สถานการณ์ดูจะสงบลงหลังเสี่ยวชิงเสวี่ยเอ่ยปาก
ทั้งฟางลี่และฟางหรูหลงต่างมีสีหน้าเบื่อหนายในยามที่จ้องมองฉินหนานอย่างมุ่งร้าย หากมิเพราะพวกเขาหวาดกลัวเสี่ยวชิงเสวี่ย พ่อลูกคู่นั้นคงเดือดดาลพลุ่งพล่านอย่างคนเขลาเบาปัญญาและสังหารเขาสิ้นแล้ว
เป็นไปอย่างที่ฉินหนานคาดการณ์เอาไว้ ฟางลี่และฟางหรูหลงนั้นได้ลอบทำสัญญาไว้กับผู้อาวุโสไป๋เหิง แผนการเบื้องต้นที่จะต้องโค่นล้มตระกูลฉินให้สิ้นซากโดยทันที
อย่างไรก็ดี ฟางลี่และฟางหรูหลงนั้นไม่ทันคิดว่าฉินหนานจะไม่หวาดเกรงต่อคำพูดของผู้อาวุโสไป๋เหิงเช่นนั้น อีกทั้งเหตุสังหารอัจฉริยะอันดับสองแห่งตระกูลฟางนั้นยังนับเป็นความสูญเสียอันใหญ่ยิ่งของตระกูลอีกด้วย
"ท่านพ่อ เวลานี้จำต้องเปลี่ยนแผนแล้ว หลังได้ฟังวาจาของผู้อาวุโสเสี่ยว ดูท่าจะมิอาจทำกระไรได้ในยกแรกนี้ หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าว่าเรารอยกสองจะเป็นการดีกว่า ข้าเองก็จะแสดงฝีมือที่แท้จริงให้ท่านได้เห็น ข้าจะโค่นล้มตระกูลฉินอย่างไร้ปรานีเอง" ฟางหรูหลงกระซิบข้างหูของฟางลี่ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
ฟางลี่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า ทั้งสีหน้าก็ดูสงบลง
แม้ว่าฉินหนานจะได้เปรียบ เพราะคำพูดก่อนหน้านี้ของเสี่ยวชิงเสวี่ย ทว่าเมื่อเข้าสู่ยกสองนั้น ฉินหนานซึ่งมีเพียงวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หนึ่งซึ่งไร้ประโยชน์ยิ่ง ขณะที่อีกฝ่ายนั้นเป็นฟางหรูหลง ซึ่งมีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก จึงนับว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าฉินฉางคงเสียอีก จากนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสเสี่ยวก็มิอาจช่วยเหลือฉินหนานได้อีก
โลกของผู้ฝึกยุทธ์นั้นปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด แม้เสี่ยวชิงเสวี่ยจะให้การช่วยเหลือฉินหนานได้ในหนนี้ หากมิอาจมีหนสอง
ด้วยเพราะฟางหรูหลงนั้นเป็นยอดอัจฉริยะแห่งเมืองหลินซุ่ย มีเพียงคนผู้นั้นจะคู่ควรเป็นศิษย์แห่งสํานักเสวียนหลิงจง
ฉินหนานสังเกตเห็นสายตาของพ่อลูกตระกูลฟาง นอกเหนือจากรอยยิ้มเหน็บแนม ก็หาได้มองเห็นวี่แววความวิตกบนใบหน้าแต่อย่างใดไม่ ฉินหนานก้าวเดินลงมาจากเวทีประลองและก้าวไปยังตระกูลฉิน
ในยามนี้ ตระกูลฉินต่างจ้องมองฉินหนานด้วยสีหน้าอันแปลกประหลาด
เหล่าคนตระกูลฉินมิได้เต็มใจให้ฉินหนานต้องขัดแย้งกับผู้อาวุโสไป๋เหิง หากมิกล้าเอ่ยปาก หลังได้ยินวาจาของผู้อาวุโสเสี่ยว พวกเขาจะเอ่ยคำใดได้?
ผู้อาวุโสเสี่ยวนั้นเป็นที่นับหน้าถือตากว่าผู้อาวุโสไป๋เหิง หากนางให้การช่วยเหลือตระกูลฉินก็ย่อมนำมาซึ่งความยินดีแก่ทั้งตระกูล!
ด้วยเหตุนั้น ความรู้สึกในยามนี้ของคนในตระกูลฉินจึงซับซ้อนยิ่ง พวกเขามิเคยคาดคิดเลยสักนิดว่าฉินหนานผู้อาภัพจะได้รับความเมตตาเช่นนี้
อย่างไรก็ดี ชั่วขณะถัดมานั้น เหตุอันชวนตื่นตะลึงก็ได้บังเกิดขึ้นอีกครา
หน้าผากของผู้ดำเนินการประลองมีเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นยามเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ "การประลองต่อไป หมายเลขสิบสี่เอ็ด ฉินหนานกับฟางหั่ว..."
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างยืนนิ่งเงียบงัน ต่างมิเคยคิดว่าจะได้ยินคำประกาศอันไร้ความนับถือต่อตระกูลฟางและผู้อาวุโสไป๋เหิง ฉินหนานจะต้องมาประลองกับศิษย์ตระกูลฟางอย่างรวดเร็วเช่นนี้
นี่… ชะตากรรมอันใดกันนี่?
คนในตระกูลฟางล้วนมีสีหน้าขึงขัง ด้วยเพราะฟางหั่วนั้นเป็นอัจฉริยะอันดับสามของตระกูล รองลงมาจากฟางหยู่
ฉินหนานยิ้มออกมายามก้าวเดินไปยังเวทีประลอง สายตาของเขามองไปทางตระกูลฟางอย่างสงบเยือกเย็น
ขณะนั้นฟางหั่วก็ก้าวขึ้นมาบนเวทีประลองเช่นกัน ก่อนนี้ เขาดูมีท่าทีทะนงตนและภาคภูมิ แต่มายามนี้ ใบหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยหวาดกลัว ไร้ซึ่งเค้าของอัจฉริยะอันดับสามแห่งตระกูลฟาง
"ข้า... ข้ายอมแพ้... ข้ายอมแพ้..." ทันทีที่ฟางหั่วก้าวขึ้นมาบนเวทีประลอง เขาก็ตะโกนในทันที มิได้สนใจว่าตนต้องอับอายเพียงใด
ยามต้องเผชิญหน้ากับคนผู้ไร้ซึ่งความกลัวและโหดเหี้ยมเยี่ยงฉินหนาน ความภาคภูมิใดก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ฟางหั่วมองเห็นถึงอนาคตที่เจิดจ้าในภายภาคหน้า การต้องมาตายในเวลานี้มิใช่สิ่งที่ใดคาดหวังเอาไว้เลย
เขาปรารถนาจะทำทุกสิ่งเพื่อให้รอดชีวิต
ทว่ากลับได้ยินเสียงหนึ่งกึกก้องสนั่นที่คุ้นเคยได้ดังขึ้นอีกครั้ง สิ้นเสียงนั้น ร่างของฟางหั่วแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เพลงดาบสังหารอันไร้ซึ่งความเมตตา
มิว่าผู้ใดต่างเบิกตากว้างจ้องมองโลหิตที่รินไหลท่วมนองเวทีประลอง ภาพที่เหตุช่วยให้ตื่นตะลึงยิ่ง
อัจฉริยะอันดับสามแห่งตระกูลฟางต้องมาตายเช่นนั้นรึนี่?
ฉินหนานใบหน้าดูเรียบเฉยยามเอ่ยขึ้นว่า "ข้าเองก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับนายน้อยฟางหรูหลง เศษสวะมิควรค่าแก่การร้องขอความเมตตาหรือยอมพ่ายแพ้ เพียงความตายเท่านั้นที่มีให้กับคนจำพวกนี้"
ได้ยินเช่นนั้น ฟางลี่และฟางหรูหลงต่างมีสีหน้าบิดเบี้ยว
แม้แต่ผู้อาวุโสไป๋เหิงที่นั่งอยู่บนแท่นหยกก็ยังหายใจติดขัดและใบหน้าซีดเผือด
แต่ทว่าทุกคนต่างมิกล้าขยับไปไหน ทำได้เพียงจ้องมองเหตุที่เกิดขึ้น อย่างที่ผู้อาวุโสเสี่ยวว่าไว้ คนพวกนั้นคงมิโง่เขลาเพียงพอจะท้าทายต่อพลังความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสเสี่ยว
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์อันเลวร้ายยังมิได้สิ้นสุด สิ่งที่บังเกิดขึ้นหลังจากนั้นก่อเกิดบรรยากาศอันผิดประหลาดยิ่ง
หมายเลขสามสิบสาม ฉินหนานปะทะกับอัจฉริยะอันดับสี่แห่งตระกูลฟาง!
หมายเลขสามสิบห้า ฉินหนานปะทะกับอัจฉริยะอันดับห้าแห่งตระกูลฟาง!
มิว่าจะเป็นการประลองใดก็มิต่างจากครั้งก่อนหน้า เพียงการฟาดฟันฉับเดียว อัจฉริยะอันดับสี่และห้าแห่งตระกูลฟางก็ถูกสังหารสิ้นทั้งคู่
ในชั่วขณะนั้น คนตระกูลฉินต่างเงียบงันเฉกเช่นเดียวกับคนตระกูลฟาง แม้แต่เสี่ยวชิงเสวี่ยเองก็ตื่นตะลึงไปเล็กน้อย
มิใช่ว่าทุกสิ่งที่… เกิดขึ้นนี้เขาดูแปลกประหลาดเกินไปหรอกหรือ?
ฉับพลันที่ตระกูลฟางทำให้ตระกูลฉินต้องขัดเคือง อันเป็นเหตุให้ฉินหนานต้องพิโรธ คู่ต่อกรทั้งสี่ถัดมาของเขาก็ล้วนเป็นศิษย์ตระกูลฟางงั้นรึ?
มิเพียงเท่านั้น คู่ต่อกรทั้งสี่ของฉินหนานต่างก็เป็นสี่อัจฉริยะแห่งตระกูลฟางที่รองลงมาจากฟางหรูหลง!
หากว่ามีบางสิ่งคอยช่วยเหลือฉินหนานอยู่ล่ะก็ ใครจะทำให้ฉินหนานต้องขัดเคืองหรือไม่? หากว่าเป็นเช่นนั้น ทุกคนจะได้เรียนรู้ว่าคนอย่างเขานั้นน่าหวาดกลัวเช่นใด!
ในเวลาเดียวกันนั้น คนตระกูลฟางทั้งหมดรวมไปถึงฟางลี่และฟางหรูหลงต่างก็ถลึงตาจ้องมองฉินหนาน
อัจฉริยะทั้งสี่ของตระกูลต้องมาตายในเวลาเพียงชั่วพริบตา
ตระกูลฟางนั้นเป็นหนึ่งในสองยอดตระกูลในเมืองหลินซุ่ย ในชั่วกว่าร้อยปีที่ผ่านมา ยังมิเคยต้องสูญเสียสี่ยอดอัจฉริยะไปพร้อมกันเยี่ยงนี้เลย
ในบรรดาเหล่าอัจฉริยะที่จากไปนั้น นอกเหนือจากฟางหรูหลงแล้ว มีผู้ใดบ้างที่มีความสามารถเพียงพอจะนำคนตระกูลฟางได้บ้าง?
ไม่มีเลย!
หากตระกูลมุ่งหมายจะเติบโตแข็งแกร่งขึ้น ไม่อาจพึ่งพาคนเพียงผู้เดียวได้ จำต้องมีคนผู้มีพรสวรรค์มาคอยร่วมมือกันอันจะทำให้ตระกูลเติบโตและพัฒนาไปได้
คนที่เปี่ยมพรสวรรค์เหล่านี้จะเป็นรากฐานแก่ตระกูล
อย่างไรก็ดี ในยามที่หนึ่งก้านธูปเผาไหม้นั้น ฉินหนานได้ทำลายรากฐานของตระกูลฟางเกือบจะหมดสิ้น
บนแท่นหยกนั้น เส้นโลหิตของผู้อาวุโสไป๋เหิงปูดโปนทั่วผิวหนังของเขา ลมปราณของเขากำลังคำรามพลุ่งพล่านอยู่ในร่าง
แม้จะเป็นเพียงการเตรียมการระหว่างเขากับตระกูลฟาง ท่าทีไร้ความกลัวของฉินหนานที่สังหารเหล่าสี่อัจฉริยะของตระกูลนั้น ราวกับเป็นการตบหน้าผู้อาวุโสไป๋เหิงอย่างไม่มีหยุดหย่อน
ในยามที่ผู้อาวุโสไป๋เหิงกล่าวให้ท้ายตระกูลฟาง เหตุใดฉินหนานจึงบังอาจมาระรานข่มเหงกันเช่นนี้?
มิเพียงไป๋เหิง หากดวงตาของฟางลี่และฟางหรูหลงต่างก็แดงก่ำด้วยความเดือดดาล ลมปราณอันพิโรธกำลังคำรามพลุ่งพล่านอยู่ภายใน พวกเขาย่อมอาจคลุ้มคลั่งได้ ไม่มีสติคอยยับยั้งไว้
"ฉินหนาน... เจ้า... เจ้า เจ้าเก่งมาก ฝีมือของเจ้านับว่าน่าประทับใจยิ่ง" สายตาของฟางหรูหลงนั้นแดงก่ำอย่างสิ้นเชิง เสียงที่ถูกบีบให้ออกมาจากลำคอนั้นฟังคล้ายกับสัตว์ร้ายที่เกือบใกล้จะบ้าคลั่ง "สิ่งที่เจ้าทำไปในวันนี้ ข้าจะไม่ลืมเลย! ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจเมื่อวันนั้นมาถึง!"
ประโยคสุดท้ายนั้นฟังดูคล้ายฟางหรูหลงจะคำรามออกมา
ในฐานะที่มีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หก ฟางหรูหลงถือเป็นยอดอัจฉริยะแห่งเมืองหลินซุ่ย เหตุใดเขาจึงรู้สึกราวกับโดนดูแคลเช่นนี้?
อย่างไรก็ดี สิ่งเดียวที่เขาควรทำก็คือควรอดทน หากเขามิอาจควบคุมความโกรธเอาไว้และเปิดเผยความโกรธนั้นต่อหน้าเสี่ยวชิงเสวี่ย ไม่ว่าเขาจะมีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่หกหรือไม่ หากเขาได้นำพาหายนะมาสู่ตระกูลฟางเป็นแน่
เมื่อเป็นเช่นนั้น ฟางหรูหลงจึงทำได้เพียงข่มความขุ่นเคืองเอาไว้ภายในและข่มขู่คุกคามฉินหนานด้วยวาจา
ฉินหนานยิ้มอย่างเหน็บแนมเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น จากนั้นเขาก็เอ่ยตอบว่า "จงหยุดพูดไร้สาระเสียเถิด เจ้าคิดหรือว่าสิ่งนี้จะหยุดข้าได้? แม้กระนั้น เจ้าคิดหรือว่าจะข่มขู่ข้าได้!"
ลมปราณของฉินหนานแปรเปลี่ยนในทันใด เขาดื้อดึงและไร้ซึ่งความกลัว ไม่ต่างกับยามที่เขาเอ่ยท้าทายไป๋เหิงก่อนหน้านี้
ฉินหนานจ้องมองฟางหรูหลงด้วยดวงตาอันแสนเยือกเย็น เขาเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าหากเจ้าไม่พึงพอใจ ก็ก้าวขึ้นมาบนเวทีประลองแล้วประมือกับข้า หากไม่ชอบใจในท่าทีของข้า ก็อย่าเพียงยืนอยู่ตรงนั้นและเอาแต่โต้เถียง ฟางหรูหลง ข้าขอเตือนความจำ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดงั้นรึ? เจ้าเป็นเพียงเศษสวะ หากเจ้าเป็นเศษสวะ เจ้าก็ควรจะหุบปากเสีย!"
"วูบบ"
ฟางหรูหลงถลึงตาเบิกกว้าง รู้สึกราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงจนเริ่มจะมึนงง
เมื่อถูกดูแคลนเช่นนั้น หัวใจของเขาจึงรู้สึกเดือดดาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฟางหรูหลงหัวเราะลั่นพลางก้าวเดินมายังเวทีประลองหมายต่อสู้กับฉินหนาน
อย่างไรก็ดี สองขาของเขากลับหนักอึ้งติดตรึงอยู่กับพื้น ราวกับมีเหล็กร้อนหลอมรดลงบนร่าง
นอกเหนือจากฟางหรูหลงแล้ว เหล่าศิษย์คนอื่นจากตระกูลฟางต่างก็โกรธเกรี้ยว ทว่านอกจากความรู้สึกโกรธเกรี้ยวแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกพ่ายแพ้รวมอยู่ด้วย
ฟางหรูหลงยังมิกล้าขยับตัวได้ คนอื่นก็ย่อมมิกล้าขยับเฉกเช่นกัน
ในเวลาเช่นนั้น ไม่มีผู้ใดจะขัดขวางฉินหนานได้อีกแล้ว!
- โปรดติดตามตอนต่อไป -