เฟรเกียฉงนสงสัยกับคำพูดของอีกฝ่าย ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเพราะจากประวัติที่สืบมาได้ไม่ว่าจะเป็นฝั่งบิดาหรือฝั่งมารดาของเด็กหนุ่มล้วนเป็นตัวตนคนธรรมดา ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเทพแม้แต่น้อย และมิเนอร์วาก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่เหนือมนุษย์ด้วยซ้ำไป
'หรือว่าบุตรข้าคือเทวะกลับชาติมาเกิดกัน?'
เฟรเกียคาดเดาในใจไม่ได้เอ่ยคำออกมา ทำเพียงลอบพยักหน้ายอมรับกับอีกฝ่ายเออออไปด้วยตามเรื่องราว ปล่อยให้แปลความหมายเอาเอง ตัวแทนศิษย์ของสำนักแพทย์บนเวทีรู้สึกกระวนกระวายใจกับท่าทีของผู้นำสำนัก ที่ปฏิบัติกับคนบ้าตรงหน้าอย่างเป็นมิตร ลางสังหรณ์กำลังบอกมันว่ามีอันตรายอยู่จริงและเป็นอันตรายที่แม้แต่ผู้นำของพวกมันก็ไม่อาจแก้ไขได้
น้ำตาเริ่มคลอเบ้าปริ่มๆ จะล้นออกมาอีกครั้ง มันทิ้งตัวคุกเข่าเสียงดังอย่างไม่อายสายตาผู้คนรอบด้าน ความหวาดกลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จัก ย่อมสามารถกัดกร่อนจิตปณิธานตั้งมั่นได้โดยง่าย อันตรายใดก็สามารถเกิดขึ้นได้ และอันตรายที่พูดถึงในเวลานี้กำลังดีดดิ้นอยู่ที่ไหนสักแห่งบริเวณต้นขาที่ถูกยิงในนัดแรกจนมันเริ่มรู้สึกได้บ้างแล้ว
"ลูกพี่! ข้าผิดไปแล้วช่วยข้าด้วย รักษาข้าด้วย มันดิ้นพล่านแล้ว! ข้ากลัวแล้ว ให้ข้าเข้าร่วมกับซัลวาโตเรก็ได้ กลืนบัวสิบกลีบ… ไม่สิ!...ร้อยกลีบก็ได้ช่วยข้าด้วย"
เสียงขอร้องเว้าวอนปนน้ำตาปริ่มๆ ที่เกือบจะหลั่งริน ทำให้แม้แต่เด็กหนุ่มก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ ยอมใจอ่อนถอยให้หนึ่งก้าว
"เอาล่ะๆ… ไม่ต้องมากความแล้ว เจ้าจ่ายค่าเสียหายมาแค่ 200 เหรียญทองก็พอ ค่ารักษาข้ามอบเป็นของขวัญให้ท่านผู้นำของเจ้าก็แล้วกัน"
มิเนอร์วาโบกมือไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย อีกฝ่ายคิดว่าซัลวาโตเรเป็นอะไรกัน แค่คุกเข่ากลืนกลีบบัวก็สามารถเป็นได้? ผิดแล้วซัลวาโตเรจะอย่างไรก็มีหลักปฏิบัติหากไม่พิสูจน์ตัวเองให้เห็นไหนเลยจะสามารถเข้าร่วมได้อย่างง่ายดายปานนั้น
"สหายน้อยช่างใจกว้าง ข้าผู้ชราจะรับอย่างเดียวได้อย่างไร นี่คือของขวัญแรกพบหน้าจากข้า"
ผู้นำโคลอี้โยนป้ายสีโลหิตที่มีตัวอักษรสีทองเขียนกำกับไว้ไปทางเด็กหนุ่ม มิเนอร์วาคว้าจับป้ายสีโลหิตที่มีพู่สีดำถักห้อยไว้มาพลิกดู ปรากฏตัวอักษรสีทองเขียนคำว่า 'อาวุโส' สลักไว้กลางแผ่นป้าย เด็กหนุ่มก้มหัวคำนับขอบคุณเดินเข้าไปหาศิษย์สำนักแพทย์ที่คุกเข่าตาแดง
"นั่นมันป้ายแขกอาวุโส!... มีศักดิ์เทียบเท่าอาวุโสระดับสูงนี่ เจ้าเด็กนั่นเป็นใครกันท่านหมอ ดูท่านจะประเมินเขาไว้สูงนัก"
ชายร่างท้วมผู้นำสถาบันจันทราทมิฬเอ่ยถามอย่างสงสัย ในตอนแรกที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรบุญธรรมของเฟรเกียมันแค่แปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่จะสนใจอยากรู้ แต่กับป้ายสีโลหิตพู่ดำนั้นไม่ใช่ แม้แต่ตัวมันและผู้นำอีก 3 คนที่เหลือก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครอง เพราะมันคือป้ายที่จะเอาไว้ให้แขกอาวุโสซึ่งมีสถานะเทียบเท่าอาวุโสระดับสูง มีสิทธิ์เสียงราวกับอาวุโสระดับสูงของสำนักจริงๆ ถึงพวกมันจะรู้จักป้ายนี้ แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่เคยได้เห็นผู้ถือครองตัวเป็นๆ
"ตัวเขาย่อมไม่นับเป็นอะไรได้… แต่สิ่งที่เขาสืบทอดมาต่างหากที่ข้าให้ความเคารพ"
แพทย์ชราตอบอย่างไม่ใส่ใจ ทิ้งให้คนทั้งหมดข้างตัวจมไปกับความคิด บนเวทีประลองมิเนอร์วาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย กลีบบัวสีเทาหม่นปรากฏขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือ ก่อนจะควบแน่นแปรเปลี่ยนเป็นของเหลวสีเทาหนึ่งหยด มันดีดดิ้นราวกับมีชีวิตไหลมารวมตัวอยู่ที่นิ้วชี้แล้วกระโดดพุ่งซึมหายเข้าไปกลางหว่างคิ้วของศิษย์ตัวแทนสำนักแพทย์
ไม่มีเสียงร้อง… ไม่มีความเจ็บปวด… มีเพียงเสียงอุทานตกใจของผู้คนที่ดังตามมา เหล่าสตรีต่างพากันหวาดกลัวใช้มือปิดปากทำตาโต สาเหตุนั้นเกิดมาจากรอยแผลที่ยังหายไม่สนิทของอีกฝ่ายนั่นเอง ในเวลานี้ปรากฏสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิดสีดำกำลังดีดดิ้นขดตัวไปมา ราวกับกำลังจะฟักออกมาจากภายในร่างกายที่ถูกใช้เป็นร่างพาหะ แม้แต่เจ้าของร่างยังต้องกัดฟันจ้องมองลุ้นอย่างระทึกใจว่าตัวอะไรกันที่จะโผล่ออกมา
เพียงไม่นานมันก็พุ่งส่วนหัวออกมา ก่อนที่จะมีลำตัวและหางหลุดออกตามมาอีกที อสรพิษสีดำตัวเล็กเท่านิ้วมือมันเลื้อยออกมาจากปากแผล ม้วนขดตัวไปทั่วขาอีกฝ่าย ไล่ลามลงมาหาพื้นเวทีประลอง มันขู่ฟ่ออวดคมเขี้ยวอยู่หนึ่งที ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ เสียงฮือฮาตื่นตะลึงพูดคุยวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ดังขึ้นทั่วทุกที่ พวกมันไม่รู้ว่าอสรพิษนั่นคือสิ่งใด หากแต่ต้องอันตรายมากอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่แพทย์ชราก็ไม่สามารถรักษาได้พิษชนิดนี้ได้
"ผู้อาวุโสเมตตา!... นี่ขอรับทอง 100 เหรียญ ส่วนอีก 100 เหรียญข้าขอติดไว้ก่อนได้หรือไม่ขอรับ ในคราหน้าที่เจอกัน ข้าสัญญาว่าจะชดเชยดอกเบี้ยเพิ่มให้"
ในคราแรกยังผรุสวาทด่าทอไม่หยุดพัก แต่ตอนนี้กลับเอ่ยเรียกหาว่าเป็นอาวุโสอย่างไม่อายปาก มิเนอร์วารับค่าชดเชยที่อีกฝ่ายมอบให้ หันหลังกลับเดินลงจากเวทีประลองโดยมีกลุ่มซัลวาโตเรทั้งหมดยืนต้อนรับ ศิษย์สตรีมากมายเริ่มกลุ้มรุมเข้าหา แต่ก็ถูกอลิซเข้ามาห้ามไว้ก่อนทันท่วงที มิเนอร์วาส่ายหัวอย่างจนปัญญารอคอยให้การแข่งรอบต่อไปมาถึงอย่างสงบ
ในรอบที่ 2 เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในสาขาวิชาค้าขาย และก็เป็นมิเนอร์วาที่ชนะมาได้อย่างง่ายดายเพราะความป่าเถื่อนจากวิธีขายยารักษา กระสุนถูกยิงออกหนึ่งนัด แล้วจึงขายยาหนึ่งขวดเพื่อรักษา เพื่อรักษาบาดแผลให้หายเจ็บปวดพวกมันบางคนจึงจำใจต้องยอมกัดฟันซื้อ หากไม่ซื้อก็ยิ่งจะเลวร้าย ถูกยิงเพิ่มอีกนัดให้เจ็บปวด ผู้ใดเลือกกัดฟันทนก็จะถูกโปรโมชั่นขายยารักษาบาดแผลพ่วงกับยาแก้ปวด ยาห้ามเลือด และยาสร้างโลหิต
หากเลือกซื้อแค่บางชนิดก็จะถูกยิงเพิ่มอีกสร้างบาดแผลไม่รู้จบ มีเพียงต้องเหมาซื้อทั้งชุดเท่านั้นเด็กหนุ่มถึงจะพอใจยอมให้จากไปได้ ผู้ใดคิดจะเอ่ยปากขอยอมแพ้ชีวิตยิ่งท้อแท้เข้าไปใหญ่ มีทั้งพิษข่มขู่ให้หวาดกลัว บางรายถึงขั้นสั่นกลัวโดนทรมานจิตใจอยู่ช้านาน จึงเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าอุปสงค์และอุปทาน เมื่อมีผู้ต้องการต่อให้เป็นเศษฝุ่นก็ขายได้ เรื่องราวนี้จะเป็นตำนานเล่าขานไปทุกครั้งเมื่องานเทศกาลวนเวียนมาบรรจบ มิเนอร์วาเรียกวิธีการขายนี้ว่าการบีบให้ซื้อ ถึงจะมีตัวเลือกก็ห้ามเลือก ต้องซื้อเฉพาะสิ่งที่ตนเลือกให้เพียงเท่านั้น เพราะแพทย์คือผู้ชี้ขาดในตัวยาที่จะใช้รักษา หากทำตัวเก่งกว่าแพทย์คงไม่แคล้วต้องติดอยู่ในหลุมแห่งพิษร้าย ตกตายเสียดีกว่าอยู่
หากพูดถึงสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย ตัวเต็งของทุกปีคงหนีไม่พ้นสถาบันการค้าจันทราทมิฬ ไม่แปลกที่เสียงก่นด่าไม่ยินยอมจากศิษย์กลุ่มนี้ จะดังระงมพูดถึงความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ บ้างก็ให้เหตุผลว่าใช้กำลังหาใช่การค้าขาย อีกสามสถาบันที่เหลือก็ไม่มีใครกล้าขึ้นมาขอแลกเปลี่ยนความรู้ เมื่อไร้ซึ่งผู้กล้าชัยชนะย่อมไม่อาจหลีกหนีตกเป็นของเด็กหนุ่มไปโดยปริยาย บ้างก็บอกว่านี่ไม่ใช่การค้าแต่เป็นการบังคับ หากแต่ทุกผู้คนก็ต้องยอมจำนนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะมิเนอร์วาให้เหตุผลที่พื้นฐานที่สุดของหลักการค้า
'หากผู้ซื้อมีความต้องการ ขอเพียงมีสินค้าไม่ว่าจะใช้วิธีไหนในการขาย มันก็คือการค้าขาย!'
และหลักการของอุปสงค์อุปทานก็เป็นเช่นนั้น มีสินค้าแต่ไม่มีผู้ซื้อแล้วจะเรียกว่าการค้าขายได้อย่างไร ต้องมีทั้งผู้ซื้อและสินค้าต่างหากเล่าจึงจะเรียกว่าค้าขาย ถึงแม้วิธีมัดมือชกแบบนี้จะดูป่าเถื่อนในสายตาอีกฝ่าย หากแต่ภายในวังมรณะสาบสูญขอแค่ไม่ตายหรือพิการ ทุกสิ่งล้วนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมภายในวังมรณะสาบสูญนั้น ได้หล่อหลอมอุปนิสัยส่วนตัวเหล่านี้ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว เกรเซียยกมือปิดปากน้ำตารื้นขึ้นที่หางตา สตรีนางนี้รู้สึกสงสารเด็กหนุ่มจับขั้วหัวใจ ต้องผ่านเหตุการณ์เช่นใดมาบ้างกัน ถึงได้สามารถเปลี่ยนเด็กที่มีนิสัยอ่อนโยนไม่เข้าสังคมผู้หนึ่ง ให้กลายเป็นผู้ที่ทำร้ายคน เย็นชา และกล้าเผชิญหน้ากับคนหมู่มากได้อย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัวเช่นนี้ ผู้นำร่างท้วมจ้องมองมาด้วยดวงตาลุกวาว เห็นถึงแววพ่อค้าผู้มั่งคั่งในตัวของอีกฝ่าย ทั้งๆ ที่ฝั่งตนถูกกระทำตั้งแต่ต้นจนจบมันไม่ได้ออกหน้าห้ามปรามอันใด แถมยังเป็นคนประกาศชื่อผู้ชนะด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำ
การแข่งรอบที่สามก็ยังคงเป็นการแข่งขันแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ทั่วไป เนื่องจากผู้ลงแข่งในรายการนี้ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาไร้พื้นฐาน มิเนอร์วาเลยขึ้นไปเป็นตัวแทนของฝั่งวังมรณะสาบสูญเป็นคนแรก ตามแผนเดิมแล้วเด็กหนุ่มแค่อยากเอาชนะเพียงรายการเดียว แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อลูกน้องผู้มาใหม่ถูกทำร้าย การเป็นหัวหน้าคนไหนเลยจะง่ายดาย หากไม่ให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายตน แล้วจะเอาหน้าที่ไหนมาควบคุมฝูงชนในกลุ่มได้ ไหนๆ ก็ชนะมาสองรายการติดต่อกันแล้ว เช่นนั้นก็ลงแข่งทั้งหมดไปเลยหากโชคดีก็ได้ถั่วแห่งกาลเวลาสักหลายเม็ด หากหมดโชคก็มีสองเม็ดอยู่ในมือแล้วตอนนี้ เด็กหนุ่มตัดสินใจได้ก็หันเหเส้นทางก้าวสู่แผนใหม่ที่กำลังจะเริ่ม
หัวข้อแรกที่เปิดประเด็นคือเรื่องของแรงโน้มถ่วงซึ่งไม่มีค่าตายตัว แต่ส่วนใหญ่จะมีค่าอยู่ที่ 10 หรือไม่ก็9.81 ศิษย์ตัวแทนมากมายจากทั้ง 4 สถาบันต่างก็ออกมาโต้แย้งค้านกันแทบทุกคน เนื่องจากองค์ความรู้ที่ถูกส่งต่อกันมาได้เขียนระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าแรงโน้มถ่วงมีค่าตายตัวอยู่ที่ 10 เป็นการยึดติดอยู่กับตำราอันล้าหลังใช้การไม่ได้จริง แวดวงการศึกษาที่ไม่เปิดรับสิ่งใหม่ของอาณาจักรแห่งนี้ช่างน่าสงสาร การถกเถียงด้วยคำพูดลอยๆ ย่อมเสียเวลา มิเนอร์วาจึงได้ทำการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นด้วยหลักฐานการทดลอง ถึงแม้จะดูยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็ทำให้ทุกคนได้เห็นว่าทฤษฎีที่สอนสืบต่อกันมานั้นยังมีข้อผิดพลาด
ทฤษฎีมากมายถูกศิษย์หลายคนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นทฤษฎีที่ไม่สมบูรณ์ มิเนอร์วาสามารถชี้แจงแจกแจง และพิสูจน์ทดลองให้ผู้เข้าร่วมแข่งทุกคนได้ทราบ ว่ามันไม่สมบูรณ์ในแบบใดและควรต้องแก้ไขในแบบไหน นี่คือการต่อสู้ของปัญญาชนที่พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าในด้านความรู้ ความฉลาดของมิเนอร์วาก็ยังคงเป็นผู้ไร้พ่าย เหล่าศิษย์จากฝั่งสถาบันหลวงและกลุ่มการค้าจันทราทมิฬจำนวนมากที่ลงแข่งในรายการนี้ ถึงแม้จะเจ็บใจแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถหาข้อเท็จจริงอย่างอื่นมาแย้งสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบายเอาไว้ได้ จึงได้แต่ยอมก้มหน้ารับความเป็นจริง เฟรเกียบนที่นั่งด้านบนหัวเราะพูดคุยกับแพทย์ชราออกมาอยู่บ่อยครั้ง มันไม่ได้สนใจผู้นำสถาบันหลวงและกลุ่มการค้าจันทราทมิฬที่นั่งเงียบ สีหน้าไม่ค่อยสู้ดี ส่วนทางด้านผู้นำชุมนุมธารน้ำแข็งและศิษย์จำนวนน้อยนั้น กลับมีสีหน้าเรียบเฉยถึงแม้จะไม่ชนะเลยสักรายการเดียว พวกนางก็ไม่ได้เดือนเนื้อร้อนใจอะไร
การมาในครั้งนี้ของพวกนาง ก็ทำแค่มาร่วมงามเพื่อรักษามารยาทเพียงเท่านั้น การแลกเปลี่ยนของเหล่าศิษย์ก็เป็นแค่การพานกน้อยออกมาท่องโลกกว้างให้ได้รู้ได้เห็น และแล้วก็เข้าสู่ช่วงการแลกเปลี่ยนครั้งที่ 4 ของสาขาวิชาหลอมอาวุธ การแข่งครั้งนี้นั้นง่ายดายมากอาวุธที่สร้างขึ้นของผู้ใดแข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นผู้ชนะ อีกทั้งการแข่งหลอมอาวุธนี้ก็จะถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนต่อสู้ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ 5 ด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าชนะเพียง 1 ครั้งแต่สยบถึง 2 ครา ผู้หลอมอาวุธสามารถเลือกได้ว่าจะลงประลองเองหรือให้ตัวแทนขึ้นประลอง มิเนอร์วาไม่ได้ลงจากเวทีหลังจากกลายเป็นผู้ชนะในรอบประลองความรู้ เด็กหนุ่มยืนรอให้ศิษย์อีก 4 คนของสถาบันอื่นเดินขึ้นเวทีแลกเปลี่ยน อาวุธที่เด็กหนุ่มเลือกหลอมนั้นแน่นอนว่าย่อมต้องเป็นปืน อาวุธคู่กายที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในอาณาจักรแห่งนี้
หากจะพูดกันตามความเป็นจริง มิเนอร์วาไม่เคยเรียนหลอมอาวุธวิเศษหรือเกราะพิสดารอันใด ทั้งชีวิตมีเพียงแค่อาวุธปืนธรรมดาเท่านั้นที่เคยหลอมออกมา จึงออกอาการประหม่าเล็กน้อยในตอนแรก แต่ความกังวลนั้นก็ได้หายไป เมื่อพบว่าอาวุธวิเศษของฝั่งตรงข้ามไม่ได้น่ากลัวแบบที่เคยจินตนาการเอาไว้ ไม่มีระเบิดเพลิง หรือคลื่นวารีคลั่งใด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการหลอมอาวุธของผู้วิเศษชั้นสูงนั้น ต่อให้เป็นบุคคลในตำนานทางด้านนี้ ก็สามารถหลอมได้แค่อาวุธที่ปะทุพื้นฐานขึ้นมาล้อมรอบศาสตราวุธเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีชิ้นใดเป็นอาวุธสำหรับจู่โจมระยะไกล ยกเว้นธนูเหมันต์คันหนึ่งจากศิษย์ฝั่งชุมนุมธารน้ำแข็ง ผิดกับอาวุธของมิเนอร์วาที่เป็นปืนโลหะสีดำเงามีรูปร่างสั้น ยาวเพียงคืบมือดูธรรมดาหน้าตาแปลกไปในสายตาผู้อื่น
กระบวนการหลอมของศิษย์ทุกคนที่ลงแข่งกินเวลายาวนานถึง 5 วันเต็ม เรียกได้ว่าให้เวลาตัวแทนทั้งหมดได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ มิเนอร์วาหลอมอาวุธเสร็จตั้งแต่วันที่สามแล้ว จึงหลับตานั่งพักผ่อนอยู่ตรงบริเวณเตาหลอมของศิษย์ฝั่งวังมรณะสาบสูญ ตัวแทนฝั่งวังมรณะสาบสูญที่เหลือเองก็ไม่ได้คัดค้านสิ่งใด เป็นพวกมันอีกต่างหากที่ส่งเสริมให้เด็กหนุ่มลงแข่ง ให้กำลังใจเพื่อเอาชัยชนะในรอบนี้มาครองให้ได้ พวกมันรู้ตัวเองดีว่าความสามารถมีไม่พอ แต่ก็ยังคงมีความดื้อด้านอยากลงแข่งเหลืออยู่เต็มอก เป็นเพราะศักดิ์ศรีมันค้ำคอหากโดนดูถูกแล้วไม่ตอบโต้ยอมให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ เช่นนั้นแล้วชีวิตจะมีค่าอันใดกัน ไม่ต่างจากอาจมก้อนหนึ่ง ดังนั้นพวกมันจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่เด็กหนุ่ม พวกมันเคยสู้ทั้งๆ ที่แพ้มาแล้วไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น หากแต่ในครั้งนี้นายน้อยที่พวกมันก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน ว่าให้การยอมรับในตัวอีกฝ่ายไปตั้งแต่เมื่อใด ได้พิสูจน์แล้วด้วยชัยชนะรวดเดียว 3 รายการ
แล้วจะไม่ให้พวกมันตื่นเต้นดีใจได้อย่างไร แม้แต่สตรีกลุ่มกุหลาบพิษหลายคนยังเอ่ยสบถสาบานจะยอมพลีกายอุ่นเตียงนอนให้เด็กหนุ่ม ถึงเหล่าศิษย์บุรุษที่ได้ยินจะรู้สึกอิจฉา แต่พวกมันก็ไม่ได้เอ่ยตอบโต้ด้วยวาจาใดตะโกนให้กำลังใจร่วมด้วยอย่างฮึกเหิม ชัยชนะของสถาบันต่างหากเล่าที่สำคัญกว่า ถึงแม้ภายในจะทะเลาะกันเอง หากแต่ถ้ามีศัตรูจากภายนอกเข้ามาระราน พวกมันก็พร้อมรวมตัวเป็นดั่งฝูงต่อหัวเสือผู้พิฆาต ที่รุมกัดกินพร้อมต่อยตีกับศัตรูอย่างสามัคคี การดวลอาวุธในครั้งนี้ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 6 มิเนอร์วาไม่ได้สร้างอาวุธที่มีพลังพิเศษอันใดเช่นผู้อื่น
ถึงจะเป็นอาวุธธรรมดา… หากแต่อยู่ในมือคนไม่ธรรมดา… ย่อมต้องมีความพิเศษ! เรียกได้ว่ากระบี่นั้นอยู่ที่ใจ มีแค่กิ่งไผ่ก็ไร้เทียมทาน มิเนอร์วาเอาชนะคู่ต่อสู้คนแล้วคนเล่าด้วยวิธีง่ายๆ หากเป็นอาวุธวิเศษระยะใกล้เช่นดาบ กระบี่ หรือมีดสั้นก็จะเล็งยิงไปที่ด้ามจับ อาวุธหลุดมือไหนเลยจะสามารถทำร้ายคนได้ เรียกได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้ของคนธรรมดา พลังวิญญาณที่ใช้ออกผ่านอาวุธวิเศษแต่ละชนิดไม่ได้รุนแรงดังเช่นที่เคยคาดคิด หากเป็นอาวุธวิเศษระยะกลางเช่นทวน ง้าว หรือกระบอกยาว ก็จะใช้การรักษาระยะห่างถอยไปยิงไปไม่เอาตัวเข้าไปใกล้ การยิงกระสุนเข้าที่ตรงปลายของอาวุธวิเศษจะสามารถเปลี่ยนวิถีที่ถูกฟัน แทง หรือฟาดได้เล็กน้อย หากแต่ในความเล็กน้อยนี้ย่อมเพียงพอแล้ว
มิเนอร์วาสามารถอาศัยช่องโหว่นี้หลบหลีกหนีออกมาได้อย่างง่ายดาย ค่อยๆ ยิงตอดทีละนัดจนอีกฝ่ายหมดแรงยอมแพ้ไปเอง เรียกได้ว่ามีกลยุทธ์พิสดารร้อยเปลี่ยนพันแปรผัน กระสุนที่หลอมเผื่อเอาไว้นั้นมีจำนวนมาก หากแต่ลูกโม่ที่บรรจุดินปืนเตรียมไว้นั้นมีจำนวนจำกัด จากข้อจำกัดนี้ได้แสดงให้เด็กหนุ่มได้รู้ว่าอาวุธปืนในตอนนี้ได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องพัฒนาไปอีกขั้น แต่ย่อมไม่ใช่ในตอนนี้ที่กำลังอยู่บนเวทีประลอง คู่ต่อสู้ในตอนนี้เป็นศิษย์สตรีจากชุมนุมธารน้ำแข็ง นางใช้ธนูเหมันต์คันนั้นในมือง้างศรสีขาวใสราวกับกระจกที่ถูกควบแน่นจากพื้นฐานน้ำ พลังวิญญาณภายในร่างถูกดึงออกมาใช้ ควบแน่นแล้วยิงออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายสมส่วนในชุดสูทสีดำสุดเท่ขยับร่างพลิ้วไหวหลบหลีกไปมา เล็งยิงสวนกลับไปอย่างแม่นยำ หัวกระสุนแหลมถูกยิงออกจากปากกระบอกปืน พุ่งเข้าใส่ศรเหมันต์นัดแล้วนัดเล่า
การจะให้เตะต่อยสตรีนั้นก็ใช่เรื่อง เป็นสิ่งที่มิเนอร์วาพยายามหลีกเลี่ยงไม่อยากให้เกิดขึ้นถ้าไม่จำเป็น ไม่ว่าบุปผาจะมีพิษหรือมากฤทธิ์เพียงใด การเหยียบย่ำสตรีไม่ใช่วิถีที่บุรุษเพศควรมี หากบุรุษใดคิดทำลายย่ำยีก็ไม่สมควรเรียกตนว่าบุรุษแล้ว ต่อให้ต้องเจ็บปวดเพราะหนามกุหลาบอันมากฤทธิ์ แต่ก็ไม่ควรทำให้ราชินีแห่งดอกไม้ต้องช้ำใจ ด้วยกระสุนที่ใช้ออกไปเกินครึ่งจำนวนที่มีจึงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ มิเนอร์วาตัดสินใจเปลี่ยนแผนจากการยิงตอดให้อีกฝ่ายหมดแรง มาเป็นแผนระยะประชิด เด็กหนุ่มคิดไวทำไวยิงศรน้ำแข็งแตกกระจายดอกแล้วดอกเล่า ในขณะที่พุ่งร่างฝ่าดงลูกศรเหมันต์ลดระยะเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เป็นดั่งพญาปักษาหลบหลีกศร จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ในระยะประชิดใบหน้าห่างกันเพียงสามฝ่ามือ มองสบตาพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยน การยิ้มให้ในครั้งนี้สามารถละลายได้แม้แต่ธารน้ำแข็งผู้เย็นชา…