หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 อันตรายของฉินชู

    บทที่ 76 อันตรายของฉินชู

            “หมายความว่ายังไง” โม่เต้าจื่อมองหน้าฉินชูพลางเอ่ยถาม คำพูดของฉินชูที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันทำให้เขางงฉงน

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ ศิษย์เคยเจอกับผู้ฝึกตนผู้หญิงที่เหาะเหินเดินอากาศได้คนหนึ่ง” ฉินชูพูดขึ้น

            โม่เต้าจื่อมองหน้าฉินชู “เจ้าหมายถึงผู้ฝึกตนผู้หญิงที่ปรากฏตัวขึ้นมาที่เขตโบราณสถานชิงหยุนใช่หรือไม่ นางเป็นมาอย่างไรไม่มีใครรู้ คนของสำนักชิงหยุนไม่เคยเห็นนางมาก่อน”

            “ศิษย์เคยใกล้ชิดกับนางหนึ่งครั้ง อันที่จริง นางเป็นคนมอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้แก่ศิษย์” ฉินชูเล่าให้โม่เต้าจื่อฟัง

            โม่เต้าจื่อพุ่งเข้ามาด้านหน้าและจับไหล่ฉินชูอย่างตื่นเต้น “เกิดอะไรขึ้น”

            “เบาๆ หน่อยขอรับ...นี่ท่านผู้เฒ่า จะทำอะไร” ฉินชูปัดมือของโม่เต้าจื่อออก จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้านในโบราณชิงหวางให้ฟัง

            หลังจากได้ฟังที่ฉินชูเล่ามา โม่เต้าจื่อก็ส่ายหน้า “อย่าโทษข้าที่ตื่นตระหนกเกินไปเลย เพราะข้าคิดว่าผู้ฝึกตนผู้หญิงคนนั้นเป็นองค์หญิงคนโตของราชวงศ์เฉียน”

            “ทำไมท่านผู้เฒ่าโม่ถึงคิดเช่นนั้น” ฉินชูถามกลับอย่างสงสัย

            “เพราะว่ามนุษย์ผู้ฝึกตนกับอสูรผู้ฝึกตนล้วนเหมือนกัน เมื่อบรรลุตบะขั้นที่หกแล้ว พวกเขาจะมีพลังวิเศษที่ไม่อาจคาดเดาได้ แม้โบราณสถานการณ์จะมีผนึกป้องกันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันผู้ฝึกตนขั้นที่หกได้ ดังนั้นหากองค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียนคิดจะเข้าไปก็ย่อมได้ และถ้าหากนางเป็นคนที่มอบป้ายลัญจกรให้เจ้า ข้าก็มีสิทธิ์ที่จะสงสัยเจ้าว่าเป็นคนของราชวงศ์เฉียน” โม่เต้าจื่ออธิบายถึงสาเหตุที่ตัวเองตื่นตระหนักเมื่อครู่

            “จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไรกัน ศิษย์จะเป็นคนของราชวงศ์เฉียนได้ยังไง” ฉินชูรู้สึกหมดคำจะพูดหลังจากถูกเข้าใจผิด

            “อสูรจำแลงกายขั้นที่หกล้วนแต่มีอาคมกล้าแกร่ง แต่การที่นางมอบให้เจ้าแบบนี้ แสดงว่านางทำการอย่างมีแบบแผน ไม่น่าจะลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม” หลังจากโม่เต้าจื่อวิเคราะห์สถานการณ์อย่างละเอียด ภายในใจก็เริ่มสงบลง เพราะผู้ฝึกตนขั้นที่หกแข็งแกร่งเกินกว่าจะรับมือไหว

            “องค์หญิงคนโตแห่งราชวงศ์เฉียนเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่หก พลังความสามารถแข็งแกร่งเช่นนั้น แล้วทำไมราชวงศ์เฉียนไม่ใช้นางจัดการสี่สำนักมหาอำนาจตั้งแต่แรก” ฉินชูถามสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจออกไป

            โม่เต้าจื่อมองฉินชูราวกับมองคนโง่ “จริงอยู่ที่นางแข็งแกร่ง แต่เจ้าคิดว่าสี่สำนักมหาอำนาจอ่อนแอหรือ ทุกสำนักล้วนมีขุมพลังที่เป็นไพ่ตายอยู่ การมีอยู่ของนางทำได้แค่ถ่วงดุลอำนาจให้ราชวงศ์เฉียน แต่นางยังแข็งแกร่งไม่มากพอที่จะสยบทั้งสี่สำนักได้ หากทั้งสี่สำนักร่วมมือกัน แม้ไม่อาจสังหารนาง แต่ก็สามารถบดขยี้ราชวงศ์เฉียนได้ ทว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องเสียหายอย่างหนัก ดีไม่ดีอาจแย่เกินกว่าจินตนาการ”

            “ดังนั้นราชวงศ์เฉียนจึงใช้วิธีสกปรกโดยการส่งหนอนบ่อนไส้มาแฝงตัวอยู่ในทุกสำนัก” ฉินชูเข้าใจแล้ว สถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ล้วนมีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง

            “ก่อนหน้าเจ้าจะกลับมาจากหอศิษย์รับใช้ ข้าได้พูดคุยกับคนจากสามสำนักที่รุมโจมตีสำนักชิงหยุนของพวกเราอยู่ พวกเข้าล้วนตกใจหลังจากข้าบอกสถานะที่แท้จริงของจงฮั่น แม้ว่าสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์จะรู้แล้วว่าถูกหนอนบ่อนไส้ของราชวงศ์เฉียนชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่พวกเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมสถานการณ์ได้” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น

            ฉินชูมีลางสังหรณ์ว่าสถานการณ์หลังจากนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าทางสามสำนักมหาอำนาจจะตัดสินใจอย่างไร

            เมื่อไม่มีธุระอะไร ฉินชูก็อยู่ฝึกตนที่ลานในจวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อและคอยรับใช้โม่เต้าจื่ออยู่เป็นระยะ

            ตอนนี้ศิษย์รับใช้อย่างฉินชูไม่เพียงแต่เป็นหัวหอกแห่งยอดเขาชิงจู๋ อีกทั้งยังสามารถเดินร่อนไปทั่วทั้งเจ็ดยอดเขา ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสหรือผู้คุมกฎก็ไม่อาจขวางทางเขาได้

            ตอนนี้อำนาจของสำนักชิงหยุนอยู่ที่ใคร...อยู่ที่โม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อและหลัวเจิน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประโยชน์ที่ฉินชูทำให้แก่สำนักชิงหยุน ทุกคนต่างรู้ดีว่าฉินชูเป็นคนโปรดในสายตาของผู้กุมอำนาจของสำนักทั้งสามคน 

            ครึ่งเดือนผ่านไป บุคคลระดับสูงของสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์ก็ขอนัดพูดคุยกับโม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อและเหล่าบุคคลระดับสูงของสำนักชิงหยุน

            โม่เต้าจื่อพาฉินชู หลิงหยุนจื่อและลู่หยวนมายังประตูใหญ่ของสำนักเพื่อมาพบปะกับบุคคลระดับสูงของสามสำนัก นับว่าเป็นการประชุมเพื่อหารือของทั้งสี่สำนัก

            “พวกเจ้าทั้งสามสำนักสามารถผนึกกำลังการโจมตีสำนักชิงหยุนได้ แต่ทำไมไม่มีผู้ใดคิดจะรวมพลังกับสำนักชิงหยุนเพื่อโจมตีศัตรูฝั่งอื่น” เมื่อเข้าประจำที่ โม่เต้าจื่อก็พูดขึ้นทันที

            “โม่เต้าจื่อ พูดเรื่องพวกนี้ในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องครั้งนี้มันไม่ชอบมาพากลจริงๆ พวกเจ้าสำนักชิงหยุนเป็นฝ่ายค้นพบต้นตอของปัญหา แม้ทางฝั่งของตำหนักพญาจิ้งจอกยังไม่พบปัญหาในทำนองเดียวกัน แต่ก็ยากที่จะสืบค้นตอนนี้ ดังนั้นจำเป็นต้องพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน” ผู้เฒ่าผมขาวจากตำหนักพญาจิ้งจอกพูดขึ้น เขาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตำหนักพญาจิ้งจอกนามว่าหลางเฟยเทียน

            “พูดคุยเรื่องอะไร เป็นฝ่ายพวกเจ้าที่ต้องการจะถล่มสำนักชิงหยุนของพวกเราก่อน พวกเราสำนักชิงหยุนได้แต่ตั้งรับ” โม่เต้าจื่อพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง

            “ตอนนี้พวกเจ้ายอมมาพูดคุยเช่นนี้ก็เพราะว่าสามารถโจมตีกองกำลังของพวกเราตำหนักพญาจิ้งจอกจนต้องถอยกลับได้แล้วสินะ” หลางเฟยเทียนพูดขึ้น เพราะช่วงนี้กองกำลังของตำหนักพญาจิ้งจอกถูกกองกำลังของสำนักชิงหยุนโจมตีกลับจนต้องถอย

            โม่เต้าจื่อมองไปทางหญิงชราในชุดคลุมสีเลือดที่เป็นผู้เข้าร่วมประชุมจากสำนักเตาเสวี่ย นางคือเจ้าสำนักเตาเสวี่ยนามว่าหลัวชิงเซียว

            “เรียกคนของพวกเจ้ากลับไป แล้วพวกเราค่อยสู้กันใหม่ อย่าปล่อยให้คนพวกนั้นทำได้สำเร็จ” ใบหน้าของหลัวชิงเซียวฉายแววสังหาร ครั้งนี้สำนักเตาเสวี่ยได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพราะหลัวเจินนำกองกำลังไล่ฆ่าลูกศิษย์ของสำนักเตาเสวี่ยไปไม่น้อย

            โม่เต้าจื่อพยักหน้า “พวกเราจะต่อสู้กับสำนักเตาเสวี่ยวันหลัง แล้วทางศาลาดาวฤกษ์จะเอาอย่างไรต่อ หากพวกเราสำนักชิงหยุนมีปัญหากับสำนักเตาเสวี่ยและตำหนักพญาจิ้งจอก พวกเจ้าจะคิดยังไง ยังคิดว่าพวกเราสำนักชิงหยุนอ่อนแอรังแกง่ายอยู่อีกหรือไม่”

            โม่เต้าจื่อเบี่ยงไปถามทางฝั่งของศาลาดาวฤกษ์

            “หวังว่าจะไม่มีปัญหากันอีก พวกเราก็แค่ต้องการเขตยุทธศาสตร์บริเวณหุบเขาเทียนเซียง คนน้อย ผลประโยชน์ยิ่งสูง ใช่หรือไม่” ชายวัยกลางคนจากศาลาดาวฤกษ์พูดขึ้น

            “เพื่อผลประโยชน์ถึงกับต้องรุกรานสำนักชิงหยุนของพวกเราเลยหรือ ดูเหมือนศาลาดาวฤกษ์จะกำเริบเสิบสานไปกันใหญ่แล้ว เอาไว้วันหลังพวกเราค่อยมาตัดสินกันว่าใครเป็นบ่าวใครเป็นไพร่” ดวงตาของโม่เต้าจื่อผุดแววสังหาร ศาลาดาวฤกษ์ทำตัวหยิ่งผยองทำเหมือนไม่เห็นสำนักชิงหยุนอยู่ในสายตา

            “เหอะ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นก็เพราะสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกต้องการหารือ ข้าเองไม่ได้อยากมาหารือเกี่ยวกับจุดจบของพวกเจ้าสำนักชิงหยุน” ชายวัยกลางคนจากศาลาดาวฤกษ์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ

            “กู่เฟิง พวกเรานั่งลงพูดคุยกันในครั้งนี้ก็เพราะต้องการหารือถึงบทสรุปศึกต่อสู้ ในเมื่อรู้แล้วว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง หากขืนยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราทั้งสี่สำนักจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย” หลางเฟยเทียนหันไปพูดกับคนที่เป็นตัวแทนจากฝั่งศาลาดาวฤกษ์

            “แล้วจะเอายังไงกับเขตพื้นที่บริเวณหุบเขาเทียนเซียง ตอนนี้ใครๆ ก็อยากได้พื้นที่ตรงนั้น ทางศาลาดาวฤกษ์เองก็ต้องการเช่นกัน” ชายวัยกลางคนจากศาลาดาวฤกษ์ก็คือคนที่หลางเฟยเทียนเรียกว่ากู่เฟิง

            หลิงหยุนจื่อแสยะยิ้ม “เจ้าต้องการกระนั้นหรือ ถ้างั้นก็ลองส่งกองกำลังเข้าไปสิ แล้วคอยดูว่าข้าจะฆ่าพวกนั้นอย่างไร”

            มวลพลังทั่วทั้งร่างของกู่เฟิงโหมกระพือ แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ต่อให้ตอนนี้เขาอยากจะต่อสู้แค่ไหน แต่ทางสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกคงไม่ยอม

            “ครั้งนี้ ทางตำหนักพญาจิ้งจอกของข้าได้รับความเสียหายไม่น้อย อีกทั้งทายาทผู้สืบทอดของข้ายังถูกฆ่าตายอีก แต่ข้าเลือกที่จะข่มกลั้นความแค้นนี้เอาไว้ก่อน ข้าไม่อยากให้คนที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดอาศัยโอกาสนี้ตลบหลัง ดังนั้นควรใช้วิธีการอันสันติหารือข้อสรุปเรื่องเขตพื้นที่หุบเขาเทียนเซียงจะดีกว่า” หลางเฟยเทียนพูดขึ้น แต่สายตาของเขาจ้องมองฉินชูที่อยู่ข้างๆ โม่เต้าจื่ออยู่ตลอด

            ฉินชูเข้าใจดีว่าหลางเฟยเทียนอยากจะฆ่าเขาเพราะเขาเป็นคนฆ่าหลางยู่

            “ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สามารถผ่อนปรนกันได้ เจ้าชื่อฉินชูใช่หรือไม่ ในเมื่อเจ้าฆ่าหลัวจ้าน ย่อมต้องชดใช้” หลังจากแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยกับหลางเฟยเทียน หลัวชิงเซียวก็หันมามองฉินชู

            สามารถพูดได้ว่าศึกต่อสู้ในครั้งนี้ยุติลงเป็นการชั่วคราว แต่เห็นได้ชัดว่าตำหนักพญาจิ้งจอกกับสำนักเตาเสวี่ยไม่คิดจะปล่อยฉินชูไป การสังหารหลางยู่กับหลัวจ้านในครั้งนั้นได้กลายเป็นอันตรายที่สลัดไม่หลุดของฉินชูไปเสียแล้ว

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน