ทางด้านเสี่ยวเอ้อของภัตตาคารฟู่หยวน เขาทำตามคำสั่งของฮั่วหนานอันโดยการมารายงานคุณชายสามเฉินว่ามีคนต้องการพบ แม้จะถูกหลงจู๊ตำหนิ ไม่ยอมให้เข้าพบเจ้านาย แต่เสี่ยวเอ้อผู้นี้ก็ไม่ยอมแพ้ ต้องการเข้าพบคุณชายสามเฉินเพื่อเอาหน้าให้ได้
“นายท่านส่งคุณชายมาเรียนรู้งาน ห้ามไม่ให้พบกับสหายใดทั้งสิ้น”
อยู่ในเมืองหลวงคุณชายสามทำตัวเสเพลจนน่าเอือมระอา นายท่านทนไม่ไหวจึงส่งบุตรชายคนเล็กมาเรียนรู้งานในอำเภอจางหลินที่ห่างไกลจากเมืองหลวง พร้อมกับสั่งให้ตนจับตามองเอาไว้ให้ดี
“หลงจู๊ขอรับ นายท่านผู้นั้นบอกว่า หากนำเรื่องนี้ไปรายงานคุณชายสาม พวกเราจะได้ความดีความชอบอย่างใหญ่หลวง” เสี่ยวเอ้อเชื่อฟังที่ฮั่วหนานอันพูดกรอกหู
“ความดีความชอบใหญ่หลวง? คนผู้นั้นมีดีอันใด ถึงได้คิดว่าถ้าเราไปรายงานคุณชายแล้วจะได้รับความดีความชอบใหญ่หลวง”
“ข้าน้อยไม่ทราบเหมือนกันขอรับ แต่นายท่านผู้นั้นบอกว่า เขาเป็นอาจารย์ของคุณชายสาม ศิษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่เคารพและนับถืออาจารย์
ถ้าพวกเรานำเรื่องนี้ไปรายงานคุณชาย อาจได้รับความดีความชอบก็เป็นได้ หลงจู๊เคยบอกข้าน้อยมิใช่หรือว่าต้องการไปดูแลกิจการภัตตาคารของสกุลเฉินในเมืองหลวง นี่คือโอกาสอันดีของท่าน”
เสี่ยวเอ้อพยายามโน้มน้าวจิตใจหลงจู๊ เพราะสิ่งที่ฮั่วหนานอันบอกมันชักจูงจิตใจทะเยอทะยานของเขา ถ้าคนตรงหน้าถูกย้ายไปประจำการในเมืองหลวง เขามีสิทธิ์ถูกเลื่อนขั้นให้ดูแลภัตตาคารฟู่หยวนของเมืองจางหลินแทน ผู้ใดบ้างไม่ต้องการเลื่อนขั้นและรับเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น
“เช่นนั้นข้าจะลองดู แต่ไม่รับปากว่าคุณชายจะสนใจหรือไม่”
“หลงจู๊อย่าลืมรายงานคุณชายด้วยนะขอรับว่าข้าน้อยเป็นคนมาบอก”
“ข้ารู้แล้ว! เจ้านี่มันชอบเอาหน้าเสียจริง”
หลงจู๊ภัตตาคารฟู่หยวนเอ็ดเสี่ยวเอ้อด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้จริงจังมากนัก เพราะรู้ดีว่าผู้คนมักประจบประแจงเพื่อให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
“คุณชายขอรับ”
เฉินซินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เท้าทั้งสองข้างยกขึ้นวางบนโต๊ะทำงาน ท่าทางเกียจคร้านของเขาสร้างความหนักใจให้กับหลงจู๊เป็นอย่างมาก
“มีอันใด ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ หากไม่มีเรื่องด่วนอย่าเข้ามารบกวนข้า! สงสัยว่าหลงจู๊อย่างเจ้าอยากกลับบ้านไปออกทะเลหาปลาดังเดิม”
นิสัยอารมณ์ร้ายของคุณชายสามที่เคยได้ยินมา เขาประจักษ์แก่ใจวันนี้แล้ว ปากที่กำลังจะรายงานสั่น ฟันกระทบกันดึงกึกๆ
“น่ารำคาญเสียจริง มายืนเซ่อขวางหูขวางตา รีบพูดมาว่ามีอะไร ถ้าไม่มีก็ไสหัวออกไป”
เฉินซินหัวเสียกับท่าทางเซ่อซ่าของหลงจู๊ เขาไม่ต้องการออกจากเมืองหลวงมาเหยียบที่อำเภอจางหลินเลยสักนิด มองไปทางใดก็ไม่รุ่งเรืองเทียบเท่าเมืองหลวง
“มีคนต้องการพบคุณชายขอรับ”
“มีคนต้องการพบข้า” เฉินซินงอนิ้วชี้เข้าหาตัวเอง “เจ้าคิดว่าข้าคือคนที่ผู้ใดอยากพบก็ได้หรือ”
ร่างอ้วนท้วนลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างแรง หากเก้าอี้ไม่ชิดผนังเกรงว่าเฉินซินคงหงายหลังไปนานแล้ว
หลงจู๊เหงื่อแตก ไม่คิดว่าคุณชายสามจะอารมณ์ร้ายขนาดนี้ ตนเพียงเข้ามารายงาน ไฉนถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“คนผู้นั้นบอกว่าเป็นอาจารย์ของท่านขอรับ”
รีบรายงานว่าผู้ใดต้องการพบ ในต้าฉีศิษย์ล้วนนับถือและเคารพอาจารย์ดุจบิดามารดา พอคุณชายได้ยินว่าคนที่ต้องการพบคืออาจารย์ผู้มีพระคุณ คงช่วยให้ความโกรธเกรี้ยวบรรเทาลง
“อาจารย์ของข้า มันผู้นั้นไปเอาความกล้าจากที่ใดมาบอกว่าเป็นอาจารย์ของข้า”
เสียงตบโต๊ะดังสะเทือนจนหลงจู๊สะดุ้งเฮือก นี่นายท่านส่งตัวอะไรมาให้ตนคอยชี้แนะ เพียงแค่พบกันวันแรก เรื่องชวนปวดหัวก็ได้เริ่มต้นขึ้นเสียแล้ว
“นำทางข้าไปพบไอ้ลูกสุนัข ที่ริอ่านมาบอกว่าเป็นอาจารย์ข้าเร็วเข้า”
“เชิญคุณชายตามข้าน้อยมาขอรับ” หลงจู๊รีบเชิญนายน้อย ส่งสายตาให้เสี่ยวเอ้อที่รออยู่ด้านหน้าคอยนำทางไปยังห้องของแขก
เสี่ยวเอ้อผู้รู้งานรีบเดินนำหน้าไปยังห้องของแขกคนสำคัญ เสียงดังที่เล็ดลอดออกมาจากห้องเมื่อสักครู่ไม่สามารถจับใจความได้ หากเสี่ยวเอ้อรู้ว่าคนด้านในพูดอันใดกัน เขาคงต้องปาดเหงื่อจนไม่กล้านำทางคุณชายไปพบแขกครอบครัวนั้น
หลงจู๊เรียกเสี่ยวเอ้อคนอื่น ๆ ให้รีบตามหลังมาจำนวนหนึ่ง กลัวว่าจะเกิดการปะทะกันจนวุ่นวาย พาลให้แขกคนอื่นหนีหายไป
เฉินซินเดินพุงกระเพื่อมไปยังห้องของคนที่บอกว่าเป็นอาจารย์ มือด้านขวากำแน่น ซัดกำปั้นเข้าหามือด้านซ้ายที่แบออก
“ห้องนี้ขอรับ”
“เปิดประตูเข้าไป” เฉินซินสั่งด้วยน้ำเสียงคล้ายกับอันธพาล
“คุณชายโปรดอย่าวู่วาม อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็เป็นได้”
หลงจู๊โทษตนเองว่าเขาไม่น่านำเรื่องนี้ไปรายงานนายน้อยเลย เกิดความวุ่นวายขึ้นมาเกรงว่าตนจะต้องถูกนายท่านไล่ออก
“หุบปากของเจ้าเสีย!”
สวรรค์ช่างเข้าข้างให้เฉินซินก่อเรื่อง หวังว่าการก่อปัญหาในครั้งนี้จะทำให้บิดาเรียกตัวเขากลับเมืองหลวง เพียงเรือจอดเทียบท่า ต้องใช้คนเกือบยี่สิบคนไปบังคับให้ตนลงจากเรือมายังภัตตาคาร ใช้ได้ที่ไหนกัน
เสียงดังหน้าห้องสร้างความตกใจให้กับหวังซื่อและฮั่วเจินจู ส่วนเด็กน้อยอย่างฮั่วหมิงจู กลับนั่งกินอาหารบนโต๊ะต่อโดยไร้ท่าทีหวาดกลัวเหมือนเด็กทั่วไป
เพียงประตูเปิดออก บุรุษร่างอ้วนท้วนตามแบบฉบับลูกผู้รากมากดีแห่งเมืองหลวงปรากฏขึ้น
ปากของเฉินซินที่กำลังจะอ้าก่อปัญหาจำต้องหุบลง ร่างอ้วนท้วนอ่อนแรงทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหลพรากออกมาเต็มใบหน้า จนคนที่เดินตามหลังมาคอยควบคุมไม่ให้เกิดปัญหางงงวยไปตาม ๆ กัน พวกเขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ศิษย์พี่” เฉินซินเรียกฮั่วหนานอันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นิ้วสั้นป้อมยกขึ้นเช็ดน้ำตา
“เจ้าโง่ ลุกขึ้นเร็วเข้า ร้องไห้ให้ผู้อื่นเห็น มีเพียงคนโง่เท่านั้นแหละที่ทำมัน” ฮั่วหนานอันรีบมาพยุงเฉินซินลุกขึ้น
“ศิษย์พี่ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร คนในเมืองหลวงต่างบอกว่าท่านถูกส่งไปฝึกในกองทัพเมืองชายแดนมิใช่หรือ”
เฉินซินเห็นสายตาที่ส่งมาให้ รีบยกมือขึ้นไล่ให้คนที่ตามมาออกไปจากห้องทั้งหมด หลังจากทุกคนออกไป เขาจึงถามความเป็นมาต่อ
“ท่านบอกข้ามา ท่านมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” กระโจนเข้ากอดคนที่ตนเคารพจนยกให้เป็นศิษย์พี่เพียงหนึ่งเดียว
ฮั่วหนานอันผลักร่างเจ้าเนื้อที่กอดตนจนแทบหายใจไม่ออก แกะนิ้วอ้วนป้อมออกจากคอ เจ้าหมอนี่ต้องการบีบคอเขาให้ตายหรืออย่างไร
เฉินซินปล่อยมือจากคอของฮั่วหนานอัน แล้วก้าวถอยหลังออกมาสามก้าว ยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาที่ไหลพรากราวกับเด็กน้อยขี้แย
“ข้าถูกท่านพ่อลงโทษ แล้วส่งมาตกระกำลำบากอยู่ในชนบท เจ้าดูข้าสิ ผอมหรือไม่” หมุนร่างกายให้คนตรงหน้าดู
“ผอม ท่านผอมลงมาก” พยักหน้าเห็นด้วยว่าศิษย์พี่ของตนผอมลงกว่าแต่ก่อน
“ข้าตัวดำขึ้นหรือไม่เจ้าว่า”
“ใช่! ท่านตัวดำขึ้นมาก”
“ทุกวันนี้ข้ากินไม่เคยอิ่ม นอนไม่เคยอุ่น ต้องรับจ้างทำงานมิต่างจากกรรมกร ได้ค่าแรงเพียงวันละสิบอีแปะมาจุนเจือครอบครัว เจ้าดูหลานสาวทั้งสองของเจ้าสิ ตัวเล็กอย่างกับลูกแมว ร่างกายผอมแห้งจนเนื้อแทบติดกระดูก”
ฮั่วหมิงจูกำลังคีบอาหารใส่ปาก ต้องรีบวางตะเกียบ แล้วยื่นแขนออกไปตรงหน้า เพื่อแสดงหลักฐานยืนยันว่านางเหลือแต่หนังติดกระดูกตามที่ท่านพ่อต้องการให้เป็น