หลังกลับจากการตรากตรำแสนเข็ญในค่ายฝึก รด. แล้ว กิจกรรมถัดมาก็เข้าสู่่งานกีฬาโรงเรียน (กีฬาสี) ปีนี้ห้องผมจับได้อยู่สีเดียวกับพี่ ม.5 ห้องคิงที่เป็นักกีฬาโรงเรียนเหมือนกัน ทีมบาสของสีเราจึงกลายเป็ทีมที่ไร้เทียมทานไปเลย พวกเราโชว์ฟอร์มกันอย่างเต็มที่ เล่นท่าโชว์สาวกันอย่างสนุก ทีมเราดูเท่ห์และดูหล่อกันทุกคน และเป็ไปตามคาดการแข่งขันจบลงที่ทีมเราได้รางวัลชนะเลิศ…
งานนี้นอกจากผมจะเป็นักกีฬาที่โชว์ฟอร์มค่อนข้างดีแล้ว ผมยังเป็หนึ่งในกรรมการเป่าตัดสินร่วมกับครูกีฬาในการแข่งขันบาสระดับ ม.ต้น ด้วย ดังนั้นผมจะต้องใส่เสื้อกรรมการแทนเสื้อสีตัวเองเกือบตลอด เลยจะดูค่อยข้างเด่นหน่อย ทำให้ตอนนั้นผมเป็ที่จับตาของนักเรียนทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องในโรงเรียนพอสมควร…
จากนั้นก็เข้าสู่่การสอบปลายภาคของเทอม 1 ถึงแม้จะมีกิจกรรมเยอะขนาดไหนผมก็ไม่ค่อยมีปัญหา การสอบผมราบรื่นไปด้วยดี หรืออาจเป็เพราะ่นี้ผมรู้สึกสนุกและเต็มที่ไปหมดทุกเื่ทั้งด้านการเรียนและการทำกิจกรรมด้วย หลังประกาศผลสอบออกมาเกรดเทอมนี้ก็เป็ที่น่าพอใจพอสมควร
หลังเปิดเรียนเทอม 2 ได้ไม่นาน ระหว่าง่เดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม แถวบ้านผมจะเป็ฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งยังคงมีการลงแขกเกี่ยวข้าวกันอยู่ เพื่อนฝูงมักจะมาช่วยกันแบบฟรีๆ พวกเราที่เรียน รด. ด้วยกันมาก็จะสนิทกันเป็พิเศษ (ถือว่าเราเป็สหายศึก ผ่านสมรภูมิร่วมกันมา) ก็จะเฮโลไปช่วยบ้านเพื่อนคนนั้นที คนนี้ที ช่วยงานกันยาวจนถึงสีข้าวเสร็จ อากาศ่นี้จะเป็หน้าหนาว ก็จะพากันจุดไฟผิง ตั้งวงกินเหล้า พูดคุยเฮฮากันไป มีความสุขไปกับวิถีชีวิตในชนบท…
ซึ่งระหว่างนั้นก็เป็่การแข่งขันกีฬาโซนฯ ด้วย ปีนี้ผมก็ยังเป็นักบาสที่ต้องไปแข่งเช่นเคย แต่โชคไม่ดีทีมเราดันอยู่สายแข็ง แพ้รวดตกรอบแรก เลยได้กลับบ้านเร็ว (ได้ไปแค่ 2 วัน) ยังไม่ทันได้มีโอกาสไปแอบมอง หรือไปจีบนักกีฬาโรงเรียนอื่นเหมือนเช่นทุกปีเลย (หมดกันที่เตรียมมุกจีบสาวมา) ครั้งนี้นับเป็การมาแข่งกีฬาโซนที่ได้กลับบ้านเร็วที่สุดั้แ่ที่เคยไปรายการนี้เลย
ผ่าน่ฉลองปีใหม่ไปได้ไม่นาน ก็เข้าสู่่มหกรรมการแข่งขันวิชาการระดับภาค ผมที่ได้เป็ตัวแทนจังหวัดต้องไปแข่งขันในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ชนะเลิศระดับจังหวัดจะได้เป็ตัวแทนจังหวัดโดยอัตโนมัติ) ซึ่งปีนี้จังหวัดมหาสารคามเป็เ้าภาพ และโรงเรียนของผมปีนี้พวกเราได้เป็ตัวแทนมาแข่งขันทั้งหมด 5 รายการ
นอกจากผมแล้ว ยังมีรุ่นพี่ ม.6 ผู้ชาย 1 คน เป็ตัวแทนวิชาภาษาไทย รุ่นน้อง ม.3 ผู้หญิง 2 คน คนหนึ่งเป็ตัวแทนวิชาคณิตศาสตร์ ส่วนอีกคนเป็ตัวแทนด้านคอมพิวเตอร์เหมือนกับผม (คนนี้น่ารักมากๆ) และวงดนตรีอีก 1 คณะ รวมทั้งหมดประมาณ 20 กว่าชีวิต ด้วยจำนวนคนขนาดนี้ทางโรงเรียนจึงได้เหมารถบัสให้สำหรับการเดินทาง โดยพวกเราทั้งหมดได้พักอยู่โรงแรมในตัวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก…
รุ่งเช้า เมื่อมาถึงสถานที่จัดงาน พวกเราตื่นเต้นกันมาก เจอผู้คนเป็หมื่น นี่นับเป็มหกรรมการแข่งขันด้านต่างๆ ของนักเรียนทั้งภาคอีสานเลย หลังจากตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศในงานแล้ว ไม่นานครูประจำตัวของแต่ละคนก็พาพวกเราแยกกันไปแข่งขันในรายการของตนเอง โดยในส่วนการแข่งขันด้านคอมพิวเตอร์ที่ผมรับผิดชอบเป็ตัวแทนของปีนี้ จะใช้ห้องคอมของ ม.ราชภัฏมหาสารคาม เป็สนามแข่งขัน
การแข่งครั้งนี้ก็ใช้วิธีการแข่งและตัดสินเช่นเดียวกับตอนแข่งระดับจังหวัด ผมใช้เวลาในการแข่งขันไปประมาณ 1 ชั่วโมง โจทย์ก็คล้ายๆ กัน แต่เพิ่มความยากขึ้นมากทีเดียว ผมก็มีทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่ค่อยมั่นใจว่าที่ทำไปถูกไหมต้องลุ้นผลพอสมควร หลังจากแข่งขันเสร็จต้องรออีกประมาณครึ่งชั่วโมงถึงจะสามารถประกาศผลได้ ผมกับครูประจำตัวก็นั่งลุ้นผลกันจนตัวเกร็ง…
หลังประกาศผลออกมา ผมก็ยังมีโชคอยู่มากๆ ที่ผมสามารถคว้ารางวัลอันดับ 2 กลับมาได้… รู้สึกภูมิใจตัวเองพอสมควรเลยตอนนั้น (มั่วไปก็เยอะ ยังอุตส่าห์ได้รางวัลอีก) ครูประจำตัวแสดงความยินดีกับผมยกใหญ่ทีเดียว
พอทางผมเสร็จเื่ ครูประจำตัวก็พาผมเดินมาเชียร์น้อง ม.3 คนนึงต่อ (แข่งคอมเหมือนกัน) ชื่อน้องมิ้น ซึ่งกำลังแข่งอยู่ หลังน้องแข่งเสร็จระหว่างรอผลพวกเราก็มีโอกาสได้พูดคุยถามไถ่การแข่งกันบ้าง ยิ่งพอได้คุยด้วยแล้วรู้เลยว่า น้องเป็คนที่น่ารักมากๆ เป็ผู้หญิงผมสั้น (กฏนักเรียนหญิง ม.ต้น) หุ่นเพรียว ผิวสีน้ำผึ้ง หน้าคม รวมๆ แล้วคือน่ารักเลยหล่ะ คุยก็เก่ง และที่สำคัญน้องเป็เด็กเรียบร้อยมาก
ตลอด่เวลาที่พวกเราเดินทางมาแข่งขันนี้ ผมรู้สึกว่าผมสนใจในตัวน้องมิ้นมากเป็พิเศษ อยากจะหาโอกาสพูดคุยด้วยบ่อยๆ เพราะเมื่อผมได้คุยกับน้องทีไร มันให้ความรู้สึกที่ดีมากๆ ทุกครั้ง ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อนเลย ซึ่งผมก็คิดว่าตัวเองแอบชอบน้องมิ้นมาั้แ่ตอนนั้น…
แต่ว่า่นั้น ถึงผมจะมีใจเพียงใด ผมก็ไม่กล้าที่จะพูดหรือจีบหรือทำอะไรในเชิงชู้สาวเลย เพราะพวกเรามีครูประจำตัวประกบตลอดเวลา ไม่มีโอกาสเลย… ถึงกระนั้น พวกเราก็ยังมีโอกาสได้พูดคุยเื่อื่นกันอยู่บ้าง เลยคิดไว้ว่าหลังกลับไปแล้วจะเล่าให้เพื่อนๆ ของผมฟังว่า การมาที่นี่ทำให้ผมได้พูดคุยกับน้องมิ้นเยอะแยะเลย คิดว่าพวกมันคงจะอิจฉาผมกันใหญ่แน่ (เพราะมีเล็งน้องมิ้นกันอยู่หลายคนทีเดียว)
หลังจากพวกเรากลับมาจากการแข่งขันแล้ว ครั้งนี้โรงเรียนถึงกับประกาศรับมอบรางวัลให้นักเรียนที่แข่งชนะมาที่หน้าเสาธงต่อหน้านักเรียนทั้งโรงเรียนเลยทีเดียว ตอนประกาศชื่อขึ้นรับรางวัล เป็สถานการณ์ที่ส่งผมให้โคตรเด่นมากๆ สายตาเกือบทุกคู่ด้านล่างต่างจับจ้องมาที่ผม ผมนี่อย่างยืดเลย (รู้สึกว่าตัวเองโคตรหล่อเลย..) ทั้งรุ่นพี่-รุ่นน้องก็เริ่มรู้จักและชื่นชมผมมากขึ้น
หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าสู่่สอบปลายภาคของเทอม 2 เกรดของผมออกมาก็โคตรจะดีเลย จนผมเผลอคิดเข้าข้างตัวเองว่า ‘่ ม.4 นี้ รู้สึกชีวิตเป็่ขาขึ้นยังไงไม่รู้แฮะ…’
และตลอด่ ม.4 ที่ผ่านมานี้ ผมจะตัวติดกับเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่เป็รุ่นพี่ ม.5 มากเป็พิเศษ เธอชื่อกล้วย (อายุมากกว่าผม 6 เดือน) เรามักไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอๆ เช่น ไปเดินเที่ยวตลาดนัดกัน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวของวัยรุ่นแถวๆ นั้นด้วยกัน พวกเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ูเาต่างๆ บางที่ดึกๆ ก็ซื้อเหล้าขาวมาแอบนั่งกินข้างรั้วบ้านกัน 2 คนก็มีบ่อย…
บ่อยครั้งเวลาไปโรงเรียนพวกเราก็จะนั่งซ้อนท้ายกันไป จนคนที่โรงเรียนคิดว่าพวกเราเป็แฟนกันไปก็มี ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ เพราะพวกเราโตมาด้วยกัน เล่นกันมาั้แ่เด็ก พูดมึง-กูกันทุกคำ สมัยเด็ก (ซัก 7-8 ขวบ) พวกเราเคยถูกกลุ่มเด็กโตแถวบ้านแกล้ง โดยจับพวกเราแก้ผ้าแล้วขังไว้ในห้องน้ำเดียวกันมาแล้ว มันเลยสนิทกันมาก ผมเลยคิดเป็อื่นกับเธอไปไม่ได้
ซึ่งที่บ้านพวกเราก็ยังไปมาหาสู่กันตลอด พ่อแม่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรกัน อาจจะมีเป็ห่วงบ้างเพราะพวกเราโตขึ้น และพี่แกก็เป็คนที่สวยและดูดีคนนึงด้วย เลยอาจทำให้พวกท่านเป็กังวลบ้าง ทางผมก็บริสุทธิ์ใจไม่ได้คิดอะไรในเชิงชู้สาวกับแกอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุที่พวกเราตัวติดกันตลอดแบบนี้ เลยทำให้พวกเราไม่มีใครเข้ามาทั้งคู่ด้วยกระมัง…
จนมาถึง่ปิดเทอมใหญ่ (ฤดูร้อน) มีเพื่อนชวนผมให้ไปเรียนกวดวิชาเพื่อลองไปสอบเตรียมทหารด้วยกันดู (ตอนแรก ผมก็ไม่ได้สนใจอยากจะเป็ตำรวจหรือทหารอะไรเลย แค่อยากรู้เลยอยากลองดูเฉยๆ) จึงได้ขอที่บ้านให้ไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาในตัวเมืองขอนแก่น โดยสถานที่เรียนจะอยู่ในห้างแฟรี่พลาซ่า (ห้างเก่าแก่ใจกลางเมืองขอนแก่น) ซึ่งที่พักผมก็ไม่ไกลจากที่เรียนมากนัก สามารถเดินไปได้
การเรียนที่กวดวิชาก็จะเรียนวิชาที่ต้องสอบทั้งหมด รวมถึงการทดสอบสมรรถภาพร่างกายด้วย เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ดันพื้น ฯลฯ ซึ่งจะใช้สนามกีฬากลางขอนแก่นเป็ที่ฝึก ผมใช้ชีวิตไปเรียน-พักผ่อน-เที่ยวเล่นในตัวเมืองขอนแก่นอยู่ร่วมเดือน เป็การใช้ชีวิตที่สนุกมากๆ มีแต่เพื่อนผู้ชายที่มาจากหลากหลายที่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน…
เมื่อพวกเราเรียนจบคอร์สแล้ว ก็ต้องแยกย้ายเพื่อเตรียมเดินทางเข้าไปสอบที่กรุงเทพ ผมเข้ามาพักอยู่กับญาติแถวตลิ่งชัน (ที่เดิมที่มาปีที่แล้ว) ก่อนวันสอบหนึึ่งวันผมก็นัดกับเพื่อนที่เรียนกวดวิชาด้วยกันว่าจะไปค้างด้วยเพื่อจะไปสอบพร้อมกัน เพราะที่พักเพื่อนผมอยู่แถวหน้า ม.รามคำแหง ซึ่งเป็สนามสอบ ผมจึงต้องนั่งรถเมล์ยิงยาวจากตลิ่งชันมาหน้ารามใช้เวลาไปหลายชั่วโมงทีเดียว (ดีแล้วที่ตัดสินใจมาก่อน)
พอผมมาถึงเพื่อนก็มารับไปยังที่พักที่เป็ของพี่ชายที่เป็นักศึกษา ม.ราม หลังเก็บของกันเสร็จ พวกเราก็นั่งเล่นกันอยู่ในห้องซักพัก ไม่นานเพื่อนผมก็ชวนออกไปหาข้าวกินกัน พอเดินกลับออกมาทางเดิม ผมถึงกับแปลกใจ ข้างถนนที่เคยโล่งตอนที่ลงรถเมล์ ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนและร้านขายของมากมาย การมาหน้ารามครั้งแรกในชีวิตมันช่างน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียว
หลังกินข้าวกันเสร็จ พวกผมก็กลับเข้าไปที่ห้องพักหามุมนั่งอ่านหนังสือกันอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อนๆ ของพี่ชายก็มาหา เพื่อจะชวนกันออกไปสังสรรค์ข้างนอก พี่ชายเลยถามพวกผมว่าอยากออกไปคลายเครียดกันด้วยไหม พวกเราแทบไม่ชั่งใจกันเลย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงขอตามไป โดยไม่สนใจว่าพรุ่งนี้ตัวเองจะต้องตื่นไปสอบกันเลย…
พอเดินตามพวกพี่ๆ ไปจนถึงร้านอาหารกึ่งผับกึ่งบาร์ ผมก็รู้สึกระรานตามาก เสียงดังเจียวจาวแทบจะกลบเสียงดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ ซักพักพวกเราก็ได้โต๊ะนั่งกัน พวกพี่ๆ สั่งเครื่องดื่มและแจกจ่ายกันเรียบร้อย หลังผมรับแก้วมาก็รีบยกซดจนหมดแก้วในทีเดียวด้วยความกระหาย ทั้งโต๊ะต่างพากันใ (คิดว่าผมดื่มเหล้าไม่เป็) จนพวกพี่ๆ ผู้หญิงต้องสลับที่นั่งมานั่งใกล้ๆ ผม เพราะกลัวผมจะเมาแล้วน็อคไปก่อน แต่พอเห็นผมคอแข็งไม่เมา พี่ๆ พวกนั้นกลับพยายามจะมอมผมกันแทน
นี่นับเป็การดื่มเหล้ากับผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่กล้วยหรือญาติเป็ครั้งแรกๆ เลย ผมรู้สึกแปลกๆ ชอบกล การที่พี่เขามาจับมือ จับตัว หรือจับหน้าของผม เพื่อบังคับให้ผมดื่ม เอาหน้าตัวเองยื่นเข้ามาพูดข้างหูใกล้ๆ เพราะเสียงในร้านดังมาก ใจผมสั่นแปลกๆ จนแอบแสดงอาการเขินอายออกไป พอพี่ๆ เขาเห็นอาการของผมก็พากันหัวเราะกันใหญ่ ผมยิ่งเขินพี่เขายิ่งแกล้งหนักเข้าไปอีก (ถึงขั้นหอมแก้มผมเลยก็มี) จนเป็ที่ขบขันและเอ็นดูของคนทั้งโต๊ะกันไป
จากวันนั้น ด้วยความเป็เด็กและหลงแสงสีในมหานคร เวลาที่ควรจะเอาไปอ่านหนังสือทบทวนก่อนสอบ กลับถูกใช้ไปกับการเที่ยวเล่น ดื่มเหล้ากันแทบจะทุกคืน ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ก่อนมือผู้หญิงก็ยังไม่เคยจะได้จับ พอมาอยู่นี้อะไรก็ดูง่ายไปหมด… ตื่นไปสอบก็แทบไม่มีสติ แล้วมันจะสอบอะไรได้ สรุปประกาศผลมาไม่ผ่านรอบแรกซักเหล่า กลับต่างจังหวัดไปแบบคอตก
แต่ก็ถือว่ามาครั้งนี้ได้ประสบการณ์วัยรุ่นกลับไป (ปลอบใจตัวเอง) และความรู้สึกที่มีต่อกรุงเทพของผมก็เปลี่ยนไป ‘ตอนนี้เราชักจะเริ่มชอบมหานครแห่งนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว… มันก็มีสิ่งที่ดีอยู่นี่นา อยากมาอีกจัง…’
……….>> เกเร…