ลำแสงนับไม่ถ้วนพุ่งแหวกผ่านเวหาร่วงหล่นสู่เกาะ
ภายในลานบ้านที่จัดแต่งอย่างวิจิตรบรรจง
สตรีผู้หนึ่งเพิ่งคลอดบุตรเป็นทารกเพศชายและทารกเพศหญิง
ดวงหน้างามมีเค้าคล้ายกันเจ็ดแปดส่วนเห็นชัดว่าเป็นทารกแฝดชายหญิง!
บิดาของเด็กคือบุรุษกลางคนนาม มู่หยวนอู่เป็นสมาชิกสายหกในตระกูล
ใบหน้าเขาบัดนี้เปี่ยมด้วยความกระวนกระวายทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นท่านผู้นำตระกูลมาหา ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นรีบกล่าวออกมา
"ท่านผู้นำตระกูล เรื่องนี้..."
มู่เสินฉวนโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาไม่ต้องกังวลจากนั้นก็ทอดสายตาไปยังทารกน้อยทั้งสอง
รอบกายทั้งสองแผ่กลิ่นอายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งแฝงพลังหยางไว้ในกายร้อนแรงหาใดเปรียบ
คนหนึ่งกักเก็บพลังหยินไว้ภายในเย็นยะเยือกจนขนลุกเกรียว
พวกเขาไม่ร้องไห้ กลอกตากลมโตสำรวจรอบข้างดูคล่องแคล่วยิ่งนัก
ขณะนั้นเองอวี๋อิ๋งที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวขรึม
"กายทิพย์หยิน กายทิพย์หยาง!"
"ทั้งสองกายทิพย์นี้ล้วนเป็นกายาไร้เทียมทานที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า!"
"โบราณมีบทบรรยายกล่าวไว้"
"จันทราหยิน สุริยันหยาง อันใดฤๅแกร่งกล้า? หยินหยางผสาน จักรพรรดิครองหล้า!"
"เมื่อก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกตนแล้วจะรุ่งโรจน์ และมีคุณสมบัติแห่งจักรพรรดิ!"
มู่หยวนอู่เห็นบุคคลเหล่านี้มาพร้อมท่านผู้นำตระกูลย่อมเดาได้ว่านี่คือบุคคลสำคัญจากแดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยนผู้มีปัญญากว้างขวาง
ทั้งยังยกยอปอปั้นบุตรทั้งสองของเขามากมายถึงเพียงนี้ใบหน้าจึงเปี่ยมล้นความยินดี
ทว่าเขายินดีได้ไม่นานอวี๋อิ๋งก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา พลางกล่าวต่อ "ทว่า...ทั้งสองกายทิพย์นี้มีข้อเสียอยู่ประการหนึ่งนั่นคือพลังแห่งหยินและหยางนั้นแข็งแกร่งเกินไปจำต้องใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินมาปรับสมดุล"
"มิเช่นนั้นจะมีอายุขัยจะไม่เกินยี่สิบ!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ใบหน้าของมู่หยวนอู่ก็ซีดเผือดลงทันที เลยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"ท่านผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าการปรับสมดุลทั้งสองกายทิพย์จำเป็นต้องใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ชนิดใดจากฟ้าดิน?"
"กายทิพย์หยินจำเป็นต้องใช้ผลธาตุดิน"
"กายทิพย์หยาง จำเป็นต้องใช้วารีมายา"
อวี๋อิ๋งกล่าวด้วยความลำบากใจ"ของทั้งสองสิ่งนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจพบเจอได้โดยง่ายต้องขุดค้นจากศิลาโบราณที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาลเท่านั้น"
"เช่นนั้น...จะทำอย่างไรดี?"
ใจของมู่หยวนอู่สั่นเทามองไปยังท่านผู้นำตระกูลด้วยนัยน์ตาเสมือนขอความช่วยเหลือ
และในขณะนั้นเองมู่เสินฉวนได้เก็บดวงตามองเห็นสัจธรรมคืนแล้ว
สถานการณ์ที่ระบบแจ้งเตือนนั้นคล้ายคลึงกับที่อวี๋อิ๋งกล่าวโดยประมาณ
"ผลปฐพีธาตุ..."
"วารีมายา..."
ดวงตาอันลึกล้ำของมู่เสินฉวนเป็นประกายวูบไหว
ของทั้งสองสิ่งนี้เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนคาดว่าคงหายากจริงๆ
ทว่าตระกูลมู่ของพวกเขามีปรมาจารย์หยั่งกำเนิดรุ่นห้าอยู่ซึ่งการเสาะหาแหล่งสมบัตินี้ไม่น่าจะยากสำหรับมู่อวี่เซิง แถมยังมีเวลาเหลือเฟืออายุขัยยี่สิบปีคงประสบเรื่องราวต่างๆ ได้อีกมากมาย
จากนั้นเขาก็ปลอบโยนว่า"อย่าตื่นตระหนกไปข้าจะส่งคนไปตามหาของทั้งสองให้อย่างสุดความสามารถ"
"บัดนี้ราชันย์บรรพกาลต่างทยอยถือกำเนิดมาคงไม่ใช่ว่าหาไม่ได้เลย"
มู่หยวนอู่พิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้วเห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง
หนำซ้ำตอนนี้ตระกูลมู่ก็ไม่ได้เป็นเช่นแต่ก่อนแล้วเป็นถึงจ้าวแห่งทะเลไร้สิ้นสุด
มีผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนภายใต้บัญชามีเวลายี่สิบปีให้ตามหาสิ่งวิเศษทั้งสองนี้ คงไม่ยากเกินไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความหมองใจของเขาก็ค่อยๆจางหายไป รีบโค้งคำนับมู่เสินฉวนด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณท่านผู้นำตระกูล!"
"ไม่ต้องมากพิธี"
"มา… ข้าขอดูเด็กทั้งสองเสียหน่อย"
มู่หยวนอู่รีบส่งเด็กทั้งสองให้
มู่เสินฉวนรับมาดวงตาดำขลับเปี่ยมล้นความรักใคร่
ทารกทั้งสองนี้ไม่ได้กลัวเขาแม้แต่น้อยคลานกระดึ๊บขึ้นมา กอดคอเขาไว้คนละข้าง และดูจะชื่นชอบกลิ่นอายบนร่างเขามากถึงขั้นสนิทสนมยิ่งกว่าบิดาที่แท้จริงของพวกเขาเสียอีก
เขาก็พอคาดเดาได้คงเป็นเพราะเขาคือกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล
โบราณมีแบบแผนกายทิพย์หยินและกายทิพย์หยางรวมกันมีโอกาสเล็กน้อยที่จะกำเนิดกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล
เป็นพัฒนาการขั้นสุดยอดของสองพลังต้นกำเนิดที่แข็งแกร่งที่สุด
ทว่าเด็กทั้งสองนี้คงเป็นไปไม่ได้เพราะเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน
ในเวลาเดียวกันนิ้วของมู่เสินฉวนก็สะบัดพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาสองสายสายพลังแทรกซึมเข้าไปในร่างของทารกทั้งสอง
นี่คือสัญลักษณ์แห่งลำดับของตระกูล!
พวกเขามีดวงชะตาอาภัพและดูจะตายง่ายจึงต้องการพลังแห่งโชคของตระกูลมู่อันมหาศาลคอยคุ้มครองยิ่งกว่าอัจฉริยะคนอื่นใด
มู่หยวนอู่เห็นเด็กทั้งสองสนิทสนมกับท่านผู้นำตระกูลถึงเพียงนี้ก็ยินดียิ่งนักก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นแล้วเอ่ยออกมา
"ให้ท่านผู้นำตระกูลตั้งชื่อให้เด็กทั้งสองดีหรือไม่?"
มู่เสินฉวนได้ยินคำกล่าวใบหน้าก็เผยรอยยิ้มขื่นขมออกมา
ตั้งชื่ออีกแล้ว
หากปล่อยให้คนในตระกูลทำเช่นนี้จนติดเป็นนิสัยแล้วจะไม่วิ่งมาขอให้เขาตั้งชื่อทุกวันหรืออย่างไร
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ปฏิเสธไป"ชื่อของเด็ก เจ้าปรึกษากับภรรยาของเจ้าเถิด ข้าจะไม่ก้าวก่าย"
"เช่นนั้นหรือ" มู่หยวนอู่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ทว่าก็มิได้กล่าวสิ่งใด
จากนั้นมู่เสินฉวนและเหล่าผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยนก็กลับไปยังเกาะเทพหลัก
ระหว่างทางนั้นเหล่าผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยน รวมถึงอวี๋อิ๋งในใจล้วนเหมือนมีคลื่นโถมซัดสาดที่ยากจะสงบลง
กายาศักดิ์สิทธิ์ กายเทพจันทราอัจฉริยะวัยเยาว์
บัดนี้ยังมีกายทิพย์หยินหยางเพิ่มเข้ามาอีก!
วาสนาของตระกูลนี้ช่างยิ่งใหญ่นัก!!!
หากพวกเขาไม่รู้เรื่องภายในของตระกูลมู่อย่างละเอียดแล้วจะต้องสงสัยว่านี่คือตระกูลจักรพรรดิอมตะเป็นแน่!
เมื่อกลับมายังตำหนักผู้นำตระกูลแล้วผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่งก็ส่งกระแสเสียงไปยังอวี๋อิ๋งเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่าง
บนใบหน้างามของอวี๋อิ๋งฉายแววกระจ่างแจ้งออกมาก่อนมองไปยังมู่เสินฉวนแล้วเอ่ย
"ท่านผู้นำตระกูลมู่ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้"
"อีกไม่กี่วันในเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นภาคใต้ จะมีงานประชุมใหญ่งานหนึ่งดึงดูดผู้มีอิทธิพลระดับสูงจำนวนไม่น้อยให้มารวมตัวกัน"
"ในเวลานั้นจะมีศิลาที่ขนย้ายมาจากเขตต้องห้ามจำนวนไม่น้อย"
"บางที…อาจจะมีของทั้งสองชนิดที่ตระกูลมู่ของท่านต้องการ"
"เช่นนั้นหรือ..."
ดวงตาของมู่เสินฉวนเป็นประกายเล็กน้อยราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ทว่าก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มมู่อวี่เซิงไม่ได้อยู่อธิบายข้างกายเขามู่เสินฉวนจึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการสำรวจหาต้นกำเนิดและการแกะศิลา
แต่ว่าช่วงนี้เขาก็ว่างพอดีไปดูเสียหน่อยก็คงไม่เสียหายเรื่องภายในตระกูลก็มีเหล่าผู้อาวุโสคอยจัดการอยู่แล้ว
หากผู้ฝึกตนในระดับเอกะต้องการเลื่อนระดับพลังอีกครั้งทุกการฝึกฝนวิถีเต๋าต้องเข้าใจฟ้าดิน ไม่อาจใช้ได้เพียงวิธีปิดด่านฝึกตนได้
หากมีสิ่งวิเศษทั้งสองจริงใช้ศิลาวิญญาณไปซื้อมาก็ย่อมได้
ท้ายที่สุดแล้วตระกูลมู่ในตอนนี้ไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร หากเป็นศิลาวิญญาณล้านจินจะให้หยิบออกมาเมื่อใดก็ย่อมได้
"หากเป็นเช่นนั้นเหล่าผู้อาวุโสก็พักผ่อนในตระกูลมู่ของข้าสักคืนเถิด"
"พรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางไปด้วยกัน"
"ทุกท่านเห็นเป็นเช่นไร?"
"อืม ก็ดี"
"เช่นนั้นก็ขอรบกวนแล้ว"อวี๋อิ๋งแย้มยิ้มและพยักหน้าเบาๆ
จากนั้นมู่เสินฉวนก็เรียกผู้อาวุโสสูงสุดมาพาเหล่าผู้อาวุโสเข้าไปพักอาศัยในตำหนักที่อยู่ด้านข้าง
ก่อนจากไปเขาก็ประทับตราสัญลักษณ์ลำดับตระกูลอีกหนึ่งไว้บนร่างของมู่เยว่เหยา
ฝ่ายหลังไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งใด
ดังนั้นสัญลักษณ์แห่งลำดับทั้งห้าก็เหลือเพียงสอง
เหล่าอัจฉริยะของตระกูลมู่ของพวกเขาส่วนใหญ่ต่างเป็นมังกรเห็นหัวมิเห็นหางชอบร่อนเร่ไปทั่ว
มู่อู๋ซวงและมู่หลางยิ่งแล้วใหญ่จนถึงบัดนี้ก็ยังมิเห็นแม้แต่เงา
เห็นผู้ใด ก็ให้ผู้นั้นก่อน...