หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 35 ผู้นำ

    “คนแรกจ้าวหยางบุตรชายของจ้าวเทียนหลงผู้นำตระกูลจ้าวอายุยี่สิบปีน่าจะมีพลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นหก ฝึกฝนทักษะปราณสีเขียวขั้นสูงฉบับไม่สมบูรณ์ดาบหงสาร่ายรำ”

            “คนที่สองจ้าวฉีอัจฉริยะสายรองของตระกูลจ้าว อายุสิบเก้าปี พลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นห้าฝึกฝนทักษะปราณสีเขียวขั้นกลาง คาถาดาบคลั่ง”

            “คนที่สามหวังเฮ่าบุตรชายคนที่สองของอาวุโสรองตระกูลหวัง อายุสิบเก้าปีพลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นห้า ฝึกฝนทักษะปราณสีเขียวขั้นกลาง กรงเล็บศิลาแรง”

            “คนที่สี่ เย่เสียงลูกศิษย์คนที่สองของปรมาจารย์ตีเหล็ก ‘เฟิงเทียนกัง’ แห่งร้านตีเหล็กเฟิงหยาง อายุสิบแปดปี พลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นห้าฝึกฝนทักษะปราณสีเขียวขั้นกลาง ฝ่ามือกระตุ้นเพลิง”

            หยางเซียวกวาดสายตามองทุกคนในตระกูลอย่างจริงจังแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“สี่คนนี้คืออัจฉริยะทั้งสี่ที่โดดเด่นที่สุดนอกจากตระกูลหยาง!เกรงว่าแม้กระทั่งตระกูลหยางของพวกเราก็ยังหาอัจฉริยะที่โดดเด่นและทัดเทียมได้ยาก”

            เมื่อได้ยิน สายตาของทุกคนก็อดมองไปยังเด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางฝูงชนไม่ได้

            “แน่นอนพรสวรรค์ของหลันเฟิงและหยางเสวี่ยอาจจะเหนือกว่าพวกเขา แต่พวกเขากลับได้เปรียบในเรื่องอายุและยิ่งไปกว่านั้นหยางเสวี่ยก็จะกราบเข้าเป็นลูกศิษย์ของเจ้าสำนักสำนักศึกษาเมิ่งอู่แล้วจึงไม่อาจเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ได้อีก” นี่เป็นจุดหนึ่งที่หยางเซียวเสียดายมากหากหลันเฟิงในยามนี้อายุสิบเก้าปี พลังยุทธ์คงใกล้ระดับพลังปราณแล้ว

            หากเป็นเช่นนั้นชัยชนะจะเป็นของผู้ใดแน่นอนว่าย่อมไม่ต้องคิดให้มากความ

            ทุกคนพลันหัวเราะน้อยๆออกมา เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดคิดว่าหลันเฟิงจะประสบความสำเร็จในการล่าประสบการณ์ครั้งนี้

            เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้หลันเฟิงก็เงียบขรึมไป ไม่ได้ปฏิเสธ

            เมื่อหยางเซียวสังเกตเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของหลันเฟิงก็ผิดหวังเล็กน้อย ในส่วนลึกจิตใจของเขาไม่ใช่ว่าจะไม่ได้คาดหวังใดๆ เลย

            แต่แค่ปฏิกิริยาตอบสนองที่ราบเรียบของหลันเฟิงกลับทำให้การคาดหวังของเขาค่อยๆลดน้อยลง

            หยางเซียวชะงักไปเล็กน้อยรอให้ทุกคนทำความเข้าใจสักหน่อยแล้วถึงได้เอ่ยต่อว่า“ครั้งนี้ตระกูลหยางของพวกเรามีคนเข้าร่วมการล่าประสบการณ์เก้าคนหยางจ้านและหลันเฟิงพลังยุทธ์ถึงระดับไอปราณขั้นสี่แล้ว น่าจะมีเพียงพวกเขาในบรรดาเก้าคนที่มีหวังจะคว้าตำแหน่งมาได้ด้วยเหตุนี้ข้าจึงตัดสินใจว่าในการล่าประสบการณ์ครั้งนี้คนที่เหลืออีกเจ็ดคนจะต้องเป็นผู้ตามหยางจ้านและหลันเฟิงฟังคำสั่งจากพวกเขาและเกาะกลุ่มกันไว้ เช่นนั้นถึงจะพอมีหวัง”

            ชายหนุ่มคนหนึ่งในฝูงชนพลันเต็มไปด้วยความตกตะลึง“คิดไม่ถึงว่าท่านผู้นำตระกูลจะให้พวกเราฟังคำสั่งของเจ้าคนไร้ค่านั่น!”

            ชายหนุ่มผู้นั้นสีหน้าเหยเกกัดริมฝีปากด้วยความรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

            คนผู้นี้คือหยางกวงบุตรชายของอาวุโสรองหยางสยง หนึ่งในอัจฉริยะของตระกูลที่เพิ่งจะทำให้พลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นหนึ่งมั่นคงได้

            ส่วนคนหนุ่มสาวที่เหลืออยู่ของตระกูลแม้ว่าจะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เท่ากับชายหนุ่ม แต่ก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน

            หลันเฟิงเองก็ประหลาดใจกับการตัดสินใจของหยางเซียว

            ทว่าเขาไม่สนใจจะเป็นหัวหน้าด้วยเหตุนี้จึงกระแอม แล้วปฏิเสธด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างนุ่มนวลว่า “ท่านผู้นำตระกูลอายุของข้าน้อยกว่าอัจฉริยะทุกท่าน พลังยุทธ์ก็สู้พี่หยางจ้านไม่ได้คงรับภาระที่หนักอึ้งนี้ไม่ไหวและยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มหนึ่งก็ต้องการหัวหน้าเพียงคนเดียว เช่นนี้ถึงจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของทุกคนได้หากข้าและพี่หยางจ้านพูดพร้อมกัน แต่กลับตัดสินใจไม่เหมือนกันคนในตระกูลจะฟังใครล่ะขอรับ สรุปแล้วท่านผู้นำตระกูลโปรดคืนคำสั่งให้พี่หยางจ้านเป็นหัวหน้าคนเดียวก็พอแล้ว”

            สำหรับหยางจ้าน แม้หลันเฟิงจะเคยมีความคับข้องใจกับเขาแต่กลับจำใจต้องยอมรับว่าหยางจ้านเป็นคนที่ยุติธรรมเวลาที่หยางจ้านจัดการเรื่องราวต่างๆก็จะจัดการตามเรื่องราวไม่ได้ตามใจผู้ใดมาโดยตลอด มีใจรักในการพัฒนาตระกูลและมีอำนาจ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นหัวหน้า

            สามปีมานี้หยางจ้านมักจะเอาเขามาเป็นคำสั่งสอนเพื่อตำหนิคนในตระกูลที่ไม่แสวงหาความก้าวหน้าสำหรับจุดนี้หลันเฟิงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่ได้ถึงขั้นเกียจชังอะไรแต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ นัก

            ทว่าความภักดีต่อตระกูลของหยางจ้านรวมทั้งสิ่งที่เขาทุ่มเทมาหลายปีนี้หลันเฟิงกลับรู้สึกนับถือเขาจริงๆ

            เมื่อได้ยินหลันเฟิงพูดเช่นนี้ทุกคนในตระกูลพลันมองเขาอย่างตกตะลึง แม้แต่หยางจ้านหยางกวงทั้งสองคนก็ไม่เป็นข้อยกเว้น

            “น้องหลันเฟิงถ่อมตนเกินไปแล้ว”หยางจ้านเดินออกจากฝูงจนอย่างช้าๆ แล้วจ้องเขม็งมองหลันเฟิงพลางฉีกยิ้ม“ความจริงแล้วข้าคิดว่าการล่าประสบการณ์ครั้งนี้ควรให้น้องหลันเฟิงเป็นหัวหน้าจะเหมาะสมกว่าช่วงนี้น้องเฟิงแสดงความสามารถที่โดดเด่นออกมา ยิ่งถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะที่หายากในรอบร้อยปีของตำบลเฟิงเรื่องราวที่ผ่านมาของน้องหลันเฟิงก็ถูกผู้คนพูดถึงเช่นกันหากน้องหลันเฟิงมาเป็นหัวหน้า บางทีอาจจะขู่ขวัญพวกตระกูลจ้าวและตระกูลหวังได้ชะงัดและยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ผู้คนได้เห็นท่วงท่าอันสง่างามของอัจฉริยะตระกูลหยางของเราด้วยเจ้าจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว!”

            “พี่ใหญ่เหตุใดถึง...”หยางกวงมองหยางจ้านแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจการกระทำของหยางจ้านเลยสักนิด

            ในโลกนี้มีผู้ใดรังเกียจที่ตนเองมีอำนาจมากเกินไปด้วยหรือ

            หัวหน้ากลุ่มอัจฉริยะตระกูลหยางในการล่าประสบการณ์เป็นตำแหน่งที่ทั้งโดดเด่นและมีอำนาจอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วหยางจ้านมีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธ

            ฉากตรงหน้าทำให้ทุกคนรู้สึกมึนงงตำแหน่งที่ถูกกำหนดให้โดดเด่นนี้คิดไม่ถึงว่าจะถูกหลันเฟิงและหยางจ้านเกี่ยงกันไปมาราวกับเผือกร้อนอย่างไรอย่างนั้น

            หลันเฟิงเหลือบมองหยางจ้านด้วยความจนปัญญาแวบหนึ่งแล้วอดที่จะถอนหายใจไม่ได้เขาไม่อยากเป็นหัวหน้าอะไรนั่นเลยจริงๆ

            “เอาล่ะพวกเจ้าสองคนไม่ต้องเกี่ยงกันไปมา ผู้นำตระกูลอย่างข้าตัดสินใจแล้วว่าให้พวกเจ้าสองคนรับตำแหน่งหัวหน้าด้วยกันส่วนปัญหาที่พวกเจ้าพูดถึงก็ให้พวกเจ้าหาวิธีจัดการกันเอง ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจัดการได้อย่างเหมาะสม”หยางเซียวโบกมือใหญ่แล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ “แม้ว่าน้ำเสียงจะราบเรียบมากแต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดอย่างห้ามสงสัย

            “เอ่อ...”

            หลันเฟิงชะงักไปเล็กน้อยแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ก็ได้ขอรับ”

            หยางจ้านกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองมากนักแค่พยักหน้าแล้วตอบอย่างราบเรียบ “ขอรับ”

            แม้พวกเขาสองคนจะไม่มีความเห็นอะไรแต่กลับยังมีคนไม่ยินยอม “ไม่ได้หลันเฟิงเจ้าคนไร้ค่านั่นจะเป็นหัวหน้าของพวกเราได้อย่างไร!”

            ทุกพลันตกใจจนสะดุ้งโหยงเมื่อหันไปมองกลับเห็นหยางกวงรีบเอามือปิดปาก สีหน้าดูเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

            “หึๆไร้ค่างั้นหรือ...”หลันเฟิงเหลือบมองหยางกวงอย่างราบเรียบแวบหนึ่งแล้วชักสายตากลับมา ไม่ได้รู้สึกใดๆทั้งสิ้น

            พวกที่ชอบประจบประแจงเอาอกเอาใจหยางกวงในยามปกติในยามนี้กลับออกห่างจากเขาไปก้าวหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะมีอคติกับหลันเฟิงเหมือนกันแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้นำตระกูลกลับไม่กล้าแสดงออกมา

            ต้องเข้าใจว่าผู้นำตระกูลให้ความสำคัญกับความสามัคคีของคนในตระกูลมากมากสุดพวกเขาก็ทำได้เพียงวิจารณ์หลันเฟิงอย่างลับๆไม่กล้าดูถูกคนในตระกูลอย่างเปิดเผยเช่นนี้ การกระทำเช่นนี้ก็เท่ากับการรนหาที่ตาย

            หลังจากได้ยินคำนี้สีหน้าของหยางเซียวก็กลายเป็นเย็นเยือก

            แม้หยางเซียวจะไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆแต่ทุกคนกลับสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิรอบๆ ที่ดูเหมือนว่าจะลดลงเป็นอย่างมากในพริบตาทุกคนล้วนกั้นลมหายใจ หัวใจแทบจะหยุดเต้นไปในพริบตา บรรยากาศ ณ ที่นั้นเย็นยะเยือก

            หยางเซียวจ้องหยางกวงเขม็งด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกน้ำเสียงของเขาไม่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกใดๆ “ข้าหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย”

            คำพูดสั้นๆแต่กลับทำให้หยางกวงอกสั่นขวัญแขวนใจเต้นระรัวเหงื่อแตกพลั่ก

            “อาวุโสรองข้าเองก็หวังว่าเจ้าจะจำไว้เช่นกัน”สายตาของหยางเซียวเลื่อนจากเรือนร่างของหยางกวงไปที่หยางเจิ้นบิดาของเขา

            หยางเจิ้นพ่อลูกรู้สึกใจหายวาบสีหน้าแข็งทื่อไปเล็กน้อย

            หยางเจิ้นอ้าปากคิดจะอธิบายหยางเซียวกลับโบกมือเสียก่อน “ข้าไม่อยากเอ่ยถึงมันอีก แต่หากมีครั้งต่อไปข้าจะลงโทษเป็นความผิดสองครั้ง”

            “ขอรับๆ! ขอบพระคุณความเมตตาของท่านผู้นำตระกูล!” หยางเจิ้นไม่กล้าอธิบายอันใดอีก เขาเหงื่อแตกพลั่กค้อมตัวลงเอ่ยด้วยลมหายใจที่ถี่กระชั้น

            หยางเจิ้นก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง แล้วหันหน้าไปหาชนรุ่นหลังหลันเฟิง แล้วค้อมตัวลงอย่างช้าๆพลางเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้าเลี้ยงลูกไม่ดี ไม่ควรเป็นบิดา ขอหลานหลันโปรดอย่าถือสาการกระทำไร้มารยาทก่อนหน้าของหยางกวงเลยข้าจะขอโทษหลานหลันแทนเขาเอง!”

            เมื่อเห็นฉากนี้โทสะของหยางกวงก็ขาดสะบั้นแล้วร้องตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง“ท่านพ่อ!”

            ภาพลักษณ์ของบิดาที่ยิ่งใหญ่พลันพังทลายลงความศรัทธาของเขาก็พังทลายลงเช่นกัน

            “หยางกวง!” เมื่อได้ยินบุตรชายกรีดร้องเช่นนี้ ร่างกายของหยางจิ้นก็สั่นเทาเล็กน้อยแม้ว่าจะรู้สึกอับอายอยู่ในใจ แต่ก็ยังคงตะโกนใส่หยางกวงด้วยเสียงอันดังกังวาล“เจ้ายังไม่รีบขอโทษหลานหลันเฟิงอีก!”

            หยางกวงกำหมัดแน่นจ้องมองบิดาของตนเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและการตำหนิตัวเอง

            หยางกวงมองสบตาหยางเจิ้นสองสามชั่วลมหายใจสัมผัสได้ถึงความกังวลและผิดหวังในสายตาของหยางเจิ้นสุดท้ายก็สูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่ง แล้วค้อมตัวลงไปทางหลันเฟิง “ขะ...ขอโทษ!”

            คำนี้หลุดมาจากปากของเขากลับดูราวกับใช้แรงทั้งหมดทำให้ร่างกายของเขาโอนเอียงเล็กน้อย จนเกือบจะยืนไม่มั่นคง

            ทั้งลานตกอยู่ในความเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง

            อำนาจของยอดฝีมือระดับดาราได้ถูกสำแดงให้เห็นอย่างหมดเปลือกในวินาทีนี้!

            ผู้นำตระกูลหยางเซียวแค่พูดเรียบๆหนึ่งประโยคก็ทำให้หยางเจิ้นผู้ที่เป็นยอดฝีมือระดับดาราพลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นแปดต้องค้อมตัวลงขอโทษชนรุ่นหลังเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผากของเขาที่ยังไม่ทันแห้งแสดงให้เห็นถึงระดับความหวาดกลัวในใจ

            แม้ระดับดารากับระดับจันทราจะห่างกันแค่ขั้นเดียวแต่ทว่าความห่างชั้นระหว่างพละกำลังและตำแหน่งของทั้งสองกลับราวกับมดและช้างโคลนก้นบ่อกับเมฆาบนท้องฟ้า!

            ในฐานะหนึ่งในคู่กรณีหลันเฟิงเองก็ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าใจความห่างชั้นระหว่างยอดฝีมือระดับจันทราและยอดฝีมือระดับดาราปกติแล้วหยางเซียวจะไม่แสดงอันใดออกมา แต่แค่ประโยคเดียวก็ทำให้เกิดผลกระทบขนาดนี้ทำให้อนุมานได้ถึงระดับความแข็งแกร่งของเขาว่าอยู่ในระดับไหน

            หลันเฟิงถอนหายใจยาวๆออกมาเฮือกหนึ่ง ดวงตาสีดำขลับเปล่งประกายวาววับ ความดื้อรั้นบางอย่างในใจมุ่งมั่นขึ้นเรื่อยๆ

            หลังจากผ่านไปชั่วครู่หลันเฟิงก็เงยหน้าขึ้นอย่างแช่มช้าสายตาตกอยู่ที่เรือนร่างของพ่อลูกหยางเจิ้น เอ่ยปากอย่างสงบนิ่งว่า“ข้ายอมรับคำขอโทษของพวกท่าน”

             

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน