฒ่าชราอันสูงส่ง เสื้อผ้าถูกเผาไหม้จนขาดวิ่น ผมและหนวดเคราขาวถูกอัคคีเผาไหม้จนหายไปกว่าครึ่ง ร่างกายสุดแสนสกปรกด้วยเขม่าดำ ดูอเนจอนาถสภาพดังยาจกผู้หนึ่ง

            มันและเหล่าปักษาลิขิตเกือบทิ้งชีวิตชราของมันไว้ในกลอัคคีราพณาสูร ยังดีที่มีวิชาท่าร่างอันรวดเร็ว จึงหลบหนีและรักษาชีวิตเอาไว้ได้

            ภายหลังได้กลับไปยังซากเทวสถาน แต่ไม่พบเจอดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ของญานินและญาดา มันไม่มั่นใจว่าพวกนางตายแล้วหรือไม่ แต่อย่างน้อยดวงจิตเหล่านั้นต้องยังคงอยู่

            ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์คือสิ่งล้ำค่าสูงสุดของสหพันธ์ปักษาสวรรค์ หากมันทำหายไปสักดวง กลับไปต้องถูกแยกร่างเป็นหมื่นๆ ชิ้น ว่าแล้วจึงใช้ดวงจิตของพวกนางติดตามร้องเรียกกันและกัน

            ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งดวงจิตยิ่งตอบสนองกันอย่างรุนแรง .. สุดท้ายก็ติดตามมาจนทัน ..

            อุทัยหัวเราะในใจ ‘ดูท่าอำนาจทำลายล้างของระเบิดอัคคีเมื่อคืนจะรุนแรงไม่น้อย หุ หุ’

            มันไม่ชอบขี้หน้าตาแก่ผู้นี้เท่าใดนัก รู้สึกยินดีที่เห็นมันในสภาพเช่นนี้ เสียงเด็กน้อยปักษาลิขิตกล่าวด้วยความแปลกประหลาดใจ

            “เจ้ามิใช่ ญานิน ญาดา!!!”

            “เจ้าเป็นใคร ???”

            “ญานิน ญาดา อยู่ที่ใด ???”

            ญานินดายังคงนิ่งเงียบ ปากกล่าวแผ่วเบาดังคนละเมอ

            “ญานิน ญาดา .. เจ้าไม่ใช่ ญานิน ญาดา ..” .. หรือนางจะเสียสติไปแล้วจริงๆ

            เฒ่าปักษาวายุมาถึงก็จ้องมองญานินดาอย่างไม่วางตา ดวงตามันเกิดประกายวับวาวใช้ความคิด มั่นใจว่าดวงจิตที่มันตามหาอยู่ตรงหน้านี้แน่นอน แต่ไม่เข้าใจเหตุใดจึงอยู่ในร่างของเด็กน้อยอีกผู้หนึ่ง

            มันขบคิดจนหัวแทบแตกก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์มีอิทธิฤทธิ์เกินกว่าสติปัญญาของมัน

            ตาเฒ่าครุ่นคิด ‘เป็นไปไม่ได้ .. หรือพวกนางสิงสถิตอยู่ในร่างใหม่แล้ว .. ต้องนำมันกลับไปก่อน ..’

            คิดได้ดังนั้นเฒ่าปักษาวายุกล่าวราวเฒ่าชราใจดีว่า “ญานิน .. ญาดา .. กลับบ้านไปกับปู่เถิดหนา ...”

            .. ญานินดายังคงนิ่งเงียบจ้องมองมา

            เฒ่าปักษาวายุ “จำปู่มิได้หรือ .. หลานรัก ..”

            .. ญานินดายังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม

            เฒ่าปักษาวายุ “หลานรักของปู่ .. ว่าอย่างไร”

            .. ญานินดาก็ยังไม่ตอบคำ

            ผ่านไปครู่ใหญ่เฒ่าปักษาวายุก็หมดความอดทน ร่างกายทั้งบาดเจ็บบอบช้ำแสนสาหัส ทั้งรอนแรมเดินทางไกลติดตามมาอย่างไม่หยุดพัก

            “จับนางกลับไป ..” เป็นเฒ่าปักษาวายุโกรธกริ้วขึ้นมา จึงสั่งให้ปักษาลิขิตทั้งห้าจับกุมคน

            “ใครเป็นปู่เจ้า .. ขาไม่ไป !!!” ญานินดากล่าวแล้ว นางกล่าวอย่างไร้อารมณ์

            อุทัย ‘ต้องกล่าวว่า .. ใครเป็นหลานเจ้า ฮ่า ฮ่า’ มันแอบหัวเราะอยู่บนยอดไม้

            “ฮึ .. เด็กน้อย ช่างอกตัญญู” เฒ่าปักษาวายุสบถด่า

            ก่อนที่ปักษาลิขิตทั้งห้าจะเคลื่อนไหว เงาร่างหนึ่งไหววูบดังมายาภาพ ปรากฏอุทัยอยู่ที่ข้างกายญานินดา

            “เด็กผู้นี้ไม่ต้องการไปกับเจ้า .. ยังไม่เข้าใจอีก ..” เสียงของอุทัยดังขึ้น

            “เป็นเจ้าอีก !!! ไอ้หัวเกรียน ..” เฒ่าปักษาวายุอุทานอย่างแปลกใจ มันไม่คิดว่าจะเจออุทัยในสถานที่นี้

            “เจ้านี่ดวงชะตาช่างกล้าแข็ง .. แต่จะมีปัญญาขัดขวางได้หรือไร .. ฮี ฮี” เฒ่าปักษาวายุไม่เห็นมดปลวกเช่นอุทัยอยู่ในสายตา ส่งสัญญาณให้ปักษาลิขิตคร่ากุมญานินดา

            ปักษาลิขิตทั้งห้าเคลื่อนไหวในบัดดล พุ่งออกด้วยท่าร่างอันรวดเร็ว

            .. ฟิ๊ววว .. ฟิ๊ววว .. ฟิ๊ววว .. ฟิ๊ววว .. ฟิ๊ววว .. เป็นเสียงสิ่งของถูกซัดออกจากอุทัย ทั้งหมดไม่ทันเห็นถนัดตาก็ปรากฏก้อนหินห้าก้อนพุ่งเข้าหาปักษาลิขิต

            .. ปั๊กกก ! .. ปั๊กกก ! .. ปั๊กกก ! .. ป๊อกกก ! .. โป๊กกก !

            โอ๊ยยย !!! เสียงร้องของเด็กหญิง .. โดยไม่พลาดเป้าปักษาลิขิตทั้งห้าถูกก้อนหินเล็กจ้อยห้าก้อนสกัดเอาไว้ พวกนางทั้งหมดถูกกระแทกล้มกระเด็นร้องโอดโอย

            “!!!” เฒ่าปักษาวายุทำหน้าเหยเก จากสภาพใบหน้าที่น่าสมเพชอยู่แล้ว ยิ่งน่าสมเพชหนักกว่าเดิมอีก

            ควรรับรู้ว่าท่าร่างของปักษาลิขิตมีความรวดเร็วเพียงใด แต่กลับไม่สามารถหลบรอดจากก้อนหินที่ซัดออกจากเด็กหนุ่มผู้นี้ แม้แต่ตอนที่อุทัยซัดขว้างก้อนหินออก มันเองยังมองแทบไม่ทัน

            เฒ่าปักษาวายุตาหรี่เล็กจ้องมองอุทัยอย่างถี่ถ้วน เป็นมันประเมินฝีมือของอุทัยต่ำทรามไป

            ตาเฒ่ายกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ กล่าวว่า

            “น้องชาย .. เจ้านี่มีฝีมือมิใช่ชั่ว .. ฮา ฮา”

            “จะมัวเร่ร่อนอยู่ทำไม .. ข้านี้ชมชอบผู้มีฝีมือยิ่งนัก ..”

            “สนใจมาทำงานกับข้าหรือไม่ .. เจ้าจะมีเงินทองมากมาย ..”

            “หญิงงาม !!! อำนาจ !!! หรือวิชาวิเศษสุดพิสดาร .. เจ้าจะได้ครอบครอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            เสียงหัวเราะยังไม่ทันขาดหาย เงาร่างของเฒ่าปักษาวายุไหววูบ กลายเป็นเงาวิหคตัวใหญ่พุ่งเข้าหาอุทัย

            .. ฝ่ามือพิษละลายกระดูก !!!

            เฒ่าปักษาวายุปล่อยพลังปราณฝ่ามือเป็นพิษสุดรุนแรง หวังปิดงานสังหารอุทัยอย่างรวดเร็ว

            “ฮี ฮี ฮี ..” เฒ่าปักษาวายุหัวเราะเยาะ

            อากาศรอบข้างร้อนลวกด้วยพิษร้าย ฝ่ามือกดประทับเข้าหน้าอกอุทัยอย่างจัง

            .. แต่อุทัยยังมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งความเจ็บปวดที่ควรมี

            “!!!” เฒ่าปักษาวายุ

            ร่างอุทัยตรงหน้าสลายไป ร่างที่ตาเฒ่าฟาดฝ่ามือเข้าใส่คือภาพติดตาของอุทัย ร่างจริงถอยหลังห่างมานับสิบก้าว พร้อมดึงญานินดาออกมาด้วย

            “ตาเฒ่า .. เจ้านี่ เล่ห์เหลี่ยมยิ่งนัก ฮา” อุทัยกล่าว พลันซัดก้อนหินก้อนหนึ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

            โป๊กกก !!! เฒ่าปักษาวายุยังอยู่ในท่าปล่อยฝ่ามือสังหารดังเดิม ก้อนหินซัดถูกกบาลของมัน

            “ว่าไง .. ตาเฒ่า .. ดูสิว่าเจ้ารวดเร็วเพียงพอหรือไม่ ฮ่า ฮ่า” อุทัยกระโดดขึ้นเบื้องบน หลอกล่อให้เฒ่าปักษาวายุติดตามมา

            โป๊กกก !!! ก่อนกินอีกก้อนกระแทกใส่หัวตาเฒ่าปักษาวายุ

            ตาเฒ่าปักษาวายุโมโหจนหนวดเคราที่เว้าแหว่งกระตุกยิบๆ ท่าร่าง ‘ปักษาล่องนภา’ ของมันไม่เป็นรองผู้ใดมาก่อน กลับถูกเด็กหนุ่มผู้นี้ท้าทายเข้าแล้ว

            “ตาย!!! ไอ้หัวเกรียน .. เจ้าต้องตาย ..” ตาเฒ่าสบถด่า .. โทสะพลุ่งพล่าน คนทั้งบาดเจ็บ ทั้งเหน็ดเหนื่อย ในป่าไร้ผู้คนเช่นนี้ ไม่ต้องรักษากิริยาของยอดยุทธ์ชั้นผู้เฒ่า แล้วจึงกระโดดติดตามอุทัยไป

             

            เงาร่างสองสายโลดแล่นอยู่บนยอดไม้ เป็นอุทัยนำหน้า ส่วนเฒ่าปักษาวายุไล่ตามติด .. พวกมันประลองความเร็วกระโดดไปตามยอดสนไล่กวดตามกันห่างออกไปเรื่อยๆ

            ส่วนปักษาลิขิตเมื่อลุกขึ้นยืนได้ ก็ล้อมกรอบเข้ามาใหม่ ญานินดายืนนิ่งเผชิญหน้ากับทั้งหมด

            ญานินดายังคงสงบนิ่ง ปักษาลิขิตทั้งห้ากล่าวพร้อมขยับกายเข้ามาใกล้

            “ยัยหน้าสวย !!! มองหน้าข้าทำไม”

            “ข้ารู้ว่าคือเจ้า .. กลับไปกับเราเสียดีๆ”

            “นางนี่ ช่างดื้อรั้นดังเดิม .. อย่าให้พวกเราลงไม้ลงมือ ..”

            “ใช่ !!! โง่เขลาและดื้อด้าน มิเคยเปลี่ยนแปลง”

            “จะอย่างไร พวกเราก็คือ ‘ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์’ ดุจเดียวกัน .. กลับไปกับพวกเรา”

            คำ ‘ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์’ ทำญานินดาตาลุกวาว ปากรำพันวาจาดังผู้มีสติไม่ครบถ้วน

            “ปักษาอัคคีสวรรค์ .. ดุจเดียวกัน ..”

            “เป็น .. ปักษาอัคคีสวรรค์ .. ดุจเดียวกัน ..”

            “ดวงจิต .. ปักษาอัคคีสวรรค์ .. ดวงเดียวกัน .. ”

            “คืออออ .. ดวง จิต .. ดวง เดียว กันนนนน”

            แล้วจึงตะโกนกึกก้อง .. “คืออออ .. ดวงงงง .. จิตตตต .. ดวงงงง .. เดียวววว .. กันนนนน ..” เสียงของญานินดาดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ

            .. พรึบบบบ .. ก่อเกิดเปลวอัคคีสีแดงสดพุ่งออกจากกายญานินดา เปลวอัคคีโชติช่วงภายในเป็นสีชมพูสดใสห่อหุ้มร่างของนางไว้

            เสื้อผ้าทั้งหมดถูกเผาไหม้สลายไป ร่างกายขาวผ่องผุดงดงาม ผมสีชมพูอมแดงปลิวสะบัดดังเปลวของอัคคี ทั่วทั้งแนวป่าอาบแสงสว่างวาบ

            ปักษาลิขิตทั้งห้าถึงกับปากอ้าตาค้าง ดวงจิตวิญญาณของพวกนางถูกสะกดผนึกค้าง

            ญานินดากล่าวต่อทุกคน

            “.. พวกเราเป็น ดวงจิต ดวงเดียวกัน”

            “.. ดวงจิต ปักษาอัคคีสวรรค์ .. ดวงเดียวกัน"

            “.. ดวงจิต อันนนน... ศักกกกกดิ์... สิทททททธิ์...”

            สิ้นคำร่างของปักษาลิขิตทั้งห้าก็สั่นกระตุก คนคล้ายหมดสติ ตัวยกลอยขึ้นเหนือพื้น แล้วลอยล่องไปรอบๆ เปลวอัคคีจากกายาของญานินดา

            .. ดวงตาโศกซึ่งของญานินดา สองประกายสีชมพูวับวาม

            .. พรึบ .. พรึบ .. พรึบ .. พรึบ .. พรึบ!!!

            ก่อเกิดเปลวอัคคีจุดติดขึ้นกลางหน้าอกปักษาลิขิตทั้งห้า เปลวอัคคีเริ่มขยายตัวเผาไหม้ร่างกายของพวกนาง

            อัคคีสีแดงห้ากลุ่มส่งกระแสความร้อนสุดแรงกล้า หมุนวนรอบญานินดาอย่างช้าๆ

            ร่างกาย กระดูก รวมทั้งเสื้อผ้าของปักษาลิขิตถูกเปลวอัคคีแผดเผา แนวป่าถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีอันศักดิ์สิทธิ์

            ไม่ถึงนาทีร่างทั้งห้าก็เหลือเพียงเถ้ากระดูกลอยวนอยู่ห้ากอง เพียงครู่หนึ่งปรากฏแสงอัคคีสีแดงเข้มสดใสห้าดวงกำเนิดขึ้นจากกลุ่มกองขี้เถ้า

            .. ฟลิ๊วววว .. ลมแรงพัดมาวูบหนึ่ง

            กองเถ้ากระดูกถูกพัดกลายเป็นผงฝุ่นลอยออกไป คงเหลือแต่ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ดวงน้อยห้าดวงลอยหมุนวนอยู่รอบกายญานินดา ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน